“คนสบายดีไม่ต้องการหมอแต่คนเจ็บไข้ต้องการเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรมแต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” (มก. 2:17)

 
Tuesday, 15 March 2011 11:03

แม่พระในมุมมองนักศาสนศาตร์สตรีคริสเตียน โดย โปรดปราน ( พีพี )

Written by  Administrator
Rate this item
(0 votes)

“คริสตจักรโปรเตสแตนต์ของไทยมีที่ให้แม่พระบ้างไหม?” คำถามนี้ก้องอยู่ในหูหลายปี ฉันจำเจ้าของเสียงได้ดีว่าท่านเป็นบาทหลวงชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของฉัน จำได้ว่าตัวเองตอบคุณพ่ออย่างอ้อมแอ้มว่า “ อ่ะ มี ...มีค่ะ แต่เราไม่เน้นแบบคาทอลิกค่ะ”
ต่อมาเมื่อมีโอกาสเรียนเพิ่มเติมวิชาศาสนศาสตร์สตรี (Womanist Theology=Feminist Theology ) และ ศาสนศาสตร์แห่งปลดปล่อย (Liberation Theology )

              

        ฉันประทับใจงานเขียนนักศาสนศาสตร์สตรี ชาวเกาหลีใต้ท่านหนึ่ง คือ Dr.Chung Hyun Kyung จากหนังสือ “Struggle to be the Sun Again” ดร.ชอง โปรยด้วยคำถาม ว่า “มีกี่คริสตจักรของโปรเตสแตนต์ที่มีที่ให้พระมารดามารีย์ นอกเหนือเรื่องของสาวพรหมจารีย์ตอนคริสตสมภพ” ดร.ชอง กล้าพูดตำหนิคริสตจักรโปรเตสแตนต์ ว่า “คริสตจักรได้กดขี่สตรีโดยการโละหรือยุติบทบาทของแม่พระจากคริสตจักร” ขณะเดียวกัน เธอก็มองที่พระศาสนจักรคาทอลิกโดยมีความเห็นว่า “พระศาสนจักรมีที่ให้แม่พระก็จริง แต่ก็ยังจำกัดบทบาทของพระมารดามารีย์” ตามความเข้าใจของ ดร.ชอง เธอเห็นว่า พระศาสนจักรคาทอลิกยกย่องแม่พระอย่างสูงส่งว่าเป็นพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระนางไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก ภาพของแม่พระที่นักศาสนศาสตร์สตรีมองไปที่คริสตชนคาทอลิก ว่ามีที่ให้แม่พระเพื่อไว้พึ่งพาสวดอ้อนวอนแบบเด็กขี้อ้อน เป็นคลังรับฝากเรื่องไปถึงพระบุตรเสียมากกว่า
กลับมาที่คริสตจักรโปรเตสแตนต์ ยุคแล้วยุคเล่า เมื่อกล่าวถึงพระมารดามารีย์ ก็จะพบฉากของสาวน้อย พรหมจารีย์ ผู้อ่อนเยาว์ ไร้เดียงสาและกล้าหาญยิ่ง เราจะได้ยินเสียงที่ไพเราะหูของเธอ สนทนากับทูตสวรรค์กาเบรียลว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน (ลูกา ๑.๓๘) ดร.ชองได้แสดงความคิดว่า มารีย์ สาวพรหมจารีย์ที่อ่อนหวานหยดย้อย เช่นนี้ คือสุภาพสตรีที่สุภาพบุรุษสร้างเธอขึ้นมาต่างหาก

         สอง-สามทศวรรษมาแล้ว ที่นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ชาวเอเชีย ได้ค้นหาบทบาทของแม่พระในคริสตจักรโปรเตสแตนต์ พร้อมทั้งเสนอมุมมองใหม่ในบริบทท้องถิ่นของชาวเอเชีย ดังนั้นพวกเราจึงเห็นบทบาทของแม่พระว่าเป็นสตรีที่เข้มแข็ง เป็นยอดหญิงที่สุดยอดของความอดทน เป็นที่พึ่งของลูกตั้งแต่วินาทีแรกที่พระกุมารอยู่ในครรภ์ แม่พระทรงร่วมทุกข์ และเคียงข้างกับลูกชายสุดที่รักจนถึงนาทีสุดท้ายในชีวิตของพระบุตร ซึ่งไม่แตกต่างกับมารดาชาวเอเชีย ที่ได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้ลูกๆ ของพวกนาง
บทบาทของแม่พระในมุมมองของนักศาสนศาสตร์สตรีคริสเตียน
๑. สาวพรหมจารีย์: ต้นแบบของกุลสตรี
๒. มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า
๓. มารีย์ ทำหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น
๔. มารีย์ สาวกแท้: สาวกคนแรกของพระเยซู
๕. มารีย์ ร่วมพันธกิจกับพระเจ้า:มีส่วนร่วมในแผนการไถ่มนุษยชาติ
----
๑. มารีย์ สาวพรหมจารีย์ ต้นแบบของกุลสตรี

          นักศาสนศาสตร์สตรีโปรเตสแตนต์ ชาวอินโดนีเซีย อย่าง Marianne Katoppo มีความเห็นว่า มารีย์ สาวพรหมจารีย์ มีความหมายว่าเธอได้รับการปลดปล่อยจากบุรุษและมีเสรีภาพในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า “พรหมจารีย์”ได้ให้เสรีภาพมารีย์ที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าโดยตรง มารีย์จึงค้นพบคุณค่าของตัวเอง ว่าเธอเป็นใคร และเกิดมาเพื่อทำอะไรในโลกนี้

          ความจริงแล้ว “พรหมจารีย์”คือ “ภาวะอิสระ” ของสตรี นั่นหมายถึงความเป็นสตรีทั้งหมดของมารีย์ที่เธอสามารถเปิดต้อนรับคนอื่นๆ ทางด้าน ดร.Park Soon Kyung นักศาสนศาสตร์สตรีเกาหลีใต้อีกคนหนึ่ง แย้งว่าพระกุมารเยซูประสูติจากสาวพรหมจารีย์ มีความหมายว่า “ เหตุการณ์กำเนิดของชีวิตใหม่ไม่มีบุรุษเกี่ยวข้อง” กำเนิดจากพรหมจารีย์คือการยุติบทบาททางสังคมที่ฝ่ายบิดามีอำนาจเหนือสตรี ส่วนศาสนศาสตร์แห่งการปลดปล่อยตีความหมายว่า “กำเนิดจาก พรหมจารีย์”คือสัญลักษณ์ของพระเจ้าที่บอกกับบุรุษว่า พระองค์ทรงพิพากษาพวกเขาที่ได้กดขี่สตรี ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าตรัสกับบุรุษเพศว่าการกดขี่สตรีเพศของพวกเขาได้สิ้น สุดลงแล้ว
กลับมาที่ด้านสตรีเพศ พวกเธอต้องเข้าใจว่า ความรอดของมนุษยชาตินั้นไม่มีบุรุษเพศก็เพียงพอ คริสตจักรโปรเตสแตนต์เน้นเรื่องพระกุมารกำเนิดจากหญิงพรหมจารีย์เป็นการ อัศจรรย์ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่เป็นมลทินเพราะความสัมพันธ์ทางเพศ หรืออีกนัยหนึ่งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเลือกร่างกายของสตรีเพศเพื่อพระราชกิจ ที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังนั้นมารีย์หญิงพรหมจารีย์ ได้พ้นอำนาจของบุรุษเพศ ตามคำสอนของบรรพชน โดยเธอมาอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า สาวน้อยพรหมจารีย์มารีย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจ เธอจึงเป็นอิสระในการเลือกและตัดสินใจ เพื่อจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มารีย์สาวพรหมจารีย์ จึงเป็นแบบของกุลสตรีที่ได้รับการปลดปล่อย และใช้ชีวิตที่มีคุณค่าและสูงส่ง เพื่อถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้า


๒. มารีย์ มารดาผู้ประเสริฐ:อุทิศชีวิตแด่พระเจ้า

          มารีย์สาวพรหมจารีย์ คือสตรีที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด เธอสามารถก้าวออกจากกรอบของธรรมเนียมหรือจารีตดั้งเดิมที่บุรุษเพศเป็นใหญ่ เธอเลือกที่จะให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่มาจากน้ำพระทัยพระเจ้า นั่นคือเธอยอมออกจากอำนาจเดิมที่ฝ่ายบิดาเป็นผู้กุมชะตาและลิขิตชีวิตเธอ โดยเข้ามาอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า มอบชีวิตให้พระเจ้าทรงลิขิต การตัดสินใจของมารีย์เกิดขึ้นหลังจากฟังสารจากทูตของพระเจ้าว่าเธอนั้นเป็น ที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกครรภ์ของเธอ เพื่อพระมหาไถ่ พระองค์ทรงเลือกเธอให้ทำหน้าที่เป็นมารดาเลี้ยงดูพระกุมารน้อยซึ่งเป็นบุคคล ที่สำคัญยิ่ง ( ดู ลูกา ๑.๒๖-๕๖ )

          เรื่องที่ทูตของพระเจ้าแจ้งแก่มารีย์ฟังง่ายแต่เข้าใจยากมาก แต่มารีย์กล้าหาญตัดสินใจทันที เพราะเธอมีความเชื่อและวางใจพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด เธอเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอสำหรับพระเจ้า เธอพร้อมที่จะอุทิศชีวิตทั้งใจและกาย เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ เพราะเธอรู้ดีว่าพระเมสสียาห์ คือบุคคลพิเศษที่ชนชาติของเธอรอคอยมานานแสนนาน มารีย์สาวน้อยพรหมจารีย์มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความเมตตา เธอมีความไวต่อความรู้สึกของคนอื่น เธอต้องการช่วยชนชาติของเธอให้ได้รับการปลดปล่อย ดังนั้น เมื่อกาเบรียลทูตของพระเจ้าแจ้งข่าวว่าพระเจ้าทรงเลือกครรภ์บริสุทธิ์ของเธอ เพื่อให้กำเนิดพระเมสสียาห์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทูตกาเบรียลบอกมารีย์สาวน้อยบริสุทธิ์ว่าพระเจ้าทรงเลือกเธอเป็นมารดา เพื่อฟูมฟักเลี้ยงดูพระกุมารน้อยที่เป็นพระเมสสียาห์ ฝ่ายมารีย์มีจิตใจพร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพื่อคนอื่น ยิ่งพร้อมอุทิศเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า สาวน้อยพรหมจารีย์ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลใจ ไม่ต้องเสียเวลาปรึกษาใครแม้แต่นิดเดียว เพราะมารีย์พร้อมอุทิศทั้งชีวิตเพี่อพระเจ้า เธอยินดีจะให้แผนการของพระองค์ที่ชาวยิวรอคอยมานานนั้นสำเร็จ และเข้าใจถึงเกียรติที่พระเจ้าวางใจเธอหรือโปรดปรานเธอ

๓. มารีย์ ในหน้าที่ของน้องสาว:ร่วมทุกข์กับสตรีอื่น
         มารีย์มีจิตใจอ่อนโยนและสงสารคนอื่นอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ภาพที่เราเห็นชัดเมื่อเธอไปเยี่ยมญาติผู้พี่คือ อลิซาเบธซึ่งกำลังมีปัญหาเดียวกัน คืออลิซาเบธตั้งครรภ์ในวัยชรา ทางด้านกายภาพทั่วๆไปไม่น่าเป็นไปได้ ( ดูลูกา ๑.๕-๒๕ ) ฝ่ายมารีย์นั้นตั้งครรภ์จากฤทธิ์เดชของพระจิตเจ้า ทั้งสองคนอยู่ในสภาพเดียวกัน สตรีทั้งสองจึงจับมือกันเดินบนถนนสายใหม่ด้วยความกล้าหาญ เพราะตามธรรมเนียมของยิว พวกนางต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทว่าทั้งมารีย์และอลิซาเบธ เข้าใจซึ่งกันและกัน พวกเธอพร้อมใจกันเปิดใจ เผยชีวิต เพื่อพระจิตเจ้าทรงปฎิบัติพระราชกิจในชีวิตของพวกเธอได้


           มารีย์ได้มาที่บ้านอลิซาเบธเพื่อปรับทุกข์และรับการปลอบใจ มารีย์คงอยากจะเล่าสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นในตัวเธอ ส่วนอลิซาเบธคงอยากเล่าถึงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในครรภ์ชราของนาง ซึ่งหาคนเชื่อยาก ต่างฝ่ายต่างตะลึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ พระเจ้าทรงใช้ครรภ์ของพวกเธอ เพื่อแผนการแห่งความรอดที่มาถึงชนชาติอิสราเอล พวกเธอได้ต่อสู้กับตัวเองผ่านจุดของความหวาดกลัว ก้าวมาถึงจุดของการเห็นใจกัน พร้อมร่วมทุกข์กัน เพราะแท้จริงแล้วมารีย์คงจะอายโยเซฟคู่หมั้นของเธอ เพราะในสายตาของคนไม่เข้าใจแผนการของพระเจ้า ต้องคิดว่าเธอได้ทำผิดจารีตของการเป็นกุลสตรียิวที่ดี แต่วินาทีที่มารีย์ได้ยินคำทักของ อลิซาเบธว่า “เป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า” ( ลูกา ๑.๔๓ ) มารีย์ได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าจากพี่สาว จึงทำให้เธอยิ่งมั่นใจในแผนการของพระเจ้า ดังนั้น มารีย์แสดงออกถึงความชื่นชมยินดีด้วยการร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อแสดงออกถึงการได้รับการปลดปล่อย โดยเธอกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และพระราชกิจต่างๆที่ผ่านพงศ์พันธุ์ของอับราฮับ ( ดู ลูกา ๑.๔๖-๔๖ ) จึงเห็นภาพของสตรีว่าพวกเธอเองก็ปลอบใจกันและกัน พร้อมอยู่เคียงข้างร่วมทุกข์เมื่ออีกคนหนึ่งท้อใจ ร่วมสุขและชื่นชมยินดีเมื่อมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตสตรี

(Page 1 of 2)
Last modified on Tuesday, 15 March 2011 11:27

Leave a comment

โปรดอ่านก่อน Comment
1. ไม่ควรใช้วาจาส่อเสียดดูหมิ่น คำหยาบ ฯลฯ
2. ข้อความของท่านจะรอการพิจารณา

ด้านล่างตรง ReCaptcha
เมื่อท่านกรอกอักษรที่แสดงเรียบร้อยแล้ว กรุณาสังเกตุ
Comment added and waiting for approaval.
(ข้อความได้เพิ่มความคิดเห็นแล้วและรอการอนุมัติ)

แสดงว่าไม่ต้อง ใส่ค่า Recaptcha อีกรอบ
ขอบคุณ

You are here: Home