( 1 )
ผมโกหกหญิงชราคนหนึ่งทุกวันพฤหัสบดี นานถึงหกเดือน โดยมองหน้าเธอตรง ๆ
ผมบอกว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ บอกว่าแอปมีบั๊ก
บอกว่า “อัลกอริทึม” บางทีก็ใส่ของแปลก ๆ มาในออเดอร์ ทั้งที่ไม่มีใครสั่ง
มันเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยชีวิตเธอได้ โดยไม่ทำให้เธอต้องก้มหัว
ผมชื่ออัลบาโร เป็นไรเดอร์ส่งของให้แอปหนึ่ง ในแอปนั้น คุณไม่ใช่คน
คุณเป็นแค่จุดเล็ก ๆ บนแผนที่ เป็นเวลาประมาณการ เป็นคะแนนรีวิวตอนจบ
งานรับของ ส่งของ แล้วก็ไป ไม่มีชื่อ ไม่มีเรื่องราว มีแต่ความรีบ
จนกระทั่งผมได้รู้จักโดญา คาร์เมน เธออยู่ชานเมือง ในบ้านชั้นเดียวเล็ก ๆ
ผนังด้านหน้าถูกฤดูหนาวกัดกร่อนจนเก่า ประตูรั้วส่งเสียงเอี๊ยด ตู้จดหมายเอียง
นิดหน่อย แต่ทุกอย่างถูกดูแลอย่างดี ดีจนรู้ได้ทันทีว่า
มีใครบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามไม่ให้โลกภายในของตัวเองพังทลาย
ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 10 โมงตรง ออเดอร์ของเธอจะเข้ามา เหมือนถูกเขียนไว้
ตายตัวขนมปังแผ่น ซุปมะเขือเทศกระป๋องหนึ่ง และอาหารสุนัขสำหรับข้อกระดูก
ของโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ หมาชื่อโทบี้ ปากเริ่มขาว สะโพกแข็ง แต่ดวงตายังอ่อนโยน
และตื่นตัว เวลาเดินมาที่ประตู จะได้ยินเสียงเล็บครูดพื้น ช้า ๆ เหนื่อย ๆ
แต่หางยังแกว่ง เหมือนจะบอกว่า “เรายังอยู่นะ”
โดญา คาร์เมนอายุกว่าแปดสิบ ตัวเล็ก หลังตรง ภูมิใจในตัวเอง
เป็นผู้หญิงประเภทที่เลือกพึ่งพาตัวเอง มากกว่าทำให้ใครรู้สึกว่าเธอ “น่าสงสาร”
ในแอป เธอไม่เคยให้ทิป ไม่เคยเลย แต่เธอจะยืนรอหลังประตู แล้วยื่นเงินสองยูโร
ใส่มือผม ทุกครั้งพอดี และทุกครั้งสะอาด “ค่าน้ำมันนะ ขับรถระวัง ๆ ล่ะ”
มันไม่ใช่การให้ทาน มันคือข้อตกลงระหว่างคนเท่าเทียมกัน
เธอไม่อยากเป็นภาระ ผมก็ไม่อยากเป็นฮีโร่ ผมเป็นไรเดอร์ เธอเป็นลูกค้า แค่นั้น
จนกระทั่งพฤศจิกายนมาถึง ความหนาวที่ซึมเข้าไปถึงกระดูก และเข้าไปถึงบัญชีเงินด้วย
ผมทำงานมากขึ้น ส่งของมากขึ้นแต่ก็ยังเหมือนตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
วันพฤหัสบดีนั้น มือถือสั่น ผมดูรายการแล้วท้องวูบ อาหารสุนัขหนึ่งถุง ไม่มีขนมปัง
ไม่มีซุป ผมรับของแล้วไปบ้านเธอ อากาศมีกลิ่นถนนเปียกฝน
พอเธอเปิดประตู ผมรู้สึกถึงความหนาวอีกแบบหนึ่ง ความหนาวที่อยู่ข้างใน
เวลาคน เปิดฮีตเตอร์แค่พอประทัง เธอสวมเสื้อโค้ตขนสัตว์ อยู่ในบ้าน
คอเสื้อดึงขึ้นสูง มือแดงนิด ๆ และดูผอมลง เหมือนฤดูหนาวเริ่มตัดทอนเธอไปแล้ว
เธอยื่นเงินสองยูโรให้ผม มือสั่นเล็กน้อย แต่คางยังเชิด
“วันนี้มีแค่อาหารหมาเหรอครับ โดญา คาร์เมน” ผมถาม พยายามทำเสียงให้เป็นปกติ
“สัปดาห์นี้ฉันไม่หิว” เธอตอบสั้น แข็ง แล้วเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “แต่...โทบี้ต้องกิน”
ตรงทางเข้า บนโต๊ะเล็ก ๆ มีกล่องใส่ยา ที่ว่างเปล่า ข้าง ๆ มีแผ่นกระดาษ เขียนตัวเลข
กับวัน ผมทำเป็นไม่เห็นแต่หัวผมเริ่มคิดเลข อาหาร ความอบอุ่น ยา และสุนัข
และเมื่อจ่ายทั้งหมดไม่ได้ คุณจะเลือกความรัก
ผมกลับไปที่รถ สตาร์ทเครื่อง แล้วนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะมีเวลา แต่เพราะผมรู้ว่า
ถ้าช่วยตรง ๆ เธอจะปิดประตูใส่ ความเป็นอิสระ คือกำแพงสุดท้ายของเธอ
ผมเลยทำในสิ่งเดียว ที่น่าจะใช้ได้กับคนอย่างเธอ ผมสร้าง “ความผิดพลาด” ขึ้นมา
พฤหัสบดีถัดมา ผมแวะซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนเริ่มรอบ หยิบอาหารหมา แล้วใช้เงินของ
ตัวเอง เงินที่ต้องเก็บไว้ดูแลรถ ซื้อไข่ นม มันฝรั่ง แอปเปิล ผัก ไก่อบ และถุงน้ำร้อน
จ่ายทุกอย่างตามปกติ ไม่มีลูกเล่น ไม่มีเรื่องแปลก มีแค่ผม บัตรผม และก้อนอะไรบาง
อย่าง ในลำคอ พอไปถึง ผมยื่นถุงให้เธอ เธอรู้สึกถึงน้ำหนัก มองเข้าไป สีหน้าแข็งทันที
“ฉันไม่ได้สั่งของพวกนี้ คุณส่งผิด เอากลับไป” ผมทำหน้าคนส่งของเหนื่อย ๆ รีบ ๆ
“ผมเอากลับไม่ได้ครับ วันนี้ระบบมันมั่ว ถ้าผมเอากลับ เขาจะให้ผมทิ้ง
ผมไม่ชอบทิ้งอาหาร ถ้าคุณเก็บไว้ คุณช่วยผมเลย” เธอกอดอกทำหน้าง้ำ “ฉันจะไม่จ่ายเพิ่ม”
“ไม่ต้องจ่ายครับ” ผมยักไหล่ มองมือถือเหมือนมีอีกสิบจุดรออยู่ “แค่ไม่ให้มันเสียเปล่า”
เธอมองไก่อบ มองโทบี้ที่อยู่หลังขา หางแกว่งช้า ๆ แล้วมองผม
ผมเห็นการต่อสู้ในดวงตาเธอ ศักดิ์ศรีกับความหิว แต่คำโกหกของผม
เปิดทางให้เธออย่างมีเกียรติ เธอไม่ได้รับความช่วยเหลือ เธอกำลัง “แก้ปัญหา”
เธอถอนหายใจ เหมือนโกรธโลก“ระบบช่างวุ่นวายจริง…” เธอพึมพำ แล้วรับถุงไป
จากนั้นมันก็กลายเป็นจังหวะของเรา
ทุกวันพฤหัสบดี “ความผิดพลาด” จะใจกว้างขึ้นนิดหนึ่ง บางทีก็ผลไม้ บางทีก็ชีส
บางทีก็ข้าวโอ๊ต ครั้งหนึ่งเป็นวิตามิน อีกครั้งเป็นผ้าห่ม เพราะผมเห็นเธอถูมือ
เหมือนจุดไฟ มันจะไม่ซ้ำกัน จนดูจงใจ เกินไป แต่มันมักจะพอดีกับสิ่งที่เธอขาด
เธอบ่นแอป บ่นระบบอัตโนมัติ ผมก็บ่นด้วย โดยซ่อนสายตาไว้ที่หน้าจอ
มันคือภาษาลับของเรา พูดถึงเรื่องสำคัญ โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อมัน วันอื่น ๆ
ผมทำงานหนักขึ้น เพื่อจ่ายให้วันพฤหัสบดี รถเริ่มมีเสียงแปลก แต่ผมผัดไปก่อน
เพราะเสียงรถ ดูไม่เร่งด่วน เท่าภาพเสื้อโค้ตในบ้านของเธอ
หกเดือน
แล้ววันหนึ่ง วันพฤหัสบดี… ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแจ้งเตือน ไม่มีออเดอร์ ผมรอ
รีเฟรชจอ ดูเวลา สุดท้ายผมก็ไปอยู่ดี ที่ประตูมีตู้เก็บกุญแจ ในสวนมีป้าย ขาย
หัวใจผมเย็นวาบ เพื่อนบ้านอยู่ข้างนอก ผมถามเขาลังเล เหมือนชั่งใจว่า
ผมมีสิทธิ์ เศร้าหรือไม่ “เธอเสียไปสามวันก่อน” เขาบอกในที่สุด
“หลับไปอย่างสงบ ลูกชายมาจัดการทุกอย่าง เอาหมาไปแล้ว” ผมกลับบ้าน
พร้อมช่องว่างในอก ผมไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่เพื่อน ผมเป็นแค่ไรเดอร์ ที่กดกริ่ง
วันต่อมา จดหมายมาถึง ซองหนา ดูเป็นทางการ จากสำนักงานกฎหมาย
ข้างในมีโน้ต ถึงไรเดอร์ของ “ความผิดพลาด”
แม่ของผม โดญา คาร์เมน ฝากให้ตามหาคุณ เธอไม่รู้ชื่อคุณ แต่บรรยายรถ
และเวลาได้ เธออยากให้คุณได้รับสิ่งนี้ ในซองมีเงิน เกือบสองพันยูโร
ข้างล่าง คือกระดาษที่ยับแต่รีดเรียบอย่างดี
ใบเสร็จ ใบเสร็จของผม ทุกใบ ที่ผมคิดว่าไม่มีใครสังเกต
เธอเจอ และเก็บ ทีละใบด้านบน กระดาษอีกแผ่น ลายมือสั่น แต่ชัด
หนุ่มน้อย ฉันแก่ แต่ไม่โง่
ฉันรู้ว่าไก่อบ ไม่ใช่ศูนย์ยูโร และ “ความผิดพลาด” ไม่เกิดเหมือนเดิมเป็นเดือน ๆ
ฉันเห็นใบเสร็จ ตั้งแต่แรก และเก็บไว้ เพื่อให้แน่ใจ
ฉันคิดไม่ผิด คุณไม่ทำให้ฉันอับอาย ไม่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นปัญหา
คุณให้ข้ออ้าง ที่ฉันรับได้ โดยไม่เสียศักดิ์ศรี
สามีฉันก็เป็นแบบนี้ เงียบ สุภาพ ทำในสิ่งที่ควร เมื่อไม่มีใครมอง
รับเงินนี้ไป ซ่อมรถของคุณ และรู้ไว้ว่าคุณทำให้ฤดูหนาวสุดท้ายของฉันอบอุ่น
— คาร์เมน
ผมนั่งอยู่ในครัว ถือจดหมายกับใบเสร็จเหล่านั้น และสุดท้าย เสียงผมก็แตก
เราถูกบอกว่า เราโดดเดี่ยว เป็นลูกค้า เป็นไรเดอร์ เป็นตัวเลข
แต่บางครั้ง สายใยที่ลึกที่สุดเกิดในช่องว่างเล็ก ๆ
ระหว่างประตูที่แง้ม เงินสองยูโร “ค่าน้ำมัน” และคำโกหก ที่อ่อนโยนพอ
จะรักษาศักดิ์ศรีของใครบางคน และบางครั้ง สิ่งที่งดงามที่สุด ไม่ใช่แค่การ
ยื่นมือช่วย แต่คือการทำมัน ในแบบที่อีกฝ่าย สามารถจับมือคุณได้
โดยไม่ต้องก้มหัว
Braedon _SMIT
Ramet Tanawangsre ถอดความ
บทความที่น่าสนใจ ( 5 )
( 2 )
ผมบังเอิญได้ยินบทสนทนาหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดผมไปทั้งหมด
คุณตาพาหลานชายแวะร้านค้าซื้อของใกล้ตีนเขา
พวกเขาเจอชายคนหนึ่งกำลังขอทาน คุณตาหันไปบอกหลานว่า
“หลานต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ โตขึ้นจะได้สร้างงานให้คนเหล่านี้
พวกเขาจะได้ไม่ต้องไร้ที่อยู่แบบนี้”
ประโยคนั้นทำให้ผมอึ้งไปทันที เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คนส่วนใหญ่จะพูดว่า
“ต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่งั้นโตขึ้นจะเป็นขอทาน”
สถานการณ์เดียวกัน แต่สะท้อน กรอบความคิดที่ต่างกันสุดขั้ว
อันหนึ่งคือกลัวตกต่ำ อีกอันคืออยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น
พอขึ้นถึงยอดเขา
พวกเขามองลงไปทางร้านค้าที่เพิ่งเดินผ่านมา คุณตาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่อ่อนโยนว่า
“เห็นไหม ไม่ว่าจะอยู่ตีนเขาหรือยอดเขา เราก็ยังมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ
การเรียนหนังสือไม่ใช่เพื่อให้เราอยู่สูงกว่าใคร แต่เพื่อให้เรามองเห็นปัญหาของคนอื่น
เข้าใจความลำบากของเขา และทำให้โลกนี้ยุติธรรมและอบอุ่นขึ้น
บางที วันหนึ่ง หลานอาจทำให้คนอีกมากมาย ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบนี้ก็ได้”
ในวินาทีนั้น ผมก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า
เรามักกำหนดเป้าหมายการเรียนให้เด็ก เพื่อ "ไม่ให้เป็นคนอ่อนแอ"
แต่ระดับที่สูงกว่านั้นจริง ๆ คือ
"เรียนเพื่อเติบโตเป็นคนที่เข้มแข็งพอ ที่จะช่วยเหลือคนอ่อนแอได้"
* * *
โลกใบนี้ แท้จริงแล้วสามารถมองได้หลายมุมมากกว่าที่เราคิด
แปลโดย : นุสนธิ์บุคส์
เชิญกดไลค์กดแชร์เพจ มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ facebook https://m.facebook.com/yorsorsor/
ผมบังเอิญได้ยินบทสนทนาหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดผมไปทั้งหมด
คุณตาพาหลานชายแวะร้านค้าซื้อของใกล้ตีนเขา
พวกเขาเจอชายคนหนึ่งกำลังขอทาน คุณตาหันไปบอกหลานว่า
“หลานต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ โตขึ้นจะได้สร้างงานให้คนเหล่านี้
พวกเขาจะได้ไม่ต้องไร้ที่อยู่แบบนี้”
ประโยคนั้นทำให้ผมอึ้งไปทันที เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คนส่วนใหญ่จะพูดว่า
“ต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่งั้นโตขึ้นจะเป็นขอทาน”
สถานการณ์เดียวกัน แต่สะท้อน กรอบความคิดที่ต่างกันสุดขั้ว
อันหนึ่งคือกลัวตกต่ำ อีกอันคืออยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น
พอขึ้นถึงยอดเขา
พวกเขามองลงไปทางร้านค้าที่เพิ่งเดินผ่านมา คุณตาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่อ่อนโยนว่า
“เห็นไหม ไม่ว่าจะอยู่ตีนเขาหรือยอดเขา เราก็ยังมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ
การเรียนหนังสือไม่ใช่เพื่อให้เราอยู่สูงกว่าใคร แต่เพื่อให้เรามองเห็นปัญหาของคนอื่น
เข้าใจความลำบากของเขา และทำให้โลกนี้ยุติธรรมและอบอุ่นขึ้น
บางที วันหนึ่ง หลานอาจทำให้คนอีกมากมาย ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบนี้ก็ได้”
ในวินาทีนั้น ผมก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า
เรามักกำหนดเป้าหมายการเรียนให้เด็ก เพื่อ "ไม่ให้เป็นคนอ่อนแอ"
แต่ระดับที่สูงกว่านั้นจริง ๆ คือ
"เรียนเพื่อเติบโตเป็นคนที่เข้มแข็งพอ ที่จะช่วยเหลือคนอ่อนแอได้"
* * *
โลกใบนี้ แท้จริงแล้วสามารถมองได้หลายมุมมากกว่าที่เราคิด
แปลโดย : นุสนธิ์บุคส์
เชิญกดไลค์กดแชร์เพจ มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ facebook https://m.facebook.com/yorsorsor/
( 3 )
กระแสเรียกให้เป็นนักบวชหญิงที่เป็นแพทย์คนแรกของพระศาสนจักรครับ
แมรี โกลว์รีย์ ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่ได้เลย ไม่ใช่ในฐานะแพทย์หญิงเมื่อปี 1906 ไม่ใช่ในฐานะผู้หญิง
ที่ก้าวเข้าไปในห้องบรรยายซึ่งเต็มไปด้วยสายตาของผู้ชายที่จ้องมองราวกับเธอมีศีรษะเพิ่มมาอีกหนึ่ง
และยิ่งไม่ใช่ในฐานะคนที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลก
แต่เธอก็อยู่ตรงนั้น นั่งอยู่ในห้องสอบกับนักเรียนอีก 800 คน
อายุเพียง 13 ปี มืออาจสั่นเล็กน้อยขณะจับดินสอ
เมื่อผลสอบประกาศออกมา เธอได้อันดับสี่จากทั้งหมด
อันดับสี่
พ่อของเธอเปิดร้านเล็ก ๆ ในเมืองชนบทเบียร์เรอกูร์รา รัฐวิกตอเรีย แม่เลี้ยงดูลูกถึงเก้าคน
ครอบครัวมีเงินพออยู่ได้ ไม่ได้มากไปกว่านั้น แต่ทุนการศึกษานั้นเปลี่ยนทุกอย่าง
มันทำให้ลูกสาวผู้เปล่งประกายของพวกเขาได้ออกจากถนนฝุ่นแดงไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น
หลายปีต่อมา แมรีใช้ชีวิตในโรงเรียนคอนแวนต์ คว้ารางวัลแล้วรางวัลเล่า
คำว่า “ฉลาด” ยังไม่พอจะอธิบาย เธอเปล่งแสงเจิดจ้า
ปี 1904 เธอได้ทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
เริ่มต้นเรียนด้านศิลปศาสตร์อย่างที่กุลสตรีพึงทำแล้วเธอก็ทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึง
เธอเปลี่ยนไปเรียนแพทย์
“เธอจะสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิงทั้งหมด” แพทย์คนหนึ่งเตือนเธอ
ในยุคนั้น ผู้หญิงไม่ได้เป็นหมอ ปี 1906 ความคิดนี้แทบเป็นเรื่องน่าขัน
แต่แมรีก็สมัครเรียนอยู่ดี
ลองนึกภาพการเดินเข้าไปในห้องเรียนที่ทุกสายตาหันมาจ้อง
เสียงกระซิบตามหลังไปตามโถงทางเดิน
อาจารย์เองก็ไม่แน่ใจจะจัดการกับ “สิ่งมีชีวิตประหลาด” ที่กล้าคิดจะช่วยชีวิตคนอย่างไร
นั่นคือโลกของแมรีตลอดสี่ปี
ปี 1910 เธอสำเร็จการศึกษาพร้อมเกียรตินิยม
อายุ 23 ปี พร้อมปริญญาแพทยศาสตร์ และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
เธอทำได้จริง
เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านในนิวซีแลนด์
เมื่อกลับเมลเบิร์น เธอสร้างคลินิกที่ประสบความสำเร็จจนแพทย์คนอื่นอิจฉา
ห้องตรวจบนถนนคอลลินส์—ย่านหรูที่สุดของเมือง
มีตารางตรวจในโรงพยาบาลใหญ่ถึงสามแห่ง
เมื่ออายุยังไม่ถึงสามสิบ ดร. แมรี โกลว์รีย์ มีทุกอย่างที่เคยฝันไว้
แล้ววันหนึ่ง เธอหยิบแผ่นพับขึ้นมาอ่าน ตุลาคม 1915 ระหว่างพิธีมิสซา
แผ่นพับเล่าเรื่อง ดร. แอกเนส แม็คลาเรน หญิงชาวสกอตที่ไปอินเดียเมื่ออายุ 72 ปี
เพื่อช่วยผู้หญิงที่ไม่สามารถรักษากับแพทย์ชายได้
อัตราการเสียชีวิตสูงอย่างน่าตกใจ แม่ตายระหว่างคลอด ทารกไม่มีโอกาสรอด
โรคที่รักษาได้กลับคร่าชีวิต เพราะขนบธรรมเนียมไม่อนุญาตให้ผู้ชายตรวจร่างกายผู้หญิง
แมรีคุกเข่าลงในมหาวิหารทันที เธอรู้แล้ว พระเจ้ากำลังเรียกเธอไปอินเดีย
แต่มีปัญหาใหญ่ แม่ชีคาทอลิกไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพแพทย์
กฎหมายศาสนจักรบอกว่าเป็นได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
สี่ปีต่อมา
แมรียังคงทำงานแพทย์ในเมลเบิร์น พร้อมต่อสู้เงียบ ๆ
เธอกลับไปเรียนต่อ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา พร้อมเขียนจดหมายถึงกรุงโรม
ครั้งแล้วครั้งเล่า ขออนุญาตทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
ปี 1920 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ทรงอนุญาต
เธอจะเป็นแม่ชีแพทย์คนแรกในประวัติศาสตร์คาทอลิก
วันที่ 21 มกราคม เธอลงเรือจากเมลเบิร์น
อายุ 32 ปี ทิ้งครอบครัว อาชีพที่รุ่งเรือง และความสะดวกสบายทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
เธอไม่เคยได้กลับออสเตรเลียอีกเลย เมื่อถึงเมืองกุนตูร์ ประเทศอินเดีย
ความจริงกระแทกเธออย่างจัง
ความยากจนรุนแรง สถานพยาบาลแทบไม่มี ผู้หญิงตายจากโรคที่รักษาได้ง่าย
เด็ก ๆ ล้มป่วยจากโรคที่เธอรักษาได้สบาย
แต่ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเวชภัณฑ์ ไม่มีเงิน แม่ชีคนอื่นสวดภาวนาขอหมอมาหลายปี
เมื่อแมรีมาถึง พวกเธอร้องไห้ด้วยความโล่งใจ
แมรีเริ่มทำงานทันที
เธอเรียนภาษาเตลูกู เรียนภาษาดัตช์เพื่อสื่อสารกับแม่ชี ศึกษาสมุนไพรพื้นบ้าน
ผสานกับการแพทย์ตะวันตก รักษาทุกคน ไม่ว่าจ่ายได้หรือไม่ วรรณะใด ศาสนาใด
ผู้ป่วยโรคเรื้อน มะเร็ง แม่วัยรุ่นตั้งครรภ์ เด็กที่กำลังจะตา เธอช่วยพวกเขา
ปี 1924 เธอวางรากฐานโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ
เริ่มจากเตียงเพียงสามเตียงในอาคารคล้ายเพิงเล็ก ๆ แต่เธอเข้าใจสิ่งสำคัญ
หากงานนี้จะยั่งยืน ต้องสร้างคนรุ่นต่อไป เธอสอนผู้หญิงท้องถิ่นเป็นเภสัชกร
ฝึกผดุงครรภ์ สร้างหลักสูตรพยาบาล
เธอไม่ได้แค่รักษาคนไข้ แต่สร้างระบบสาธารณสุขทั้งระบบ
ระหว่างปี 1927–1936 เพียงช่วงเดียว
โรงพยาบาลของเธอรักษาผู้ป่วยถึง 637,000 คน
ส่วนใหญ่คือผู้หญิงและเด็กที่ไม่มีที่ไป
ปี 1943 เธอก่อตั้งสมาคมโรงพยาบาลคาทอลิก
เครือข่ายที่ต่อมาคือ Catholic Health Association of India
ปัจจุบันเป็นระบบสาธารณสุขนอกภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย
สถานพยาบาลกว่า 3,500 แห่ง ดูแลผู้ป่วยปีละประมาณ 21 ล้านคน
ทั้งหมดเริ่มจากผู้หญิงออสเตรเลียคนหนึ่ง ที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีใคร “เกินกว่าจะช่วยได้”
เธอทำงานในอินเดีย 37 ปี
ไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยกลับบ้านช่วงคริสต์มาส ไม่เคยได้เห็นหลุมศพพ่อแม่หรืออุ้มหลาน
บั้นปลายชีวิต
เธอป่วยเป็นมะเร็ง โรคเดียวกับที่เธอเคยต่อสู้เพื่อคนไข้มากมาย
วันที่ 5 พฤษภาคม 1957 ที่บังกาลอร์ คำพูดสุดท้ายของเธอคือ
“พระเยซูของข้า ข้ารักพระองค์” แล้วเธอก็จากไป
แต่สิ่งที่เธอสร้างยังคงอยู่ โต๊ะตรวจยังถูกใช้ เฟอร์นิเจอร์เก็บยายังช่วยชีวิตผู้คน
ภาพถ่ายของเธอแขวนอยู่ในโรงพยาบาล สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากรรุ่นใหม่
สำหรับผู้คนนับล้านที่ได้รับการรักษา เธอคือนักบุญไปแล้ว
เธอสละทุกอย่าง อาชีพ บ้านเกิด ครอบครัว สุขภาพ และชีวิต
ทั้งหมดเพื่อคนแปลกหน้าในแผ่นดินไกล
เพราะเธอเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสมควรได้รับศักดิ์ศรีและการดูแล
เธอไม่เคยแสวงหาชื่อเสียง เพียงทำงานเงียบ ๆ ส่งแสงสว่างไปไกล
เกินจินตนาการ และแสงนั้น ยังคงส่องอยู่จนถึงวันนี้
Forgotten Stories
เจาะเวลาหาอดีต ถอดความ
กระแสเรียกให้เป็นนักบวชหญิงที่เป็นแพทย์คนแรกของพระศาสนจักรครับ
แมรี โกลว์รีย์ ไม่น่าจะมีตัวตนอยู่ได้เลย ไม่ใช่ในฐานะแพทย์หญิงเมื่อปี 1906 ไม่ใช่ในฐานะผู้หญิง
ที่ก้าวเข้าไปในห้องบรรยายซึ่งเต็มไปด้วยสายตาของผู้ชายที่จ้องมองราวกับเธอมีศีรษะเพิ่มมาอีกหนึ่ง
และยิ่งไม่ใช่ในฐานะคนที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลก
แต่เธอก็อยู่ตรงนั้น นั่งอยู่ในห้องสอบกับนักเรียนอีก 800 คน
อายุเพียง 13 ปี มืออาจสั่นเล็กน้อยขณะจับดินสอ
เมื่อผลสอบประกาศออกมา เธอได้อันดับสี่จากทั้งหมด
อันดับสี่
พ่อของเธอเปิดร้านเล็ก ๆ ในเมืองชนบทเบียร์เรอกูร์รา รัฐวิกตอเรีย แม่เลี้ยงดูลูกถึงเก้าคน
ครอบครัวมีเงินพออยู่ได้ ไม่ได้มากไปกว่านั้น แต่ทุนการศึกษานั้นเปลี่ยนทุกอย่าง
มันทำให้ลูกสาวผู้เปล่งประกายของพวกเขาได้ออกจากถนนฝุ่นแดงไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น
หลายปีต่อมา แมรีใช้ชีวิตในโรงเรียนคอนแวนต์ คว้ารางวัลแล้วรางวัลเล่า
คำว่า “ฉลาด” ยังไม่พอจะอธิบาย เธอเปล่งแสงเจิดจ้า
ปี 1904 เธอได้ทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
เริ่มต้นเรียนด้านศิลปศาสตร์อย่างที่กุลสตรีพึงทำแล้วเธอก็ทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึง
เธอเปลี่ยนไปเรียนแพทย์
“เธอจะสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิงทั้งหมด” แพทย์คนหนึ่งเตือนเธอ
ในยุคนั้น ผู้หญิงไม่ได้เป็นหมอ ปี 1906 ความคิดนี้แทบเป็นเรื่องน่าขัน
แต่แมรีก็สมัครเรียนอยู่ดี
ลองนึกภาพการเดินเข้าไปในห้องเรียนที่ทุกสายตาหันมาจ้อง
เสียงกระซิบตามหลังไปตามโถงทางเดิน
อาจารย์เองก็ไม่แน่ใจจะจัดการกับ “สิ่งมีชีวิตประหลาด” ที่กล้าคิดจะช่วยชีวิตคนอย่างไร
นั่นคือโลกของแมรีตลอดสี่ปี
ปี 1910 เธอสำเร็จการศึกษาพร้อมเกียรตินิยม
อายุ 23 ปี พร้อมปริญญาแพทยศาสตร์ และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
เธอทำได้จริง
เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านในนิวซีแลนด์
เมื่อกลับเมลเบิร์น เธอสร้างคลินิกที่ประสบความสำเร็จจนแพทย์คนอื่นอิจฉา
ห้องตรวจบนถนนคอลลินส์—ย่านหรูที่สุดของเมือง
มีตารางตรวจในโรงพยาบาลใหญ่ถึงสามแห่ง
เมื่ออายุยังไม่ถึงสามสิบ ดร. แมรี โกลว์รีย์ มีทุกอย่างที่เคยฝันไว้
แล้ววันหนึ่ง เธอหยิบแผ่นพับขึ้นมาอ่าน ตุลาคม 1915 ระหว่างพิธีมิสซา
แผ่นพับเล่าเรื่อง ดร. แอกเนส แม็คลาเรน หญิงชาวสกอตที่ไปอินเดียเมื่ออายุ 72 ปี
เพื่อช่วยผู้หญิงที่ไม่สามารถรักษากับแพทย์ชายได้
อัตราการเสียชีวิตสูงอย่างน่าตกใจ แม่ตายระหว่างคลอด ทารกไม่มีโอกาสรอด
โรคที่รักษาได้กลับคร่าชีวิต เพราะขนบธรรมเนียมไม่อนุญาตให้ผู้ชายตรวจร่างกายผู้หญิง
แมรีคุกเข่าลงในมหาวิหารทันที เธอรู้แล้ว พระเจ้ากำลังเรียกเธอไปอินเดีย
แต่มีปัญหาใหญ่ แม่ชีคาทอลิกไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพแพทย์
กฎหมายศาสนจักรบอกว่าเป็นได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
สี่ปีต่อมา
แมรียังคงทำงานแพทย์ในเมลเบิร์น พร้อมต่อสู้เงียบ ๆ
เธอกลับไปเรียนต่อ สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา พร้อมเขียนจดหมายถึงกรุงโรม
ครั้งแล้วครั้งเล่า ขออนุญาตทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
ปี 1920 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ทรงอนุญาต
เธอจะเป็นแม่ชีแพทย์คนแรกในประวัติศาสตร์คาทอลิก
วันที่ 21 มกราคม เธอลงเรือจากเมลเบิร์น
อายุ 32 ปี ทิ้งครอบครัว อาชีพที่รุ่งเรือง และความสะดวกสบายทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
เธอไม่เคยได้กลับออสเตรเลียอีกเลย เมื่อถึงเมืองกุนตูร์ ประเทศอินเดีย
ความจริงกระแทกเธออย่างจัง
ความยากจนรุนแรง สถานพยาบาลแทบไม่มี ผู้หญิงตายจากโรคที่รักษาได้ง่าย
เด็ก ๆ ล้มป่วยจากโรคที่เธอรักษาได้สบาย
แต่ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเวชภัณฑ์ ไม่มีเงิน แม่ชีคนอื่นสวดภาวนาขอหมอมาหลายปี
เมื่อแมรีมาถึง พวกเธอร้องไห้ด้วยความโล่งใจ
แมรีเริ่มทำงานทันที
เธอเรียนภาษาเตลูกู เรียนภาษาดัตช์เพื่อสื่อสารกับแม่ชี ศึกษาสมุนไพรพื้นบ้าน
ผสานกับการแพทย์ตะวันตก รักษาทุกคน ไม่ว่าจ่ายได้หรือไม่ วรรณะใด ศาสนาใด
ผู้ป่วยโรคเรื้อน มะเร็ง แม่วัยรุ่นตั้งครรภ์ เด็กที่กำลังจะตา เธอช่วยพวกเขา
ปี 1924 เธอวางรากฐานโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ
เริ่มจากเตียงเพียงสามเตียงในอาคารคล้ายเพิงเล็ก ๆ แต่เธอเข้าใจสิ่งสำคัญ
หากงานนี้จะยั่งยืน ต้องสร้างคนรุ่นต่อไป เธอสอนผู้หญิงท้องถิ่นเป็นเภสัชกร
ฝึกผดุงครรภ์ สร้างหลักสูตรพยาบาล
เธอไม่ได้แค่รักษาคนไข้ แต่สร้างระบบสาธารณสุขทั้งระบบ
ระหว่างปี 1927–1936 เพียงช่วงเดียว
โรงพยาบาลของเธอรักษาผู้ป่วยถึง 637,000 คน
ส่วนใหญ่คือผู้หญิงและเด็กที่ไม่มีที่ไป
ปี 1943 เธอก่อตั้งสมาคมโรงพยาบาลคาทอลิก
เครือข่ายที่ต่อมาคือ Catholic Health Association of India
ปัจจุบันเป็นระบบสาธารณสุขนอกภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย
สถานพยาบาลกว่า 3,500 แห่ง ดูแลผู้ป่วยปีละประมาณ 21 ล้านคน
ทั้งหมดเริ่มจากผู้หญิงออสเตรเลียคนหนึ่ง ที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีใคร “เกินกว่าจะช่วยได้”
เธอทำงานในอินเดีย 37 ปี
ไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยกลับบ้านช่วงคริสต์มาส ไม่เคยได้เห็นหลุมศพพ่อแม่หรืออุ้มหลาน
บั้นปลายชีวิต
เธอป่วยเป็นมะเร็ง โรคเดียวกับที่เธอเคยต่อสู้เพื่อคนไข้มากมาย
วันที่ 5 พฤษภาคม 1957 ที่บังกาลอร์ คำพูดสุดท้ายของเธอคือ
“พระเยซูของข้า ข้ารักพระองค์” แล้วเธอก็จากไป
แต่สิ่งที่เธอสร้างยังคงอยู่ โต๊ะตรวจยังถูกใช้ เฟอร์นิเจอร์เก็บยายังช่วยชีวิตผู้คน
ภาพถ่ายของเธอแขวนอยู่ในโรงพยาบาล สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากรรุ่นใหม่
สำหรับผู้คนนับล้านที่ได้รับการรักษา เธอคือนักบุญไปแล้ว
เธอสละทุกอย่าง อาชีพ บ้านเกิด ครอบครัว สุขภาพ และชีวิต
ทั้งหมดเพื่อคนแปลกหน้าในแผ่นดินไกล
เพราะเธอเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสมควรได้รับศักดิ์ศรีและการดูแล
เธอไม่เคยแสวงหาชื่อเสียง เพียงทำงานเงียบ ๆ ส่งแสงสว่างไปไกล
เกินจินตนาการ และแสงนั้น ยังคงส่องอยู่จนถึงวันนี้
Forgotten Stories
เจาะเวลาหาอดีต ถอดความ
( 4 )
ปาโซ : สุนัขผู้รอคอยเจ้าของอย่างไม่สิ้นสุด
ในเมืองหนึ่งของ บราซิล ที่เต็มไปด้วยเสียงรถ เสียงคนเดิน และความวุ่นวายเหนือชีวิตประจำวัน
ที่ไม่เคยหยุดหมุน มีเรื่องเล่าหนึ่งเรื่องที่สะเทือนหัวใจคนจำนวนมาก มันไม่ใช่เรื่องข่าวสั้นที่เพิก
เฉย แล้วจางหายไปกับสายลม แต่มันคือเรื่องของความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพัน
ระหว่างมนุษย์ กับสัตว์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เรื่องราวนี้มีตัวเอก
เป็นชายไร้บ้านชื่อ ซีซาร์ และสุนัขคู่หูของเขาชื่อ ปาโซ
ซีซาร์ไม่ใช่คนที่มีบ้าน มีทรัพย์สิน หรือฐานะร่ำรวย เขาเป็นหนึ่งในคนไร้บ้านที่อาศัยข้างถนน
อยู่ใต้สะพาน หรือในมุมซอกหลืบของเมือง เขามีปาโซเป็นเพื่อนร่วมทาง สองชีวิตนี้เดินไปด้วยกัน
อย่างไม่เคยแยกจาก ปาโซไม่ใช่แค่สุนัขทั่ว ๆ ไปสำหรับซีซาร์ เขาคือเพื่อน คนคอยปลอบใจ ใน
วันที่โลกดูเหมือนจะหมุนออกนอกทาง และในวันที่ใจของมนุษย์หมดหวัง ปาโซก็คือเหตุผลเดียว
ที่ทำให้ซีซาร์ยังลุกขึ้นเดินต่อไปได้
วันหนึ่ง ซีซาร์เริ่มรู้สึกว่าเขา ป่วยหนักมาก อาการไม่ใช่แค่ไอเล็กน้อยหรือเจ็บปวดธรรมดา ๆ แต่
เป็นอาการที่ทำให้เขาแทบจะลุกขึ้นเองไม่ได้ เขาตัดสินใจเดินไปที่ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
หวังว่าคนจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ปาโซ ผู้ซึ่งไม่เคยจากซีซาร์ไปไหน ก็พยายามจะวิ่งตามเขาเข้าไปด้วย
แต่แล้วก็มีสิ่งที่หยุดยั้งมันไว้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลขวางทางไว้โดยทันที
“ห้ามนำสุนัขเข้า” พวกเขาบอกด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดและจริงจัง ตามกฎระเบียบของสถานพยาบาล
ทุกคนต้องปล่อยสัตว์ไว้ข้างนอก ปาโซพยายามจะผลักดันตัวเองผ่านเข้าไป แต่เขาถูกดึงตัวกลับ
และท้ายที่สุดก็ต้องอยู่ด้านนอก
ซีซาร์ถูกรับตัวเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แพทย์และพยาบาลพยายามเต็มที่ แต่อาการ
ของเขาหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ทรุดโทรมแล้ว เขา เสียชีวิตในคืนนั้น ด้วยความสงบ
และด้วยรอยยิ้มสุดท้ายที่อ่อนล้า
แต่ปาโซ… ปาโซไม่รู้เรื่องนั้นเลย
มันยืนอยู่ข้าง ประตูอัตโนมัติของห้องฉุกเฉิน ทุกครั้งที่ประตูเปิด เขาจะเงยหน้ามอง หวังว่าจะเห็น
ซีซาร์เดินออกมา หวังว่าจะได้เห็นเพื่อนเดินกลับมาหา ทุกครั้งที่มีคนเดินออกมาจากประตู เขาจะ
จ้องมอง ด้วยความหวัง จมูกของมันพยายามดมคนเหล่านั้น หวังว่ากลิ่นจะคุ้นเคย
หวังว่าจะมีบางคนเหมือนซีซาร์
วันผ่านไป ปาโซยังคงอยู่ตรงนั้น มันรออยู่หนึ่งวัน ยังไม่มีใครออกมาพร้อมซีซาร์
มันรออยู่หนึ่งสัปดาห์ ประตูก็เปิดออก ผู้คนเดินเข้าเดินออก แต่มันไม่เคยเห็นซีซาร์
จนมีพยาบาลคนหนึ่งสังเกตเห็นสุนัขตัวนี้ เธอสังเกตเห็นมันไม่ลุกไปไหน มันจ้องมองทุกคน
ที่เดินออกมาอย่างไม่มีวันเหนื่อยล้า มันไม่ยอมไป ไม่ยอมวิ่งหนี ไม่ยอมหลับ มันก็ยังคงนั่ง
อยู่ตรงนั้น สายตาเต็มไปด้วยความหวังและความเศร้า
พยาบาลคนนี้ชื่อ เลติเซีย เธอเห็นมันอยู่ตรงนั้น เธอเห็นทุกการเฝ้ารอ เธอเห็นมันจ้องคน
ออกมา มองทุกคนด้วยสายตาที่เหมือนถามว่า “นี่ซีซาร์อยู่ในนั้นหรือเปล่า?”
เลติเซียเดินเข้าไปหา มองมันอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอทำได้ เธอเอาน้ำและอาหารมาให้มัน
มันไม่รีรอที่จะกิน ทั้งที่สายตายังไม่เคยละจากประตู พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคนเองก็เริ่ม
รู้สึกผูกพันกับมัน พวกเขาเอาน้ำ เอาอาหาร เอาผ้าห่มมาให้มันทุกวัน พวกเขาเริ่มเรียกมันว่า
“ผู้พิทักษ์โรงพยาบาล” เพราะมันอยู่ตรงนั้นแทบจะตลอดเวลา ทักทายผู้คนที่เดินเข้าออก
ให้กำลังใจบ้าง ทำให้บางคนยิ้มบ้าง
วันเวลาล่วงเลยไป หนึ่งเดือนผ่านไป ปาโซยังคงอยู่ตรงนั้น นั่งเฝ้าประตูไม่ขยับไปไหน
เรื่องราวของมันเริ่มดึงความสนใจของคนมากขึ้น มีคนที่ผ่านไปผ่านมาอยากรู้ว่าทำไม
สุนัขตัวนี้ถึงยังนั่งอยู่ตรงนั้น คนเริ่มเข้าใจว่ามันกำลังรอใครบางคน
เลติเซียเริ่มทนไม่ไหวต่อความเจ็บปวดในใจของปาโซ ทุกครั้งที่เธอเห็นมันจ้องประตูนาน ๆ
จนบางครั้งน้ำตาเธอก็อยากไหลออกมา เธอเอ่ยกับเพื่อนร่วมงานว่า “มันกำลังรอผีอยู่…
มันกำลังรอใครบางคนที่ไม่มีวันกลับมาแล้ว”
เธอร้องไห้
ในที่สุดเธอตัดสินใจจะพาปาโซกลับบ้าน เธอคิดว่าถ้าเธอให้มันได้พัก ได้มีที่นอนที่นุ่มสบาย
ของเล่น มีคนรัก มันอาจจะลืมความทุกข์และความผิดหวังทั้งหมดได้ เธอจึงเดินไปหา ปาโซ
ใส่ สายจูง ให้มัน แล้วพามันขึ้นรถ ไปที่บ้านของเธอ
บ้านของเลติเซียเงียบสงบ มีเตียงนุ่ม ๆ มีของเล่นหลากสี มีกำแพงบ้านอบอุ่นที่ดูปลอดภัย
ปาโซเดินเข้าไป มองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงงเล็กน้อย ราวกับว่ามันกำลังพยายามเข้าใจว่า
นี่คืออะไร นี่คือที่ไหน
เลติเซียพยายามทำทุกอย่างให้มันรู้สึกสบาย ให้มันรู้สึกปลอดภัย แต่เช้าวันต่อมา…
ปาโซ หนีออกจากบ้านของเธอ เลติเซียช็อก เธอออกไปตามหาไปทั่วละแวกบ้าน เดินตาม
ตรอกซอย โทรหาเจ้าหน้าที่เฝ้าบ้าน เพื่อนบ้าน พยายามทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่พบมัน จนสุดท้าย
เธอขับรถด้วยความหวังและความกลัวผสมกันไปที่โรงพยาบาล
และเมื่อเปิดประตูอัตโนมัติของห้องฉุกเฉิน… เธอก็พบมัน
มันนั่งอยู่ที่เดิม ตรงจุดที่เคยเฝ้ารอซีซาร์ ที่ประตูที่ไม่เคยมีใครเดินออกมาพร้อมคนที่มันรัก
เลติเซียมองมันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความเข้าใจ เธอรู้ทันทีว่า เธอไม่
สามารถ บังคับให้มันไปต่อได้ เธอไม่สามารถเปลี่ยนความทรงจำ ความผูกพัน หรือหัวใจ
ดวงนี้ได้ และด้วยเหตุนี้ เธอ เลิกพยายามทำให้มันเป็นสุนัขบ้าน อย่างสมบูรณ์แบบ เธอ
เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เธอไม่อยากเรียกมันกลับบ้านอีกต่อไป แต่เธอไม่ทอดทิ้งมัน เธอนำ
อาหารและผ้าห่ม ไปให้มันทุกวัน เธอคอยดูแลมัน ไม่ปล่อยให้มันต้องอดอยากหรือ
หนาวเหน็บ พนักงานโรงพยาบาลหลายคนร่วมมือกันสร้าง บ้านสุนัขหลังเล็ก ๆ ให้มันอยู่
ใกล้ทางเข้าห้องฉุกเฉิน
ปาโซมีมุมเล็ก ๆ ของตัวเอง มีเตียง มีหลังคา มีพื้นที่ที่ปลอดภัย ที่ตรงนั้นเอง…
คือที่ที่มันเลือกจะอยู่
ปาโซ อาศัยอยู่ตรงนั้นตลอดชีวิตที่เหลือของมัน ทุกวันมันตื่นขึ้นมานั่งตรงจุดเดิม
มันยังคงทักทายผู้คนที่เข้ามาในโรงพยาบาล มันยังคงปลอบโยนคนที่สูญเสีย
ใครบางคน มันยังคงเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ประตู
ปาโซไม่เคยหยุดรอซีซาร์ ไม่เคยลืมไม่เคยลดความหวัง และในความจริงของชีวิต
สุนัขตัวหนึ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สำหรับสุนัขแล้ว “คุณไม่ใช่แค่คน ๆ หนึ่ง”
แต่คุณคือ “โลกทั้งใบ” ของพวกเขา
ปาโซรอชั่วชีวิตของมัน เพื่อหวังจะได้เห็นหน้าคนที่มันรักอีกครั้ง
แม้ว่าสุดท้าย… มันจะไม่มีวันได้เจออีกเลยก็ตาม
เรื่องราวของปาโซเตือนใจเราว่า ความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันระหว่างสิ่งมีชีวิต
ทั้งสอง ไม่มีสูตร ไม่มีเงื่อนไข และไม่ขึ้นกับเวลา
ปาโซรอไม่ใช่แค่เพราะมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป แต่มันรอเพราะมันรัก
เรื่องราวของปาโซยังคงอยู่ในใจของคนจำนวนมาก
ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องประโลมโลก แต่เพราะมันสอนให้เรารู้ว่า…
ในโลกที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย ความเจ็บปวด และการจากลา
ยังมี “ความรัก” ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน อยู่จริง และทรงพลังเหลือเกิน
#อ่านเถอะเชื่อผม #ขอคนละไลค์ #ไม่เลื่อนผ่าน #เรื่องราวที่น่าสนใจ #สาระความรู้
Cr : บทความจากเฟชบุ๊ค
ปาโซ : สุนัขผู้รอคอยเจ้าของอย่างไม่สิ้นสุด
ในเมืองหนึ่งของ บราซิล ที่เต็มไปด้วยเสียงรถ เสียงคนเดิน และความวุ่นวายเหนือชีวิตประจำวัน
ที่ไม่เคยหยุดหมุน มีเรื่องเล่าหนึ่งเรื่องที่สะเทือนหัวใจคนจำนวนมาก มันไม่ใช่เรื่องข่าวสั้นที่เพิก
เฉย แล้วจางหายไปกับสายลม แต่มันคือเรื่องของความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพัน
ระหว่างมนุษย์ กับสัตว์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เรื่องราวนี้มีตัวเอก
เป็นชายไร้บ้านชื่อ ซีซาร์ และสุนัขคู่หูของเขาชื่อ ปาโซ
ซีซาร์ไม่ใช่คนที่มีบ้าน มีทรัพย์สิน หรือฐานะร่ำรวย เขาเป็นหนึ่งในคนไร้บ้านที่อาศัยข้างถนน
อยู่ใต้สะพาน หรือในมุมซอกหลืบของเมือง เขามีปาโซเป็นเพื่อนร่วมทาง สองชีวิตนี้เดินไปด้วยกัน
อย่างไม่เคยแยกจาก ปาโซไม่ใช่แค่สุนัขทั่ว ๆ ไปสำหรับซีซาร์ เขาคือเพื่อน คนคอยปลอบใจ ใน
วันที่โลกดูเหมือนจะหมุนออกนอกทาง และในวันที่ใจของมนุษย์หมดหวัง ปาโซก็คือเหตุผลเดียว
ที่ทำให้ซีซาร์ยังลุกขึ้นเดินต่อไปได้
วันหนึ่ง ซีซาร์เริ่มรู้สึกว่าเขา ป่วยหนักมาก อาการไม่ใช่แค่ไอเล็กน้อยหรือเจ็บปวดธรรมดา ๆ แต่
เป็นอาการที่ทำให้เขาแทบจะลุกขึ้นเองไม่ได้ เขาตัดสินใจเดินไปที่ ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
หวังว่าคนจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ปาโซ ผู้ซึ่งไม่เคยจากซีซาร์ไปไหน ก็พยายามจะวิ่งตามเขาเข้าไปด้วย
แต่แล้วก็มีสิ่งที่หยุดยั้งมันไว้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลขวางทางไว้โดยทันที
“ห้ามนำสุนัขเข้า” พวกเขาบอกด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดและจริงจัง ตามกฎระเบียบของสถานพยาบาล
ทุกคนต้องปล่อยสัตว์ไว้ข้างนอก ปาโซพยายามจะผลักดันตัวเองผ่านเข้าไป แต่เขาถูกดึงตัวกลับ
และท้ายที่สุดก็ต้องอยู่ด้านนอก
ซีซาร์ถูกรับตัวเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา แพทย์และพยาบาลพยายามเต็มที่ แต่อาการ
ของเขาหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ทรุดโทรมแล้ว เขา เสียชีวิตในคืนนั้น ด้วยความสงบ
และด้วยรอยยิ้มสุดท้ายที่อ่อนล้า
แต่ปาโซ… ปาโซไม่รู้เรื่องนั้นเลย
มันยืนอยู่ข้าง ประตูอัตโนมัติของห้องฉุกเฉิน ทุกครั้งที่ประตูเปิด เขาจะเงยหน้ามอง หวังว่าจะเห็น
ซีซาร์เดินออกมา หวังว่าจะได้เห็นเพื่อนเดินกลับมาหา ทุกครั้งที่มีคนเดินออกมาจากประตู เขาจะ
จ้องมอง ด้วยความหวัง จมูกของมันพยายามดมคนเหล่านั้น หวังว่ากลิ่นจะคุ้นเคย
หวังว่าจะมีบางคนเหมือนซีซาร์
วันผ่านไป ปาโซยังคงอยู่ตรงนั้น มันรออยู่หนึ่งวัน ยังไม่มีใครออกมาพร้อมซีซาร์
มันรออยู่หนึ่งสัปดาห์ ประตูก็เปิดออก ผู้คนเดินเข้าเดินออก แต่มันไม่เคยเห็นซีซาร์
จนมีพยาบาลคนหนึ่งสังเกตเห็นสุนัขตัวนี้ เธอสังเกตเห็นมันไม่ลุกไปไหน มันจ้องมองทุกคน
ที่เดินออกมาอย่างไม่มีวันเหนื่อยล้า มันไม่ยอมไป ไม่ยอมวิ่งหนี ไม่ยอมหลับ มันก็ยังคงนั่ง
อยู่ตรงนั้น สายตาเต็มไปด้วยความหวังและความเศร้า
พยาบาลคนนี้ชื่อ เลติเซีย เธอเห็นมันอยู่ตรงนั้น เธอเห็นทุกการเฝ้ารอ เธอเห็นมันจ้องคน
ออกมา มองทุกคนด้วยสายตาที่เหมือนถามว่า “นี่ซีซาร์อยู่ในนั้นหรือเปล่า?”
เลติเซียเดินเข้าไปหา มองมันอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอทำได้ เธอเอาน้ำและอาหารมาให้มัน
มันไม่รีรอที่จะกิน ทั้งที่สายตายังไม่เคยละจากประตู พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคนเองก็เริ่ม
รู้สึกผูกพันกับมัน พวกเขาเอาน้ำ เอาอาหาร เอาผ้าห่มมาให้มันทุกวัน พวกเขาเริ่มเรียกมันว่า
“ผู้พิทักษ์โรงพยาบาล” เพราะมันอยู่ตรงนั้นแทบจะตลอดเวลา ทักทายผู้คนที่เดินเข้าออก
ให้กำลังใจบ้าง ทำให้บางคนยิ้มบ้าง
วันเวลาล่วงเลยไป หนึ่งเดือนผ่านไป ปาโซยังคงอยู่ตรงนั้น นั่งเฝ้าประตูไม่ขยับไปไหน
เรื่องราวของมันเริ่มดึงความสนใจของคนมากขึ้น มีคนที่ผ่านไปผ่านมาอยากรู้ว่าทำไม
สุนัขตัวนี้ถึงยังนั่งอยู่ตรงนั้น คนเริ่มเข้าใจว่ามันกำลังรอใครบางคน
เลติเซียเริ่มทนไม่ไหวต่อความเจ็บปวดในใจของปาโซ ทุกครั้งที่เธอเห็นมันจ้องประตูนาน ๆ
จนบางครั้งน้ำตาเธอก็อยากไหลออกมา เธอเอ่ยกับเพื่อนร่วมงานว่า “มันกำลังรอผีอยู่…
มันกำลังรอใครบางคนที่ไม่มีวันกลับมาแล้ว”
เธอร้องไห้
ในที่สุดเธอตัดสินใจจะพาปาโซกลับบ้าน เธอคิดว่าถ้าเธอให้มันได้พัก ได้มีที่นอนที่นุ่มสบาย
ของเล่น มีคนรัก มันอาจจะลืมความทุกข์และความผิดหวังทั้งหมดได้ เธอจึงเดินไปหา ปาโซ
ใส่ สายจูง ให้มัน แล้วพามันขึ้นรถ ไปที่บ้านของเธอ
บ้านของเลติเซียเงียบสงบ มีเตียงนุ่ม ๆ มีของเล่นหลากสี มีกำแพงบ้านอบอุ่นที่ดูปลอดภัย
ปาโซเดินเข้าไป มองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงงเล็กน้อย ราวกับว่ามันกำลังพยายามเข้าใจว่า
นี่คืออะไร นี่คือที่ไหน
เลติเซียพยายามทำทุกอย่างให้มันรู้สึกสบาย ให้มันรู้สึกปลอดภัย แต่เช้าวันต่อมา…
ปาโซ หนีออกจากบ้านของเธอ เลติเซียช็อก เธอออกไปตามหาไปทั่วละแวกบ้าน เดินตาม
ตรอกซอย โทรหาเจ้าหน้าที่เฝ้าบ้าน เพื่อนบ้าน พยายามทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่พบมัน จนสุดท้าย
เธอขับรถด้วยความหวังและความกลัวผสมกันไปที่โรงพยาบาล
และเมื่อเปิดประตูอัตโนมัติของห้องฉุกเฉิน… เธอก็พบมัน
มันนั่งอยู่ที่เดิม ตรงจุดที่เคยเฝ้ารอซีซาร์ ที่ประตูที่ไม่เคยมีใครเดินออกมาพร้อมคนที่มันรัก
เลติเซียมองมันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความเข้าใจ เธอรู้ทันทีว่า เธอไม่
สามารถ บังคับให้มันไปต่อได้ เธอไม่สามารถเปลี่ยนความทรงจำ ความผูกพัน หรือหัวใจ
ดวงนี้ได้ และด้วยเหตุนี้ เธอ เลิกพยายามทำให้มันเป็นสุนัขบ้าน อย่างสมบูรณ์แบบ เธอ
เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เธอไม่อยากเรียกมันกลับบ้านอีกต่อไป แต่เธอไม่ทอดทิ้งมัน เธอนำ
อาหารและผ้าห่ม ไปให้มันทุกวัน เธอคอยดูแลมัน ไม่ปล่อยให้มันต้องอดอยากหรือ
หนาวเหน็บ พนักงานโรงพยาบาลหลายคนร่วมมือกันสร้าง บ้านสุนัขหลังเล็ก ๆ ให้มันอยู่
ใกล้ทางเข้าห้องฉุกเฉิน
ปาโซมีมุมเล็ก ๆ ของตัวเอง มีเตียง มีหลังคา มีพื้นที่ที่ปลอดภัย ที่ตรงนั้นเอง…
คือที่ที่มันเลือกจะอยู่
ปาโซ อาศัยอยู่ตรงนั้นตลอดชีวิตที่เหลือของมัน ทุกวันมันตื่นขึ้นมานั่งตรงจุดเดิม
มันยังคงทักทายผู้คนที่เข้ามาในโรงพยาบาล มันยังคงปลอบโยนคนที่สูญเสีย
ใครบางคน มันยังคงเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ประตู
ปาโซไม่เคยหยุดรอซีซาร์ ไม่เคยลืมไม่เคยลดความหวัง และในความจริงของชีวิต
สุนัขตัวหนึ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สำหรับสุนัขแล้ว “คุณไม่ใช่แค่คน ๆ หนึ่ง”
แต่คุณคือ “โลกทั้งใบ” ของพวกเขา
ปาโซรอชั่วชีวิตของมัน เพื่อหวังจะได้เห็นหน้าคนที่มันรักอีกครั้ง
แม้ว่าสุดท้าย… มันจะไม่มีวันได้เจออีกเลยก็ตาม
เรื่องราวของปาโซเตือนใจเราว่า ความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันระหว่างสิ่งมีชีวิต
ทั้งสอง ไม่มีสูตร ไม่มีเงื่อนไข และไม่ขึ้นกับเวลา
ปาโซรอไม่ใช่แค่เพราะมันไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป แต่มันรอเพราะมันรัก
เรื่องราวของปาโซยังคงอยู่ในใจของคนจำนวนมาก
ไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องประโลมโลก แต่เพราะมันสอนให้เรารู้ว่า…
ในโลกที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย ความเจ็บปวด และการจากลา
ยังมี “ความรัก” ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน อยู่จริง และทรงพลังเหลือเกิน
#อ่านเถอะเชื่อผม #ขอคนละไลค์ #ไม่เลื่อนผ่าน #เรื่องราวที่น่าสนใจ #สาระความรู้
Cr : บทความจากเฟชบุ๊ค
( 5 )
แม่ของผมล็อกประตูบ้าน และผมก็เข้าใจทันทีว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมไม่ใช่ลูกของเธออีกต่อไป
แต่เป็นภาระของเธอ
ผมอายุ 27 ปี รอบตัวผม ทุกคนดูเหมือนจะ “เป็นผู้ใหญ่” กันหมด มีงานมั่นคง มีบ้านเช่า
มีความรับผิดชอบ ส่วนผมน่ะหรือ ผมบอกใครๆ ว่าผมเป็น “ที่ปรึกษา”
ความจริงมันไม่สวยงามขนาดนั้น ผมอาศัยอยู่ในห้องใต้ดินที่แม่ดัดแปลงไว้ชานเมืองสีเทา
แห่งหนึ่ง ตื่นเอาเที่ยง ไล่ตามไอเดียหาเงินเร็วที่ไม่เคยสำเร็จ และใช้เวลาทั้งคืนเล่นเกมออนไลน์
กับเด็กที่อายุน้อยกว่าผมมาก
แม่ผมชื่อคาร์เมน เธอทำงานที่โรงพยาบาล กะยาว วันละสิบสองชั่วโมง กลับบ้านมาที ข้อเท้าบวม
ดวงตาอ่อนล้า ราวกับแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า เธอเดินเข้าครัว เห็นอ่างล้างจานที่เต็มไปด้วยจาน
ของผม ถังขยะที่ล้น และผมในเสื้อฮู้ดตัวเดิมจากเมื่อวาน
“ดิเอโก” เธอพูดเบาๆ อย่างระมัดระวัง “ลูกส่งใบสมัครงานที่เราคุยกันไว้หรือยัง”
ผมแทบไม่เงยหน้า เลื่อนนิ้วบนมือถือเหมือนคำตอบซ่อนอยู่ในวิดีโอพวกนั้น
“แม่ ผมกำลังสร้างอะไรของผมเอง ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อขังตัวเองในออฟฟิศ
โอนเงินให้หน่อยได้ไหม แค่สี่สิบยูโร ผมมีประชุมทีหลัง”
เธอโอนให้ เสมอ
เธอจ่ายประกัน ค่าโทรศัพท์ ปิดช่องว่างทุกครั้งที่ผม “เผลอ” ใช้เงินเกินบัญชี แม้แต่ขนมแพงๆ
ที่ผม “จำเป็น” ต้องกิน เพราะผมหลอกตัวเองว่าร่างกายผมคือโปรเจ็กต์ระดับสูง
แล้วผมล่ะ ผมเล่านิทานให้ตัวเองฟัง ผมบอกตัวเองว่าทุกอย่างมันไม่ยุติธรรม ค่าเช่าแพง งาน
หายาก โลกโหดร้ายกับคนรุ่นผม ผมสมควรได้พัก สมควรได้โอกาส สมควรได้…การโอนเงิน
อีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความช่วยเหลือ มันคือทั้งชีวิตที่พิงอยู่บนไหล่ของเธอ และเธอจ่ายมันด้วย
โอทีและความกังวลเงียบๆ
ทุกอย่างพังลงในวันอังคารธรรมดาวันหนึ่ง
ผมมีบัตรที่แม่ให้ไว้ “เผื่อฉุกเฉิน” และผมใช้มันจนเต็มวงเงิน ไม่ใช่เพื่อซ่อมรถ ไม่ใช่เพื่อบิล
แต่เพื่อเรื่องไร้สาระที่ผมหลอกตัวเองว่าเป็นชัยชนะ แค่เพื่อรู้สึกว่าตัวเองสำคัญสักพัก
เมื่อคาร์เมนเอารายการใช้จ่ายมาให้ดู ผมไม่ได้พูดว่า “ขอโทษ” ผมระเบิดอารมณ์ใส่เธอ
“แม่ไม่เคยสนับสนุนความฝันผมเลย” ผมตะโกน ทั้งที่ปากยังเคี้ยวอาหารที่เธอซื้อ “แม่สนใจ
แต่ตัวเลข มากกว่าลูกของตัวเอง แม่เห็นแก่ตัว!”
เธอไม่ตะโกนกลับ
เธอยืนอยู่นิ่งๆ บนใบหน้ามีบางอย่างที่ตอนนั้นผมอ่านไม่ออก ความเหนื่อยล้า ใช่
แต่ยังมีการ ตัดสินใจเงียบๆ ด้วย
“ลูกพูดถูก ดิเอโก” เธอกระซิบ “แม่เห็นแก่ตัวจริงๆ”
เธอกลืนน้ำลาย เหมือนทุกคำหนักอึ้ง
“แม่แย่งโอกาสที่ลูกจะเติบโตเป็นผู้ชายไป เพราะแม่กลัวว่าจะอยู่บ้านนี้คนเดียว”
ผมหัวเราะขมขื่น เก็บของเหมือนเด็กงอน แล้วกระแทกประตูลงบันได
“ผมไปอยู่บ้านฆาบี ไม่ต้องโทรมาจนกว่าแม่จะขอโทษ”
ผมรอข้อความนั้น ข้อความเดิม “กลับมาเถอะลูก ไม่เป็นไร”
ไม่มีอะไรเลย
วันแรก ผมคิดว่าเธอแค่ขู่ วันที่สอง คิดว่าเธอจะยอม วันที่สาม ผมเข้าแอปสตรีมมิง รหัสผ่าน
ไม่ถูกต้อง มือถือผมไม่มีสัญญาณ โทรไป “หมายเลขนี้ไม่มีอยู่”
ตอนนั้นหัวใจผมเย็นวาบ ผมรีบกลับบ้าน เสียบกุญแจ หมุน… ประตูไม่เปิด เหมือนยืนอยู่
หน้าบ้านของคนอื่น ผมกดกริ่ง ไม่มีเสียง กดอีกครั้ง นานขึ้น
เธอเปิด แต่ไม่สุด แค่แง้ม ดวงตาเธอนิ่ง แต่สั่น
“แม่ทำอะไรอยู่” เสียงผมแหลมกว่าที่ตั้งใจ “ที่นี่ไม่ใช่บ้านของลูกอีกแล้ว” เธอพูด
ผมมองเธอเหมือนพื้นทรุด “แม่ทำแบบนี้ไม่ได้…”
“แม่ทำได้” เธอตอบ ไม่แข็งกร้าว แต่เด็ดขาด
ในตู้จดหมายมีซองสีขาว มีชื่อผม เรียบง่าย สะอาด ราวกับมันไม่ใช่แผ่นดินไหว ผมนั่งใน
รถเก่าๆ แก้วเปล่าเกลื่อนพื้น กลิ่นอาหารเย็นชืดและชีวิตที่หยุดนิ่ง ผมเปิดซองด้วยมือสั่น
ดิเอโกที่รัก
แม่จะไม่เปิดประตูให้ ไม่ใช่เพราะแม่ไม่รักลูก แต่เพราะแม่รักลูกมากเกินกว่าจะเห็นลูกค่อยๆ
ดับลงในห้องใต้ดินของแม่
หลายปีที่ผ่านมา แม่เก็บลูกขึ้นมาทุกครั้งที่ล้ม หนี้ ความวุ่นวาย ข้ออ้าง แม่คิดว่านั่นคือ
การเป็น แม่ที่ดี แม่คิดผิด มันไม่ใช่ความช่วยเหลือ แต่มันคือความเคยชินที่ทำให้ลูกไม่โต
ลูกเรียกแม่ว่าเห็นแก่ตัว ลูกพูดถูก แม่ยึดลูกไว้เพราะกลัวความเงียบในบ้านนี้ แต่แม่กลัวยิ่ง
กว่าว่าลูกจะไม่มีวันได้รู้จักตัวเอง หากแม่ยังเป็นเบาะรองให้ลูก
ตั้งแต่วันนี้ “แม่จัดการให้” จะไม่มีอีกแล้ว ไม่มีไวไฟ ไม่มีซักผ้า ไม่มีตู้เย็นเปิดตลอด นี่ไม่ใช่
การลงโทษ แต่มันคือการให้เกียรติผู้ชายที่ลูกสามารถเป็นได้
แม่จะจ่ายสิ่งที่จำเป็นอีกหนึ่งเดือน หลังจากนั้น เป็นหน้าที่ของลูก
ลูกฉลาด ลูกทำได้ แค่หลับอยู่นานเกินไป
อย่ากลับมาจนกว่าลูกจะมองตาแม่ได้ ไม่ใช่ในฐานะเด็กที่ต้องการ แต่ในฐานะผู้ใหญ่
แม่รักลูกมากกว่าที่ตอนนี้ลูกจะเข้าใจ
แม่
ผมอ่านมันสองรอบ แล้วรอบที่สาม
แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ทำเสมอเมื่อความจริงเข้ามาใกล้เกินไป ผมทำลายมัน
ผมขยำกระดาษ ฉีกมัน ตะโกนในรถจนเสียงหมด ทุบพวงมาลัยเหมือนจะทำให้
ความเจ็บปวดง่ายขึ้น “เดี๋ยวก็รู้” ผมกัดฟัน “เธอจะเสียใจ เธอจะยอม”
แต่ชีวิตไม่ต่อรองกับงอแง
โซฟาของฆาบีอยู่ได้สามคืน แฟนเขาบอกว่าพอแล้ว เพื่อนอีกคนให้ห้องหนึ่งสัปดาห์
จากนั้นก็เริ่มมีข้ออ้าง ความเงียบ คนเราจะเหนื่อยเมื่ออีกฝ่ายรู้แต่ขอ
พฤศจิกายน ผมไปนอนในรถ
มันไม่โรแมนติก ไม่ใช่การผจญภัย มันหนาว ชื้น และเหม็นอาย ผมห่มผ้าเก่าๆ ทุกคืน
บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้จะจัดการ พรุ่งนี้จะหาอะไรได้ พรุ่งนี้
คืนหนึ่งในลานจอดรถ ผมเห็นแม่คนหนึ่งกับลูกเล็กๆ เดินจับมือกัน ยิ้ม ลูกเล่าอะไรให้ฟัง
แม่ฟังเหมือนมันสำคัญที่สุดในโลก ผมหิวบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ท้อง แล้วน้ำตาก็ไหล
ไม่ใช่น้ำตาโกรธ แต่น้ำตาเงียบๆ ที่หยุดไม่ได้ เพราะมันมาจากที่ที่ผมล็อกกุญแจไว้หลายปี
ในกระจกมองหลัง ผมเห็นตัวเอง เครารุงรัง หน้าโทรม ดวงตาว่างเปล่า ไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่
วีรบุรุษ แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มเข้าใจว่า ถ้ายังเป็นแบบนี้ จะไม่มีตอนจบที่ดี จะมีแค่จุดจบ
คืนนั้นผมตัดสินใจเรื่องที่น่าอายเพราะมันง่ายมาก ผมหยุดรอ ผมขายโน้ตบุ๊กเล่นเกม
ไม่ใช่เพราะผมดีขึ้น แต่เพราะผมต้องการเงิน สำหรับน้ำมัน สำหรับอาบน้ำ สำหรับการเริ่มต้น
เช้าวันถัดมา ใส่เสื้อมือสอง มือสั่น ผมเข้าไปบริษัทจัดหางาน
“ผมรับหมด” ผมพูด
ผู้หญิงหน้าเคาน์เตอร์มองผมครู่หนึ่ง เหมือนอ่านเดือนต่างๆ บนหน้า
“กะกลางคืน คลังสินค้า แพ็กของ ยกของ หนักนะ”
“ได้ครับ”
สัปดาห์แรกๆ ทำผมแทบพัง
หลังแสบ มือพอง ศักดิ์ศรีติดดิน ข้างๆ ผมคือผู้ชายอายุมากกว่าหลายเท่า พูดน้อย
ทำงานหนัก คนหนึ่งมีแผลเป็นที่แขน มองแล้วรู้ว่าเคยผ่านอะไรที่หนักกว่ากะกลางคืน
ไม่มีใครสนใจ “วิสัยทัศน์” ของผม ไม่มีใครจ่ายให้ “ศักยภาพ” เขาจ่ายถ้าผมมา
ถ้าผมทำ ถ้าเขาไว้ใจได้ และแปลกดี มันคือความโล่งใจ
ผมห้องเช่าเล็กๆ ในบ้านแชร์ ที่นอนบาง ผนังบาง กระดาษติดตู้เย็นเรื่องเวรทำ
ความสะอาด แต่ก่อนผมคงอาย วันที่ผมจ่ายค่าเช่าด้วยเงินตัวเอง ผมยืนนิ่ง
ในทางเดิน รู้สึกถึงสิ่งที่แทบไม่เคยรู้จัก ความภูมิใจ เงียบๆ ไม่โอ้อวด แต่ได้มา
หลายเดือนผ่านไป
ผมไม่โทรหาแม่ ไม่ใช่เพราะไม่คิดถึง แต่เพราะอาย เพราะยังไม่พร้อมได้ยินเสียงเธอ
แล้วกลับไป เป็นเด็กที่รอให้ช่วย
ผมเดินต่อ เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ โดยเฉพาะกับตัวเอง กินง่ายๆ ดูรายรับรายจ่าย แล้ววันหนึ่ง
ผมก็รู้ตัวว่า ผมไม่โทษใครมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่โทษโลก ไม่โทษโชค ไม่โทษแม่
โทษตัวเอง และแปลกดี นั่นคืออิสรภาพ
แปดเดือนหลังเปลี่ยนกุญแจ ผมกลับไป
ไม่ใช่รถหรู แค่รถมือสองที่ผ่อนเอง รองเท้าสะอาด ไหล่กว้างขึ้นนิดหน่อย
ผมกดกริ่ง
หัวใจเต้นแรงจนคิดว่าเธอคงได้ยิน ประตูเปิด คาร์เมนยืนอยู่ ดูเล็กลง แก่ขึ้น
หรืออาจเป็นผมที่เด็กน้อยลง เธอมองผมนาน ไม่ระแวง แต่ค้นหา เหมือนพยายาม
เห็นดิเอโกคนเดิมในตาผม
“สวัสดีครับ แม่”
ผมไม่ขอเข้าไป ผมหยิบซองออกมา “ผมคืนทั้งหมดไม่ได้” ผมพูดเสียงสั่น “แต่นี่คือที่ค้าง
และมากกว่านั้นนิดหน่อย แค่อยากบอกว่าผมสบายดี อยู่แถวนี้ งานคลังสินค้า
ให้ความรับผิดชอบเพิ่มแล้ว” ผมพยายามไม่อ้อน ไม่ดราม่า แค่อยากให้ความจริง
ผมหันจะไป ก่อนเสียงแตก “ดิเอโก ผมหยุด เธอเปิดประตูสุด ไม่ลังเล
ตาเธอเป็นประกาย “หน้าลูก…เหมือนผู้ชายแล้วนะ” แล้วเธอกอดผม
ไม่ใช่กอดแบบปกป้องเด็ก แต่กอดแน่น เท่าเทียม เหมือนบอกว่า แม่เห็นลูกแล้ว
เรากินข้าวด้วยกันในครัวเดิม อาหารธรรมดา แต่ผมไม่เคยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเท่านี้
ต่อมาเธอกระซิบ “ความเงียบเกือบฆ่าแม่”
เธอเล่าว่านั่งข้างหน้าต่าง สะดุ้งทุกเสียงรถ ทุกคืนท่องว่า อย่าตามหา อย่าช่วย อย่ายอม
“อีกแค่ครั้งเดียว” เธอว่า “แม่คงฝังผู้ชายที่ลูกจะเป็นได้ไปแล้ว”
นี่แหละสิ่งที่เข้าใจยาก
เราถูกสอนว่าความรักคือการตอบตกลงเสมอ หมอนอีกใบ การช่วยอีกครั้ง คำปลอบใจเพื่อ
เลี่ยงความเจ็บปวด แม่ผมสอนอย่างอื่น ที่โหดกว่า บางครั้งความรักคือประตูที่ปิด
ไม่ใช่เพื่อทิ้ง แต่เพื่อให้เกียรติ เพื่อให้เติบโต แม่ไม่ได้ทิ้งผม แม่ปล่อยผมไป
และเมื่อผมอยู่คนเดียว ผมจึงเรียนรู้ที่จะยืนด้วยตัวเอง
Braedon_Smith
Ramet Tanawangsre ถอดความ
แม่ของผมล็อกประตูบ้าน และผมก็เข้าใจทันทีว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น ผมไม่ใช่ลูกของเธออีกต่อไป
แต่เป็นภาระของเธอ
ผมอายุ 27 ปี รอบตัวผม ทุกคนดูเหมือนจะ “เป็นผู้ใหญ่” กันหมด มีงานมั่นคง มีบ้านเช่า
มีความรับผิดชอบ ส่วนผมน่ะหรือ ผมบอกใครๆ ว่าผมเป็น “ที่ปรึกษา”
ความจริงมันไม่สวยงามขนาดนั้น ผมอาศัยอยู่ในห้องใต้ดินที่แม่ดัดแปลงไว้ชานเมืองสีเทา
แห่งหนึ่ง ตื่นเอาเที่ยง ไล่ตามไอเดียหาเงินเร็วที่ไม่เคยสำเร็จ และใช้เวลาทั้งคืนเล่นเกมออนไลน์
กับเด็กที่อายุน้อยกว่าผมมาก
แม่ผมชื่อคาร์เมน เธอทำงานที่โรงพยาบาล กะยาว วันละสิบสองชั่วโมง กลับบ้านมาที ข้อเท้าบวม
ดวงตาอ่อนล้า ราวกับแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า เธอเดินเข้าครัว เห็นอ่างล้างจานที่เต็มไปด้วยจาน
ของผม ถังขยะที่ล้น และผมในเสื้อฮู้ดตัวเดิมจากเมื่อวาน
“ดิเอโก” เธอพูดเบาๆ อย่างระมัดระวัง “ลูกส่งใบสมัครงานที่เราคุยกันไว้หรือยัง”
ผมแทบไม่เงยหน้า เลื่อนนิ้วบนมือถือเหมือนคำตอบซ่อนอยู่ในวิดีโอพวกนั้น
“แม่ ผมกำลังสร้างอะไรของผมเอง ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อขังตัวเองในออฟฟิศ
โอนเงินให้หน่อยได้ไหม แค่สี่สิบยูโร ผมมีประชุมทีหลัง”
เธอโอนให้ เสมอ
เธอจ่ายประกัน ค่าโทรศัพท์ ปิดช่องว่างทุกครั้งที่ผม “เผลอ” ใช้เงินเกินบัญชี แม้แต่ขนมแพงๆ
ที่ผม “จำเป็น” ต้องกิน เพราะผมหลอกตัวเองว่าร่างกายผมคือโปรเจ็กต์ระดับสูง
แล้วผมล่ะ ผมเล่านิทานให้ตัวเองฟัง ผมบอกตัวเองว่าทุกอย่างมันไม่ยุติธรรม ค่าเช่าแพง งาน
หายาก โลกโหดร้ายกับคนรุ่นผม ผมสมควรได้พัก สมควรได้โอกาส สมควรได้…การโอนเงิน
อีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความช่วยเหลือ มันคือทั้งชีวิตที่พิงอยู่บนไหล่ของเธอ และเธอจ่ายมันด้วย
โอทีและความกังวลเงียบๆ
ทุกอย่างพังลงในวันอังคารธรรมดาวันหนึ่ง
ผมมีบัตรที่แม่ให้ไว้ “เผื่อฉุกเฉิน” และผมใช้มันจนเต็มวงเงิน ไม่ใช่เพื่อซ่อมรถ ไม่ใช่เพื่อบิล
แต่เพื่อเรื่องไร้สาระที่ผมหลอกตัวเองว่าเป็นชัยชนะ แค่เพื่อรู้สึกว่าตัวเองสำคัญสักพัก
เมื่อคาร์เมนเอารายการใช้จ่ายมาให้ดู ผมไม่ได้พูดว่า “ขอโทษ” ผมระเบิดอารมณ์ใส่เธอ
“แม่ไม่เคยสนับสนุนความฝันผมเลย” ผมตะโกน ทั้งที่ปากยังเคี้ยวอาหารที่เธอซื้อ “แม่สนใจ
แต่ตัวเลข มากกว่าลูกของตัวเอง แม่เห็นแก่ตัว!”
เธอไม่ตะโกนกลับ
เธอยืนอยู่นิ่งๆ บนใบหน้ามีบางอย่างที่ตอนนั้นผมอ่านไม่ออก ความเหนื่อยล้า ใช่
แต่ยังมีการ ตัดสินใจเงียบๆ ด้วย
“ลูกพูดถูก ดิเอโก” เธอกระซิบ “แม่เห็นแก่ตัวจริงๆ”
เธอกลืนน้ำลาย เหมือนทุกคำหนักอึ้ง
“แม่แย่งโอกาสที่ลูกจะเติบโตเป็นผู้ชายไป เพราะแม่กลัวว่าจะอยู่บ้านนี้คนเดียว”
ผมหัวเราะขมขื่น เก็บของเหมือนเด็กงอน แล้วกระแทกประตูลงบันได
“ผมไปอยู่บ้านฆาบี ไม่ต้องโทรมาจนกว่าแม่จะขอโทษ”
ผมรอข้อความนั้น ข้อความเดิม “กลับมาเถอะลูก ไม่เป็นไร”
ไม่มีอะไรเลย
วันแรก ผมคิดว่าเธอแค่ขู่ วันที่สอง คิดว่าเธอจะยอม วันที่สาม ผมเข้าแอปสตรีมมิง รหัสผ่าน
ไม่ถูกต้อง มือถือผมไม่มีสัญญาณ โทรไป “หมายเลขนี้ไม่มีอยู่”
ตอนนั้นหัวใจผมเย็นวาบ ผมรีบกลับบ้าน เสียบกุญแจ หมุน… ประตูไม่เปิด เหมือนยืนอยู่
หน้าบ้านของคนอื่น ผมกดกริ่ง ไม่มีเสียง กดอีกครั้ง นานขึ้น
เธอเปิด แต่ไม่สุด แค่แง้ม ดวงตาเธอนิ่ง แต่สั่น
“แม่ทำอะไรอยู่” เสียงผมแหลมกว่าที่ตั้งใจ “ที่นี่ไม่ใช่บ้านของลูกอีกแล้ว” เธอพูด
ผมมองเธอเหมือนพื้นทรุด “แม่ทำแบบนี้ไม่ได้…”
“แม่ทำได้” เธอตอบ ไม่แข็งกร้าว แต่เด็ดขาด
ในตู้จดหมายมีซองสีขาว มีชื่อผม เรียบง่าย สะอาด ราวกับมันไม่ใช่แผ่นดินไหว ผมนั่งใน
รถเก่าๆ แก้วเปล่าเกลื่อนพื้น กลิ่นอาหารเย็นชืดและชีวิตที่หยุดนิ่ง ผมเปิดซองด้วยมือสั่น
ดิเอโกที่รัก
แม่จะไม่เปิดประตูให้ ไม่ใช่เพราะแม่ไม่รักลูก แต่เพราะแม่รักลูกมากเกินกว่าจะเห็นลูกค่อยๆ
ดับลงในห้องใต้ดินของแม่
หลายปีที่ผ่านมา แม่เก็บลูกขึ้นมาทุกครั้งที่ล้ม หนี้ ความวุ่นวาย ข้ออ้าง แม่คิดว่านั่นคือ
การเป็น แม่ที่ดี แม่คิดผิด มันไม่ใช่ความช่วยเหลือ แต่มันคือความเคยชินที่ทำให้ลูกไม่โต
ลูกเรียกแม่ว่าเห็นแก่ตัว ลูกพูดถูก แม่ยึดลูกไว้เพราะกลัวความเงียบในบ้านนี้ แต่แม่กลัวยิ่ง
กว่าว่าลูกจะไม่มีวันได้รู้จักตัวเอง หากแม่ยังเป็นเบาะรองให้ลูก
ตั้งแต่วันนี้ “แม่จัดการให้” จะไม่มีอีกแล้ว ไม่มีไวไฟ ไม่มีซักผ้า ไม่มีตู้เย็นเปิดตลอด นี่ไม่ใช่
การลงโทษ แต่มันคือการให้เกียรติผู้ชายที่ลูกสามารถเป็นได้
แม่จะจ่ายสิ่งที่จำเป็นอีกหนึ่งเดือน หลังจากนั้น เป็นหน้าที่ของลูก
ลูกฉลาด ลูกทำได้ แค่หลับอยู่นานเกินไป
อย่ากลับมาจนกว่าลูกจะมองตาแม่ได้ ไม่ใช่ในฐานะเด็กที่ต้องการ แต่ในฐานะผู้ใหญ่
แม่รักลูกมากกว่าที่ตอนนี้ลูกจะเข้าใจ
แม่
ผมอ่านมันสองรอบ แล้วรอบที่สาม
แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ทำเสมอเมื่อความจริงเข้ามาใกล้เกินไป ผมทำลายมัน
ผมขยำกระดาษ ฉีกมัน ตะโกนในรถจนเสียงหมด ทุบพวงมาลัยเหมือนจะทำให้
ความเจ็บปวดง่ายขึ้น “เดี๋ยวก็รู้” ผมกัดฟัน “เธอจะเสียใจ เธอจะยอม”
แต่ชีวิตไม่ต่อรองกับงอแง
โซฟาของฆาบีอยู่ได้สามคืน แฟนเขาบอกว่าพอแล้ว เพื่อนอีกคนให้ห้องหนึ่งสัปดาห์
จากนั้นก็เริ่มมีข้ออ้าง ความเงียบ คนเราจะเหนื่อยเมื่ออีกฝ่ายรู้แต่ขอ
พฤศจิกายน ผมไปนอนในรถ
มันไม่โรแมนติก ไม่ใช่การผจญภัย มันหนาว ชื้น และเหม็นอาย ผมห่มผ้าเก่าๆ ทุกคืน
บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้จะจัดการ พรุ่งนี้จะหาอะไรได้ พรุ่งนี้
คืนหนึ่งในลานจอดรถ ผมเห็นแม่คนหนึ่งกับลูกเล็กๆ เดินจับมือกัน ยิ้ม ลูกเล่าอะไรให้ฟัง
แม่ฟังเหมือนมันสำคัญที่สุดในโลก ผมหิวบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ท้อง แล้วน้ำตาก็ไหล
ไม่ใช่น้ำตาโกรธ แต่น้ำตาเงียบๆ ที่หยุดไม่ได้ เพราะมันมาจากที่ที่ผมล็อกกุญแจไว้หลายปี
ในกระจกมองหลัง ผมเห็นตัวเอง เครารุงรัง หน้าโทรม ดวงตาว่างเปล่า ไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่
วีรบุรุษ แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มเข้าใจว่า ถ้ายังเป็นแบบนี้ จะไม่มีตอนจบที่ดี จะมีแค่จุดจบ
คืนนั้นผมตัดสินใจเรื่องที่น่าอายเพราะมันง่ายมาก ผมหยุดรอ ผมขายโน้ตบุ๊กเล่นเกม
ไม่ใช่เพราะผมดีขึ้น แต่เพราะผมต้องการเงิน สำหรับน้ำมัน สำหรับอาบน้ำ สำหรับการเริ่มต้น
เช้าวันถัดมา ใส่เสื้อมือสอง มือสั่น ผมเข้าไปบริษัทจัดหางาน
“ผมรับหมด” ผมพูด
ผู้หญิงหน้าเคาน์เตอร์มองผมครู่หนึ่ง เหมือนอ่านเดือนต่างๆ บนหน้า
“กะกลางคืน คลังสินค้า แพ็กของ ยกของ หนักนะ”
“ได้ครับ”
สัปดาห์แรกๆ ทำผมแทบพัง
หลังแสบ มือพอง ศักดิ์ศรีติดดิน ข้างๆ ผมคือผู้ชายอายุมากกว่าหลายเท่า พูดน้อย
ทำงานหนัก คนหนึ่งมีแผลเป็นที่แขน มองแล้วรู้ว่าเคยผ่านอะไรที่หนักกว่ากะกลางคืน
ไม่มีใครสนใจ “วิสัยทัศน์” ของผม ไม่มีใครจ่ายให้ “ศักยภาพ” เขาจ่ายถ้าผมมา
ถ้าผมทำ ถ้าเขาไว้ใจได้ และแปลกดี มันคือความโล่งใจ
ผมห้องเช่าเล็กๆ ในบ้านแชร์ ที่นอนบาง ผนังบาง กระดาษติดตู้เย็นเรื่องเวรทำ
ความสะอาด แต่ก่อนผมคงอาย วันที่ผมจ่ายค่าเช่าด้วยเงินตัวเอง ผมยืนนิ่ง
ในทางเดิน รู้สึกถึงสิ่งที่แทบไม่เคยรู้จัก ความภูมิใจ เงียบๆ ไม่โอ้อวด แต่ได้มา
หลายเดือนผ่านไป
ผมไม่โทรหาแม่ ไม่ใช่เพราะไม่คิดถึง แต่เพราะอาย เพราะยังไม่พร้อมได้ยินเสียงเธอ
แล้วกลับไป เป็นเด็กที่รอให้ช่วย
ผมเดินต่อ เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ โดยเฉพาะกับตัวเอง กินง่ายๆ ดูรายรับรายจ่าย แล้ววันหนึ่ง
ผมก็รู้ตัวว่า ผมไม่โทษใครมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่โทษโลก ไม่โทษโชค ไม่โทษแม่
โทษตัวเอง และแปลกดี นั่นคืออิสรภาพ
แปดเดือนหลังเปลี่ยนกุญแจ ผมกลับไป
ไม่ใช่รถหรู แค่รถมือสองที่ผ่อนเอง รองเท้าสะอาด ไหล่กว้างขึ้นนิดหน่อย
ผมกดกริ่ง
หัวใจเต้นแรงจนคิดว่าเธอคงได้ยิน ประตูเปิด คาร์เมนยืนอยู่ ดูเล็กลง แก่ขึ้น
หรืออาจเป็นผมที่เด็กน้อยลง เธอมองผมนาน ไม่ระแวง แต่ค้นหา เหมือนพยายาม
เห็นดิเอโกคนเดิมในตาผม
“สวัสดีครับ แม่”
ผมไม่ขอเข้าไป ผมหยิบซองออกมา “ผมคืนทั้งหมดไม่ได้” ผมพูดเสียงสั่น “แต่นี่คือที่ค้าง
และมากกว่านั้นนิดหน่อย แค่อยากบอกว่าผมสบายดี อยู่แถวนี้ งานคลังสินค้า
ให้ความรับผิดชอบเพิ่มแล้ว” ผมพยายามไม่อ้อน ไม่ดราม่า แค่อยากให้ความจริง
ผมหันจะไป ก่อนเสียงแตก “ดิเอโก ผมหยุด เธอเปิดประตูสุด ไม่ลังเล
ตาเธอเป็นประกาย “หน้าลูก…เหมือนผู้ชายแล้วนะ” แล้วเธอกอดผม
ไม่ใช่กอดแบบปกป้องเด็ก แต่กอดแน่น เท่าเทียม เหมือนบอกว่า แม่เห็นลูกแล้ว
เรากินข้าวด้วยกันในครัวเดิม อาหารธรรมดา แต่ผมไม่เคยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเท่านี้
ต่อมาเธอกระซิบ “ความเงียบเกือบฆ่าแม่”
เธอเล่าว่านั่งข้างหน้าต่าง สะดุ้งทุกเสียงรถ ทุกคืนท่องว่า อย่าตามหา อย่าช่วย อย่ายอม
“อีกแค่ครั้งเดียว” เธอว่า “แม่คงฝังผู้ชายที่ลูกจะเป็นได้ไปแล้ว”
นี่แหละสิ่งที่เข้าใจยาก
เราถูกสอนว่าความรักคือการตอบตกลงเสมอ หมอนอีกใบ การช่วยอีกครั้ง คำปลอบใจเพื่อ
เลี่ยงความเจ็บปวด แม่ผมสอนอย่างอื่น ที่โหดกว่า บางครั้งความรักคือประตูที่ปิด
ไม่ใช่เพื่อทิ้ง แต่เพื่อให้เกียรติ เพื่อให้เติบโต แม่ไม่ได้ทิ้งผม แม่ปล่อยผมไป
และเมื่อผมอยู่คนเดียว ผมจึงเรียนรู้ที่จะยืนด้วยตัวเอง
Braedon_Smith
Ramet Tanawangsre ถอดความ
( 6 )
10..เพื่อนกัน
เท่านี้ก็พอ
1.เพื่อนกัน..รวยจนไม่สำคัญ แต่อย่าร่ำรวยปัญหา และยากจนความมีน้ำใจก็แล้วกัน
2.เพื่อนกัน..พูดมาก พูดน้อยไม่เป็นไร แต่อย่าพูดให้ร้าย สาปแช่งเพื่อนก็พอ
🏚3.เพื่อนกัน..บ้านเล็กบ้านใหญ่ไม่แตกต่างกันหรอก แค่จิตใจอย่าคับแคบก็พอ
4.เพื่อนกัน..เรียนมากเรียนน้อยไม่เป็นไร แต่ขอให้รู้จักเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนบ้างก็ดี
5.เพื่อนกัน..รู้น้อย รู้มากไม่เป็นไร แต่รู้จักเกรงใจเพื่อนบ้างก็จะดีไม่น้อย
6.เพื่อนกัน..กินมากกินน้อยไม่เป็นไร แต่เหลือไว้ให้เพื่อนกินบ้างก็ดี
7.เพื่อนกัน..รบกวนกันบ้าง ปนเรื่องปกติของความเป็นเพื่อนกัน แต่อย่ารบกวนเพื่อนตลอดเวลา
จนเพื่อนๆในกลุ่มอีดอัด
8.เพื่อนกัน..อยากได้โน่น ได้นี่ของเพื่อนบ้าง ไม่เป็นไรแต่อย่าเห็นแก่ได้ตลอดเวลาก็พอ
9.เพื่อนกัน..เห็นอะไรบ้าง ไม่เห็นบ้างก็ช่างเถอะ แต่อย่าเห็นแก่ตัวอยู่ร่ำไป
10.เพื่อนกัน..พูดได้ภาษาเดียวหรือหลายภาษาไม่เป็นไร แต่ขอให้พูดภาษาคนรู้เรื่องกันบ้างก็พอ
โดย..ดร.พนม ปีย์เจริญ🖊
☘สุขง่ายๆด้วยใจแบ่งปัน..
บทความ(D)
เท่านี้ก็พอ
🏚3.เพื่อนกัน..บ้านเล็กบ้านใหญ่ไม่แตกต่างกันหรอก แค่จิตใจอย่าคับแคบก็พอ
จนเพื่อนๆในกลุ่มอีดอัด
โดย..ดร.พนม ปีย์เจริญ🖊
☘สุขง่ายๆด้วยใจแบ่งปัน..
( 7 )
เขาอดอาหารถึง 48 ชั่วโมง…|เพียงเพื่อส่งกระเป๋าสตางค์ ที่ผมทำหายกลับคืนมา
และเมื่อผมอ่านเหตุผลในจดหมายยับย่นใบนั้น ผมก็ทรุดลงคุกเข่าอยู่ตรงทางเข้าบ้าน
ตอนที่พัสดุกระแทกพื้นเฉลียงหน้าบ้าน ผมกำลังร้องไห้อยู่แล้ว
สามวันที่ผ่านมา ผมรื้อบ้านแทบทั้งหลัง ผมไม่ได้ตื่นตระหนกเรื่องบัตรเครดิต….ยกเลิกได้
ไม่ได้ตื่นตระหนกด้วยซ้ำกับเงินสด 800 ดอลลาร์ ที่เพิ่งกดออกมา
สิ่งที่ทำให้ผมใจหาย… คือในกระเป๋าใบนั้นมีรูปถ่ายกระดาษใบเดียวของพ่อ
ก่อนที่โรคสมองเสื่อมจะพรากเขาไปจากผมอย่างสิ้นเชิง มันถูกสอดไว้หลังใบขับขี่
และมัน…ไม่มีวันทดแทนได้ ผมฉีกซองกันกระแทกออก มันสกปรก
ปิดทับด้วยเทปที่ดูเหมือนเทปช่างทาสี ข้างในคือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลของผม
ผมเปิดดู เงินอยู่ครบ ทุกใบ บัตรก็อยู่ครบ และรูปพ่อ…ก็ยังอยู่ตรงที่ผมวางไว้
แต่ในช่องพับเก็บเงิน มีเศษกระดาษสมุดเส้นบรรทัดแผ่นหนึ่ง เปื้อนคราบน้ำมัน
“คุณมิลเลอร์” ลายมือสั่น ๆ เริ่มต้นไว้
“ผมเจอกระเป๋าคุณในลานจอดรถ ร้านขายยาร้านใหญ่กลางเมือง
ผมเห็นเงินนั่นแล้ว พระเจ้า มันเยอะมาก ผมจะไม่โกหก
ผมถือเงินก้อนนั้นอยู่ในมือสิบนาทีเต็ม”
ผมกลืนน้ำลาย ฝืนอ่านต่อ
“ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในเต็นท์ ไต้ทางยกระดับ I-95 ผมไม่ได้กินอาหารร้อน ๆ มาสี่วันแล้ว
เงิน 800 ดอลลาร์นั่น ทำให้ผมเช่าโมเต็ลได้สองสัปดาห์ ซื้อรองเท้าบู๊ตคู่ใหม่ได้”
“แต่แล้วผมก็เห็นรูปหลังใบขับขี่คุณ ชายชราในชุดเครื่องแบบทหารเรือ”
ลมหายใจฉันสะดุด
“พ่อผมก็เป็นทหารเรือเหมือนกัน” จดหมายเขียนต่อ “เขาเสียไปสามปีแล้ว และผมทำรูป
ของเขาหายหมด ตอนเจ้าของห้องไล่ผมออก เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา ผมรู้ว่ารูปใบนั้น
มีความหมายแค่ไหน มันไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือหลักฐานว่าพวกเขาเคยมีชีวิตอยู่”
“ผมเดินเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์ พนักงานบอกว่า ค่าซองกับค่าส่งแบบมีหมายเลข
ติดตาม 12.50 ดอลลาร์ แต่ผมไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว”
ตรงนี้เองที่ทำให้ใจผมแตกสลาย
“ผมกลับไปที่สี่แยก ยืนถือป้ายอยู่สองวันเต็ม ผมใช้เวลา 48 ชั่วโมง ถึงจะได้เงิน 13 ดอลลาร์
ผมไม่ใช้มันซื้ออาหารแม้แต่เซนต์เดียว ผมกลัวว่าถ้าซื้อเบอร์เกอร์
ผมจะไม่มีเงินพอส่งมันคืนคุณ ผมกลัวเหลือเกินว่าจะทำรูปนั้นหายไปจากคุณ”
“หวังว่ามันจะถึงอย่างปลอดภัย ฝากทำความเคารพพ่อคุณแทนผมด้วย __ T “
เขาอดอาหาร เขาอดอาหารจริง ๆ ถึงสองวัน ทั้งที่มีเงินสด 800 ดอลลาร์ของผมอยู่ในมือ
เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้ “ความทรงจำ” กลับคืนมา ผมไม่ได้แม้แต่จะเดินเข้าบ้าน
ผมขึ้นรถกระบะ ขับตรงไปย่านใจเมือง ใกล้ทางขึ้นทางด่วนตามที่เขาเขียนไว้
ผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเดินผ่านแคมป์พักชั่วคราว เห็นเต็นท์ที่ปะด้วยผ้าใบ
เห็นทหารผ่านศึก เห็นครอบครัวที่นั่งเบียดกันเพื่อคลายหนาว
ผมเจอ “ T ”
เขาชื่อโธมัส อายุ 58 ปี. เคยเป็นหัวหน้าคนงาน ก่อนค่ารักษาพยาบาล
จะกวาดเงินเก็บทั้งชีวิตเขา. ไปจนหมด และผลักเขาลงสู่ท้องถนน
เขาผอม ดูอ่อนล้า. แต่ดวงตา…อ่อนโยนเหลือเกิน. เมื่อผมยื่นกระเป๋าให้ดู.
เขาไม่ได้ถามถึงรางวัล เขาแค่ยิ้ม แล้วถามว่า “รูปยังอยู่ดีไหมครับ?”
ผมไม่ได้ยื่นเงินให้เขา เงินช่วยได้แค่วันเดียว. ผมโทรหาน้องเขย
ที่ดูแลศูนย์โลจิสติกส์อยู่สามเมืองถัดไป. ผมบอกเขาว่า
“ผมไม่สนว่าจะมีคำสั่งหยุดรับคนงานหรือเปล่า วันนี้คุณต้องรับผู้ชายคนนี้เข้าทำงาน
ถ้าจำเป็น ผมจะออกเงินเดือนสามเดือนแรกให้เอง” ตอนนี้โธมัสไม่ได้อยู่ใต้สะพานแล้ว
สัปดาห์ก่อน เราช่วยเขาได้อพาร์ตเมนต์สตูดิโอ
วันจันทร์นี้ เขาจะเริ่มงาน
เมื่อวาน เรานั่งอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ ผมมองเขากินสเต๊กมื้อใหญ่ เขาหยิบกระเป๋าสตางค์
ใบใหม่ที่ผมซื้อให้ขึ้นมา ข้างในนั้น เขาใส่สำเนารูปพ่อผมที่ผมมอบให้เขา
“ครอบครัวต้องไม่ทิ้งกัน” เขาบอกผม
เรามักคิดว่าเรายืนได้ด้วยตัวเอง คิดว่าความสำเร็จทั้งหมดคือฝีมือล้วน ๆ
แต่ความจริงคือ เราแต่ละคน…อยู่ห่างจากการต้องการ ความเมตตาของคนแปลกหน้า
เพียงก้าวพลาดครั้งเดียวเท่านั้น ความซื่อสัตย์ไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณทำตอนมีคนมอง
แต่วัดจากการยอมอดอาหารสองวัน เพื่อช่วยคนแปลกหน้า
เพียงเพราะคุณรู้ดีว่าการสูญเสียคนที่รัก… มันเจ็บปวดแค่ไหน
ถ้าเรื่องนี้แตะหัวใจคุณ ช่วยส่งต่อมันเถอะ เพื่อย้ำเตือนโลกว่า
แม้คุณจะไม่มีอะไรเลย คุณก็ยังมี “หัวใจทองคำ” ได้เสมอ
The Story Maximalist
Amonwan Nathamon ถอดความ
เขาอดอาหารถึง 48 ชั่วโมง…|เพียงเพื่อส่งกระเป๋าสตางค์ ที่ผมทำหายกลับคืนมา
และเมื่อผมอ่านเหตุผลในจดหมายยับย่นใบนั้น ผมก็ทรุดลงคุกเข่าอยู่ตรงทางเข้าบ้าน
ตอนที่พัสดุกระแทกพื้นเฉลียงหน้าบ้าน ผมกำลังร้องไห้อยู่แล้ว
สามวันที่ผ่านมา ผมรื้อบ้านแทบทั้งหลัง ผมไม่ได้ตื่นตระหนกเรื่องบัตรเครดิต….ยกเลิกได้
ไม่ได้ตื่นตระหนกด้วยซ้ำกับเงินสด 800 ดอลลาร์ ที่เพิ่งกดออกมา
สิ่งที่ทำให้ผมใจหาย… คือในกระเป๋าใบนั้นมีรูปถ่ายกระดาษใบเดียวของพ่อ
ก่อนที่โรคสมองเสื่อมจะพรากเขาไปจากผมอย่างสิ้นเชิง มันถูกสอดไว้หลังใบขับขี่
และมัน…ไม่มีวันทดแทนได้ ผมฉีกซองกันกระแทกออก มันสกปรก
ปิดทับด้วยเทปที่ดูเหมือนเทปช่างทาสี ข้างในคือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลของผม
ผมเปิดดู เงินอยู่ครบ ทุกใบ บัตรก็อยู่ครบ และรูปพ่อ…ก็ยังอยู่ตรงที่ผมวางไว้
แต่ในช่องพับเก็บเงิน มีเศษกระดาษสมุดเส้นบรรทัดแผ่นหนึ่ง เปื้อนคราบน้ำมัน
“คุณมิลเลอร์” ลายมือสั่น ๆ เริ่มต้นไว้
“ผมเจอกระเป๋าคุณในลานจอดรถ ร้านขายยาร้านใหญ่กลางเมือง
ผมเห็นเงินนั่นแล้ว พระเจ้า มันเยอะมาก ผมจะไม่โกหก
ผมถือเงินก้อนนั้นอยู่ในมือสิบนาทีเต็ม”
ผมกลืนน้ำลาย ฝืนอ่านต่อ
“ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในเต็นท์ ไต้ทางยกระดับ I-95 ผมไม่ได้กินอาหารร้อน ๆ มาสี่วันแล้ว
เงิน 800 ดอลลาร์นั่น ทำให้ผมเช่าโมเต็ลได้สองสัปดาห์ ซื้อรองเท้าบู๊ตคู่ใหม่ได้”
“แต่แล้วผมก็เห็นรูปหลังใบขับขี่คุณ ชายชราในชุดเครื่องแบบทหารเรือ”
ลมหายใจฉันสะดุด
“พ่อผมก็เป็นทหารเรือเหมือนกัน” จดหมายเขียนต่อ “เขาเสียไปสามปีแล้ว และผมทำรูป
ของเขาหายหมด ตอนเจ้าของห้องไล่ผมออก เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา ผมรู้ว่ารูปใบนั้น
มีความหมายแค่ไหน มันไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือหลักฐานว่าพวกเขาเคยมีชีวิตอยู่”
“ผมเดินเข้าไปในที่ทำการไปรษณีย์ พนักงานบอกว่า ค่าซองกับค่าส่งแบบมีหมายเลข
ติดตาม 12.50 ดอลลาร์ แต่ผมไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว”
ตรงนี้เองที่ทำให้ใจผมแตกสลาย
“ผมกลับไปที่สี่แยก ยืนถือป้ายอยู่สองวันเต็ม ผมใช้เวลา 48 ชั่วโมง ถึงจะได้เงิน 13 ดอลลาร์
ผมไม่ใช้มันซื้ออาหารแม้แต่เซนต์เดียว ผมกลัวว่าถ้าซื้อเบอร์เกอร์
ผมจะไม่มีเงินพอส่งมันคืนคุณ ผมกลัวเหลือเกินว่าจะทำรูปนั้นหายไปจากคุณ”
“หวังว่ามันจะถึงอย่างปลอดภัย ฝากทำความเคารพพ่อคุณแทนผมด้วย __ T “
เขาอดอาหาร เขาอดอาหารจริง ๆ ถึงสองวัน ทั้งที่มีเงินสด 800 ดอลลาร์ของผมอยู่ในมือ
เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าผมจะได้ “ความทรงจำ” กลับคืนมา ผมไม่ได้แม้แต่จะเดินเข้าบ้าน
ผมขึ้นรถกระบะ ขับตรงไปย่านใจเมือง ใกล้ทางขึ้นทางด่วนตามที่เขาเขียนไว้
ผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเดินผ่านแคมป์พักชั่วคราว เห็นเต็นท์ที่ปะด้วยผ้าใบ
เห็นทหารผ่านศึก เห็นครอบครัวที่นั่งเบียดกันเพื่อคลายหนาว
ผมเจอ “ T ”
เขาชื่อโธมัส อายุ 58 ปี. เคยเป็นหัวหน้าคนงาน ก่อนค่ารักษาพยาบาล
จะกวาดเงินเก็บทั้งชีวิตเขา. ไปจนหมด และผลักเขาลงสู่ท้องถนน
เขาผอม ดูอ่อนล้า. แต่ดวงตา…อ่อนโยนเหลือเกิน. เมื่อผมยื่นกระเป๋าให้ดู.
เขาไม่ได้ถามถึงรางวัล เขาแค่ยิ้ม แล้วถามว่า “รูปยังอยู่ดีไหมครับ?”
ผมไม่ได้ยื่นเงินให้เขา เงินช่วยได้แค่วันเดียว. ผมโทรหาน้องเขย
ที่ดูแลศูนย์โลจิสติกส์อยู่สามเมืองถัดไป. ผมบอกเขาว่า
“ผมไม่สนว่าจะมีคำสั่งหยุดรับคนงานหรือเปล่า วันนี้คุณต้องรับผู้ชายคนนี้เข้าทำงาน
ถ้าจำเป็น ผมจะออกเงินเดือนสามเดือนแรกให้เอง” ตอนนี้โธมัสไม่ได้อยู่ใต้สะพานแล้ว
สัปดาห์ก่อน เราช่วยเขาได้อพาร์ตเมนต์สตูดิโอ
วันจันทร์นี้ เขาจะเริ่มงาน
เมื่อวาน เรานั่งอยู่ในร้านอาหารเล็ก ๆ ผมมองเขากินสเต๊กมื้อใหญ่ เขาหยิบกระเป๋าสตางค์
ใบใหม่ที่ผมซื้อให้ขึ้นมา ข้างในนั้น เขาใส่สำเนารูปพ่อผมที่ผมมอบให้เขา
“ครอบครัวต้องไม่ทิ้งกัน” เขาบอกผม
เรามักคิดว่าเรายืนได้ด้วยตัวเอง คิดว่าความสำเร็จทั้งหมดคือฝีมือล้วน ๆ
แต่ความจริงคือ เราแต่ละคน…อยู่ห่างจากการต้องการ ความเมตตาของคนแปลกหน้า
เพียงก้าวพลาดครั้งเดียวเท่านั้น ความซื่อสัตย์ไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณทำตอนมีคนมอง
แต่วัดจากการยอมอดอาหารสองวัน เพื่อช่วยคนแปลกหน้า
เพียงเพราะคุณรู้ดีว่าการสูญเสียคนที่รัก… มันเจ็บปวดแค่ไหน
ถ้าเรื่องนี้แตะหัวใจคุณ ช่วยส่งต่อมันเถอะ เพื่อย้ำเตือนโลกว่า
แม้คุณจะไม่มีอะไรเลย คุณก็ยังมี “หัวใจทองคำ” ได้เสมอ
The Story Maximalist
Amonwan Nathamon ถอดความ
( 8 )
เศรษฐีแกล้งหลับเพื่อทดสอบลูกชายของแม่บ้าน… แต่สิ่งที่เด็กทำต่อจากนั้น
ทำให้หัวใจเขาแตกสลายจากข้างใน
คุณอาร์ตูโร เมนโดซา ไม่ได้หลับ เขาหลับตา หายใจสม่ำเสมอ ร่างกายเอนจมอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่
สีแดงเข้มตัวโปรด สำหรับใครก็ตาม เขาดูเหมือนชายชราผู้เปราะบางที่กำลังงีบยามบ่าย แต่ภายใต้
เปลือกตาที่ปิดสนิท จิตใจของเขายังคงตื่นเต็มที่ เยือกเย็น และคำนวณทุกอย่างอย่างรอบคอบ
ในวัย 75 ปี อาร์ตูโรมีทุกสิ่ง เครือโรงแรม บริษัทเดินเรือ บริษัทเทคโนโลยี ความมั่งคั่งมากเกินกว่า
จะใช้หมดในชีวิตเดียว ทุกอย่าง… ยกเว้น “ความไว้วางใจ”
กาลเวลาทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงและขมขื่น ลูก ๆ แทบไม่มาเยี่ยม และเมื่อมาก็พูดถึง
แต่มรดก หุ้นส่วนยิ้มให้ต่อหน้า แต่สมคบคิดลับหลัง แม้แต่อดีตพนักงานบางคนก็เคยขโมย
ช้อนเงิน ขวดไวน์ หรือเงินทอนเล็ก ๆ น้อย ๆ
อาร์ตูโรจึงสรุปอย่างโหดร้ายว่า มนุษย์ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น จะขโมยเมื่อคิดว่าไม่มีใครเห็น
และบ่ายวันนั้น เขาตั้งใจจะพิสูจน์มันอีกครั้ง เสียงฝนกระหน่ำกระทบกระจกห้องสมุด ราวกับ
อยากทะลุเข้ามา ไฟในเตาผิงแตกดังกรอบแกรบ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ บนโต๊ะไม้มะฮอกกานี
ห่างจากมือของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร อาร์ตูโรวางซองจดหมายที่เปิดอ้าอยู่ ข้างในคือธนบัตร
ร้อยดอลลาร์เป็นปึก มากพอจะเปลี่ยนทั้งเดือนของคนยากจนคนหนึ่ง
ดูเหมือนความสะเพร่า แต่ไม่ใช่ อาร์ตูโรรอ
ประตูเปิดอย่างแผ่วเบา เอเลน่า แม่บ้านคนล่าสุดก้าวเข้ามา เธอทำงานที่นี่ได้เพียงสามสัปดาห์
อายุ 28 ปี ใบหน้าอ่อนล้า ใต้ตาคล้ำลึกบอกถึงคืนที่แทบไม่ได้นอน เธอเป็นแม่ม่าย อาร์ตูโรรู้ดี
สามีของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงาน ทิ้งหนี้ไว้… และลูกชายวัยเจ็ดขวบชื่อมาเตโอ
วันเสาร์นั้น โรงเรียนปิดเพราะพายุ เอเลน่าไม่มีเงินจ้างพี่เลี้ยง เธออ้อนวอนขออนุญาตพาลูก
มาด้วย สัญญาว่าจะไม่ให้ส่งเสียง คำเตือนชัดเจน: หากคุณเมนโดซาเห็นเด็ก ทั้งคู่จะถูกไล่ออก
อาร์ตูโรได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ เคียงข้างฝีเท้าของหญิงสาว
“อยู่ตรงนี้นะ มาเตโอ” เอเลน่ากระซิบด้วยเสียงสั่น “อย่าขยับ อย่าแตะต้องอะไร
คุณท่านหลับอยู่ ถ้าลูกปลุกเขาตื่น แม่จะตกงาน และเราจะไม่มีที่นอน”
“ครับ แม่” เสียงเล็ก ๆ ตอบอย่างหวาดกลัว เอเลน่าออกไป ประตูปิดลง
ตอนนี้ เหลือเพียงเศรษฐี… กับเด็กชาย
อาร์ตูโรเงี่ยหูฟัง เขาคาดหวังการเคลื่อนไหว ความอยากรู้อยากเห็น หรือเสียงของบางอย่าง
แตกหัก เขาเชื่อว่าเด็กยากจนยิ่งถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ไม่เคยมี แต่มาเตโอไม่ขยับ
นาทีผ่านไป นาฬิกานับเวลา แล้วอาร์ตูโรก็ได้ยินฝีเท้าเบา ๆ เด็กกำลังลุกขึ้น เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
ระมัดระวัง “มาแล้ว” อาร์ตูโรคิด “เงินอยู่ตรงหน้าเขาพอดี”
เด็กหยุดอยู่ข้างกาย เขารอให้รู้สึกถึงกระดาษ เงินถูกดึง เขาพร้อมจะลืมตาและตัดสินโทษ
แต่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแทนที่ เขากลับรู้สึกถึงมือเล็ก ๆ แตะที่แขน เพียงแผ่วเบา แล้วตาม
ด้วยเสียงถอนหายใจของเด็ก
“คุณอาร์ตูโร…” มาเตโอกระซิบ อาร์ตูโรแกล้งกรน
จากนั้นเขาได้ยินเสียงซิป เด็กถอดเสื้อแจ็กเก็ต เขารู้สึกถึงบางอย่างอุ่น ๆ วางบนตัก
มันคือ เสื้อกันลมราคาถูก ยังชื้นจากฝน มาเตโอจัดมันอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นผ้าห่ม
“คุณหนาว” เด็กพึมพำ “แม่บอกว่าคนแก่ไม่ควรหนาว… เพราะจะป่วย”
หัวใจของอาร์ตูโรหดเกร็ง สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในแผน เด็กไม่ได้มองเงิน เขามองชายชรา
แล้วมาเตโอก็หยิบซองจดหมาย… เลื่อนไปวางให้ไกลออกไป พ้นมือของผู้เฒ่า
“จะได้ไม่ทำหาย” เด็กกระซิบ “มันสำคัญนะครับ”
มาเตโอกลับไปนั่งที่มุมห้อง เงียบงัน เชื่อฟัง ดูแลชายคนหนึ่งที่แกล้งทำเหมือนไม่มีตัวตน
อาร์ตูโรไม่ลืมตา แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี บางสิ่งในตัวเขาพังทลายลง
ไม่จริงที่ทุกคนจะขโมย ไม่จริงที่ความยากจนจะทำให้จิตใจเสื่อมทราม
บางครั้ง ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาศัยอยู่ในมือเล็ก ๆ … ที่รู้เพียงแค่ “ดูแล”
Mucho D-Masiado
Ramet Tanawangsre ถอดความ
เศรษฐีแกล้งหลับเพื่อทดสอบลูกชายของแม่บ้าน… แต่สิ่งที่เด็กทำต่อจากนั้น
ทำให้หัวใจเขาแตกสลายจากข้างใน
คุณอาร์ตูโร เมนโดซา ไม่ได้หลับ เขาหลับตา หายใจสม่ำเสมอ ร่างกายเอนจมอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่
สีแดงเข้มตัวโปรด สำหรับใครก็ตาม เขาดูเหมือนชายชราผู้เปราะบางที่กำลังงีบยามบ่าย แต่ภายใต้
เปลือกตาที่ปิดสนิท จิตใจของเขายังคงตื่นเต็มที่ เยือกเย็น และคำนวณทุกอย่างอย่างรอบคอบ
ในวัย 75 ปี อาร์ตูโรมีทุกสิ่ง เครือโรงแรม บริษัทเดินเรือ บริษัทเทคโนโลยี ความมั่งคั่งมากเกินกว่า
จะใช้หมดในชีวิตเดียว ทุกอย่าง… ยกเว้น “ความไว้วางใจ”
กาลเวลาทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงและขมขื่น ลูก ๆ แทบไม่มาเยี่ยม และเมื่อมาก็พูดถึง
แต่มรดก หุ้นส่วนยิ้มให้ต่อหน้า แต่สมคบคิดลับหลัง แม้แต่อดีตพนักงานบางคนก็เคยขโมย
ช้อนเงิน ขวดไวน์ หรือเงินทอนเล็ก ๆ น้อย ๆ
อาร์ตูโรจึงสรุปอย่างโหดร้ายว่า มนุษย์ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น จะขโมยเมื่อคิดว่าไม่มีใครเห็น
และบ่ายวันนั้น เขาตั้งใจจะพิสูจน์มันอีกครั้ง เสียงฝนกระหน่ำกระทบกระจกห้องสมุด ราวกับ
อยากทะลุเข้ามา ไฟในเตาผิงแตกดังกรอบแกรบ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ บนโต๊ะไม้มะฮอกกานี
ห่างจากมือของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร อาร์ตูโรวางซองจดหมายที่เปิดอ้าอยู่ ข้างในคือธนบัตร
ร้อยดอลลาร์เป็นปึก มากพอจะเปลี่ยนทั้งเดือนของคนยากจนคนหนึ่ง
ดูเหมือนความสะเพร่า แต่ไม่ใช่ อาร์ตูโรรอ
ประตูเปิดอย่างแผ่วเบา เอเลน่า แม่บ้านคนล่าสุดก้าวเข้ามา เธอทำงานที่นี่ได้เพียงสามสัปดาห์
อายุ 28 ปี ใบหน้าอ่อนล้า ใต้ตาคล้ำลึกบอกถึงคืนที่แทบไม่ได้นอน เธอเป็นแม่ม่าย อาร์ตูโรรู้ดี
สามีของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงาน ทิ้งหนี้ไว้… และลูกชายวัยเจ็ดขวบชื่อมาเตโอ
วันเสาร์นั้น โรงเรียนปิดเพราะพายุ เอเลน่าไม่มีเงินจ้างพี่เลี้ยง เธออ้อนวอนขออนุญาตพาลูก
มาด้วย สัญญาว่าจะไม่ให้ส่งเสียง คำเตือนชัดเจน: หากคุณเมนโดซาเห็นเด็ก ทั้งคู่จะถูกไล่ออก
อาร์ตูโรได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ เคียงข้างฝีเท้าของหญิงสาว
“อยู่ตรงนี้นะ มาเตโอ” เอเลน่ากระซิบด้วยเสียงสั่น “อย่าขยับ อย่าแตะต้องอะไร
คุณท่านหลับอยู่ ถ้าลูกปลุกเขาตื่น แม่จะตกงาน และเราจะไม่มีที่นอน”
“ครับ แม่” เสียงเล็ก ๆ ตอบอย่างหวาดกลัว เอเลน่าออกไป ประตูปิดลง
ตอนนี้ เหลือเพียงเศรษฐี… กับเด็กชาย
อาร์ตูโรเงี่ยหูฟัง เขาคาดหวังการเคลื่อนไหว ความอยากรู้อยากเห็น หรือเสียงของบางอย่าง
แตกหัก เขาเชื่อว่าเด็กยากจนยิ่งถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ไม่เคยมี แต่มาเตโอไม่ขยับ
นาทีผ่านไป นาฬิกานับเวลา แล้วอาร์ตูโรก็ได้ยินฝีเท้าเบา ๆ เด็กกำลังลุกขึ้น เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
ระมัดระวัง “มาแล้ว” อาร์ตูโรคิด “เงินอยู่ตรงหน้าเขาพอดี”
เด็กหยุดอยู่ข้างกาย เขารอให้รู้สึกถึงกระดาษ เงินถูกดึง เขาพร้อมจะลืมตาและตัดสินโทษ
แต่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแทนที่ เขากลับรู้สึกถึงมือเล็ก ๆ แตะที่แขน เพียงแผ่วเบา แล้วตาม
ด้วยเสียงถอนหายใจของเด็ก
“คุณอาร์ตูโร…” มาเตโอกระซิบ อาร์ตูโรแกล้งกรน
จากนั้นเขาได้ยินเสียงซิป เด็กถอดเสื้อแจ็กเก็ต เขารู้สึกถึงบางอย่างอุ่น ๆ วางบนตัก
มันคือ เสื้อกันลมราคาถูก ยังชื้นจากฝน มาเตโอจัดมันอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นผ้าห่ม
“คุณหนาว” เด็กพึมพำ “แม่บอกว่าคนแก่ไม่ควรหนาว… เพราะจะป่วย”
หัวใจของอาร์ตูโรหดเกร็ง สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในแผน เด็กไม่ได้มองเงิน เขามองชายชรา
แล้วมาเตโอก็หยิบซองจดหมาย… เลื่อนไปวางให้ไกลออกไป พ้นมือของผู้เฒ่า
“จะได้ไม่ทำหาย” เด็กกระซิบ “มันสำคัญนะครับ”
มาเตโอกลับไปนั่งที่มุมห้อง เงียบงัน เชื่อฟัง ดูแลชายคนหนึ่งที่แกล้งทำเหมือนไม่มีตัวตน
อาร์ตูโรไม่ลืมตา แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี บางสิ่งในตัวเขาพังทลายลง
ไม่จริงที่ทุกคนจะขโมย ไม่จริงที่ความยากจนจะทำให้จิตใจเสื่อมทราม
บางครั้ง ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาศัยอยู่ในมือเล็ก ๆ … ที่รู้เพียงแค่ “ดูแล”
Mucho D-Masiado
Ramet Tanawangsre ถอดความ
. ( 9 )
คนไทยเชื้อสายจีน
ประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณมากกว่า 10 ล้านคนตามทะเบียน
สถานทูตจีนประมาณว่ามี 20% ของประชากร
นักวิชาการไทยศึกษาเชิงลึกประมาณว่าคนไทยราว 40% ผสม dna สายเลือดจีน
ด้วยการ make love กันมายาวนาน
ส่วนมากจะเป็น
แต้จิ๋ว ร้อยละ 56
แคะ ร้อยละ 16,
ไหหลำ ร้อยละ 11,
กวางตุ้ง ร้อยละ 7,
ฮกเกี้ยน ร้อยละ 7,
และอื่นๆ ร้อยละ 12
แต้จิ๋ว
แต้จิ๋ว (潮州 ; Teochew ; ภาษาจีนกลาง: Cháozhōu) เป็นกลุ่มชาวจีนที่มากที่สุด กล่าวกันว่า
ที่ไหนมีศาลเจ้า
(老爺宮) เหล่าเอี้ยเก็ง)
ที่นั่นจะพบคนจีน เพื่อพบปะกันและเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อยามห่างไกลแผ่นดินเกิด
ชาวจีนจะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่รอบ ๆ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลองและ
ตามภาคกลาง
ได้มาที่แผ่นดินสยาม
(เซี่ยมล้อ 暹羅)
ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว
โดยมาจาก
มณฑลฝูเจี้ยน (福建省) และ
มณฑลกวางตุ้ง (廣東省)
ส่วนมากจะทำการค้า
ทางด้าน การเงิน ร้านขายข้าว และ ยา มีบางส่วนที่ทำงานให้กับภาครัฐ
ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (鄭皇, แต้อ้วง พระองค์แซ่แต้) พ่อค้าจีนแต้จิ๋วจำนวนมาก
ได้รับสิทธิพิเศษ
ชาวจีนกลุ่มนี้จึงเรียกว่า
จีนหลวง (Royal Chinese) เป็นนักรบกู้ชาติจากพม่า
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋วเช่นกัน
ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์
การอพยพของชาวแต้จิ๋วจึงมีมากขึ้น และในประเทศไทยเองก็มีคนแต้จิ๋วเป็นจำนวนมาก
และปัจจุบันจะมีมากในทุกภาคของประเทศไทย
แต่ที่มีชาวแต้จิ๋วมากที่สุดคือกรุงเทพฯ
ภาคกลางตอนล่าง เช่น นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตอนบน เช่น
ชัยนาท สิงห์บุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย
ภาคตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี
(เมืองเก่าของพระเจ้าตากสินมหาราช) ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี
(ชาวแต้จิ๋วมาเริ่มตั้งต้นถิ่นฐานในภาคนี้มากที่สุดเพราะเป็นพื้นที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเป็นป่า
แต่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำเพื่อเพาะปลูก และที่ปลูกมากที่สุดคือ "ต้นไผ่"
เพราะไผ่ขายเพื่อทำเรือแพออกไปค้าขายได้ แล้วกระจายไปในจังหวัดใกล้เคียงในเวลา
ต่อมา ในรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชาวแต้จิ๋วข้ามาอาศัย
แผ่นดินสยามมากที่สุด)
ภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน (ส่วนพะเยาจะมีจีนแคะหรือ
ชาวฮากกาจำนวนมาก)
ในภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นชาวแต้จิ๋วในทุกจังหวัดเช่น นครราชสีมา (โคราช) ชัยภูมิ
ขอนแก่น เลย อุดรธานี กาฬสินธ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์
ส่วนพื้นที่ริมโขงเช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร จะปะปนไปด้วยชาวแต้จิ๋ว แคะ
และเวียดนาม (ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า)
ทางภาคใต้จะกระจายในฝั่งอ่าวไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งพระองค์ยกทัพ
ทางเรือไปปราบกบฎที่ภาคใต้ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช (ต้นกำเนิดราชสกุล ณ นคร) พัทลุง
(ต้นกำเนิดราชสกุล ณ พัทลุง) ทุกจังหวัดเช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี
นราธิวาส ในฝั่งอันดามันนั้นส่วนใหญ่จะเป็นจีนฮกเกี้ยนหรือฝูเจี้ยน (福建) ซึ่งดั้งเดิมเดินทางมา
จากมลายูแล้วมาขึ้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา สตูล ตรัง ระนอง
และนอกจากนั้นเป็นจีนแคะ (客人) เป็นต้น
แคะ
แคะ (客家; Hakka; ภาษาจีนกลาง: kèjiā)
เป็นกลุ่มชาวจีนอพยพที่มาจากมณฑลกวางตุ้ง เป็นส่วนมาก จะอพยพมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19
และตั้งถิ่นฐานทีแถบจังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเชียงใหม่
และจังหวัดเชียงราย ส่วนมากจะชำนาญทางด้านหนังสัตว์ เหมือง และเกษตรกรรม
นอกจากนี้ ชาวจีนแคะยังเป็นเจ้าของธนาคารอีกหลายแห่ง อาทิ ธนาคารกสิกรไทย
ไหหลำ
ไหหลำ (海南 ; ภาษาจีนกลาง: Hǎinán) เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเกาะไหหลำของจีน
ชาวไหหลำจะมีเป็นจำนวนมากที่เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังปรากฏได้เห็น
จากศาลเจ้าจีนหลายแห่งบนเกาะสมุย และ เกาะพะงัน มีหลักฐานการอพยพตั้งแต่สมัยปลาย
กรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวจีนสามารถกลมกลืนกับชาวไทยได้ดี โดยส่วนมากมาจากตำบลบุ่นเชียว
ชาวจีนกลุ่มนี้จะชำนาญทางด้านร้านอาหาร และโรงงาน
ฮกเกี้ยน
ฮกเกี้ยนหรือฝูเจี้ยน (福建; Hokkien; ภาษาจีนกลาง: Fújiàn) คาดกันว่าชาวจีนฮกเกี้ยนอพยพ
มาประเทศไทยเป็นชนเผ่าจีนกลุ่มแรก ๆ จีนฮกเกี้ยนเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนจีนกลุ่มอื่น
และเป็นชนเผ่าจีนอาสาช่วย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้เอกราชด้วย
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี
ท่านถือกำเนิดในชุมชนจีนฮกเกี้ยนบริเวณวัดสุวรรณดาราราม ฝั่งตะวันออกของ
คลองนายก่าย กรุงศรีอยุธยา
มารดาของท่านชื่อ ดาวเรืองหรือหยก
เป็นธิดาที่เกิดในสกุลคหบดีจีนที่ร่ำรวยที่สุดในชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยน
ฮกเกี้ยนจะเชี่ยวชาญทางด้านการค้าขายทางเรือหรือรับราชการ และชาวจีนกลุ่มนี้จะมีจำนวนมาก
ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต มีจำนวนมากในพังงา ตรัง ระนอง สตูล
ชุมพรและจังหวัดทั่ว ๆ ไป
กวางไส
กวางไสหรือกวางสี (จีน: 廣西 ; ภาษากวางตุ้ง: gwong2-sai1) เป็นกลุ่มชาวจีนที่อพยพมาจาก
มณฑลกวางสี ส่วนใหญ่มาจากอำเภอหยง (容縣) และแถบอำเภอใกล้เคียง ช่วงแรกอพยพมา
อยู่แถบประเทศมาเลเซียก่อนแล้วค่อย ๆ เดินเท้าอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย อาศัยอยู่มาก
ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พูดภาษาจีน
กวางตุ้ง (ภาษาจีน:粵語) สำเนียง Gōulòu (ภาษาจีน:勾漏方言) เป็นภาษาหลัก ชาวจีนกวางไส
เป็นเกษตรกร ทำสวนยางพารากันเป็นส่วนมาก ไม่สันทัดเรื่องการค้าขาย จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน
มากนัก แต่ยังมีของที่พอเป็นที่รู้จัก ก็คือ ไก่กวางไสหรือไก่เบตง เป็นไก่พันธุ์เนื้อพื้นเมืองที่นำพันธุ์
มาจากประเทศจีน มีลักษณะพิเศษกว่าไก่ชนิดอื่น ๆ ,เคาหยก (扣肉) หมูสามชั้นต้มสุก ทอดส่วนที่
เป็นหนังและนำไปหมักด้วยเต้าหู้ยี้ เหล้าจีน น้ำขิง กระเทียมเล็กน้อย
แล้วนำมานึ่งเผือก กินคู่กับผักดอง
ฮ่อ
ฮ่อ เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางประเทศพม่าและประเทศ
ลาว ชาวจีนฮ่อส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือทั้งในเมืองและบนดอย หนึ่งในกลุ่มชนที่สำคัญ
คือชาวจีนหุย (回族 ; ภาษาจีนกลาง: Huízú) ซึ่งเป็นชาวจีนที่มีลักษณะเหมือนชาวจีนฮั่นทุกอย่างเพียง
แต่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวฮ่อในประเทศไทย 1 ใน 3 นับถือศาสนาอิสลาม นอกนั้นนับถือบรรพบุรุษ
เปอรานากัน
เปอรานากัน (มลายู: Peranakan) หรือ บาบ๋า-ย่าหยา
(Baba-Nyonya; จีน: 峇峇娘惹; ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá) เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูแต่ไม่ได้
นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากในอดีตชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าขายในบริเวณ
ดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งสมรสกับ
ชาวมลายูท้องถิ่น[29] และภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่
สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายู หากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บาบ๋า
หรือบ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า ย่าหยาหรือโญญา (Nyonya)
และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของ
บรรพบุรุษมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำ
วัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวม ๆ ว่า จีนช่องแคบ
(อังกฤษ: Straits Chinese; จีน: 土生華人) โดยในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต
จังหวัดตรัง และจังหวัดพังงา ซึ่งมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนังและมะละกา คนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรม
ใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์[30][31][32]
พื้นที่ จังหวัดภูเก็ต
ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยมาตั้งแต่ราวรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (2347-2411) เพราะเกาะน้อยห้าร้อยตารางกิโลเมตรแห่งนี้
มีการทำเหมืองเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ ซึ่งพัฒนาการการทำเหมืองหาบในช่วงเวลาดังกล่าวต้องใช้
แรงงานกุลีจีนจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการอพยพของชาวจีนฮกเกี้ยนเข้ามายังภูเก็ต จนเกิดการผสม
ทางวัฒนธรรมเรียกว่า ภูเก็ตฮกเกี้ยน หรือ บาบ๋าภูเก็ต
แยกละเอียดได้ทุกจังหวัด คอยติดตามนะจ๊ะ พี่น้อง ลูกหลาน
อันนี้มีคนใจดีเขียนไว้ให้ พี่น้องเราเอง
*ขอขอบพระคุณ
คุณสมเกียรติ โอสถสภา สำหรับข้อมูลดีดีนี้นะครับ ***
คนไทยเชื้อสายจีน
ประเทศไทยมีประชากรคนไทยเชื้อสายจีนประมาณมากกว่า 10 ล้านคนตามทะเบียน
สถานทูตจีนประมาณว่ามี 20% ของประชากร
นักวิชาการไทยศึกษาเชิงลึกประมาณว่าคนไทยราว 40% ผสม dna สายเลือดจีน
ด้วยการ make love กันมายาวนาน
ส่วนมากจะเป็น
แต้จิ๋ว ร้อยละ 56
แคะ ร้อยละ 16,
ไหหลำ ร้อยละ 11,
กวางตุ้ง ร้อยละ 7,
ฮกเกี้ยน ร้อยละ 7,
และอื่นๆ ร้อยละ 12
แต้จิ๋ว
แต้จิ๋ว (潮州 ; Teochew ; ภาษาจีนกลาง: Cháozhōu) เป็นกลุ่มชาวจีนที่มากที่สุด กล่าวกันว่า
ที่ไหนมีศาลเจ้า
(老爺宮) เหล่าเอี้ยเก็ง)
ที่นั่นจะพบคนจีน เพื่อพบปะกันและเป็นที่พึ่งทางใจเมื่อยามห่างไกลแผ่นดินเกิด
ชาวจีนจะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามพื้นที่รอบ ๆ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลองและ
ตามภาคกลาง
ได้มาที่แผ่นดินสยาม
(เซี่ยมล้อ 暹羅)
ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว
โดยมาจาก
มณฑลฝูเจี้ยน (福建省) และ
มณฑลกวางตุ้ง (廣東省)
ส่วนมากจะทำการค้า
ทางด้าน การเงิน ร้านขายข้าว และ ยา มีบางส่วนที่ทำงานให้กับภาครัฐ
ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (鄭皇, แต้อ้วง พระองค์แซ่แต้) พ่อค้าจีนแต้จิ๋วจำนวนมาก
ได้รับสิทธิพิเศษ
ชาวจีนกลุ่มนี้จึงเรียกว่า
จีนหลวง (Royal Chinese) เป็นนักรบกู้ชาติจากพม่า
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋วเช่นกัน
ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์
การอพยพของชาวแต้จิ๋วจึงมีมากขึ้น และในประเทศไทยเองก็มีคนแต้จิ๋วเป็นจำนวนมาก
และปัจจุบันจะมีมากในทุกภาคของประเทศไทย
แต่ที่มีชาวแต้จิ๋วมากที่สุดคือกรุงเทพฯ
ภาคกลางตอนล่าง เช่น นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตอนบน เช่น
ชัยนาท สิงห์บุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย
ภาคตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี
(เมืองเก่าของพระเจ้าตากสินมหาราช) ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี
(ชาวแต้จิ๋วมาเริ่มตั้งต้นถิ่นฐานในภาคนี้มากที่สุดเพราะเป็นพื้นที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเป็นป่า
แต่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำเพื่อเพาะปลูก และที่ปลูกมากที่สุดคือ "ต้นไผ่"
เพราะไผ่ขายเพื่อทำเรือแพออกไปค้าขายได้ แล้วกระจายไปในจังหวัดใกล้เคียงในเวลา
ต่อมา ในรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ชาวแต้จิ๋วข้ามาอาศัย
แผ่นดินสยามมากที่สุด)
ภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน (ส่วนพะเยาจะมีจีนแคะหรือ
ชาวฮากกาจำนวนมาก)
ในภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นชาวแต้จิ๋วในทุกจังหวัดเช่น นครราชสีมา (โคราช) ชัยภูมิ
ขอนแก่น เลย อุดรธานี กาฬสินธ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์
ส่วนพื้นที่ริมโขงเช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร จะปะปนไปด้วยชาวแต้จิ๋ว แคะ
และเวียดนาม (ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า)
ทางภาคใต้จะกระจายในฝั่งอ่าวไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งพระองค์ยกทัพ
ทางเรือไปปราบกบฎที่ภาคใต้ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช (ต้นกำเนิดราชสกุล ณ นคร) พัทลุง
(ต้นกำเนิดราชสกุล ณ พัทลุง) ทุกจังหวัดเช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี
นราธิวาส ในฝั่งอันดามันนั้นส่วนใหญ่จะเป็นจีนฮกเกี้ยนหรือฝูเจี้ยน (福建) ซึ่งดั้งเดิมเดินทางมา
จากมลายูแล้วมาขึ้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น ภูเก็ต พังงา สตูล ตรัง ระนอง
และนอกจากนั้นเป็นจีนแคะ (客人) เป็นต้น
แคะ
แคะ (客家; Hakka; ภาษาจีนกลาง: kèjiā)
เป็นกลุ่มชาวจีนอพยพที่มาจากมณฑลกวางตุ้ง เป็นส่วนมาก จะอพยพมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19
และตั้งถิ่นฐานทีแถบจังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเชียงใหม่
และจังหวัดเชียงราย ส่วนมากจะชำนาญทางด้านหนังสัตว์ เหมือง และเกษตรกรรม
นอกจากนี้ ชาวจีนแคะยังเป็นเจ้าของธนาคารอีกหลายแห่ง อาทิ ธนาคารกสิกรไทย
ไหหลำ
ไหหลำ (海南 ; ภาษาจีนกลาง: Hǎinán) เป็นชาวจีนที่อพยพมาจากเกาะไหหลำของจีน
ชาวไหหลำจะมีเป็นจำนวนมากที่เกาะสมุย เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังปรากฏได้เห็น
จากศาลเจ้าจีนหลายแห่งบนเกาะสมุย และ เกาะพะงัน มีหลักฐานการอพยพตั้งแต่สมัยปลาย
กรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาวจีนสามารถกลมกลืนกับชาวไทยได้ดี โดยส่วนมากมาจากตำบลบุ่นเชียว
ชาวจีนกลุ่มนี้จะชำนาญทางด้านร้านอาหาร และโรงงาน
ฮกเกี้ยน
ฮกเกี้ยนหรือฝูเจี้ยน (福建; Hokkien; ภาษาจีนกลาง: Fújiàn) คาดกันว่าชาวจีนฮกเกี้ยนอพยพ
มาประเทศไทยเป็นชนเผ่าจีนกลุ่มแรก ๆ จีนฮกเกี้ยนเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนจีนกลุ่มอื่น
และเป็นชนเผ่าจีนอาสาช่วย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกอบกู้เอกราชด้วย
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี
ท่านถือกำเนิดในชุมชนจีนฮกเกี้ยนบริเวณวัดสุวรรณดาราราม ฝั่งตะวันออกของ
คลองนายก่าย กรุงศรีอยุธยา
มารดาของท่านชื่อ ดาวเรืองหรือหยก
เป็นธิดาที่เกิดในสกุลคหบดีจีนที่ร่ำรวยที่สุดในชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยน
ฮกเกี้ยนจะเชี่ยวชาญทางด้านการค้าขายทางเรือหรือรับราชการ และชาวจีนกลุ่มนี้จะมีจำนวนมาก
ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดภูเก็ต มีจำนวนมากในพังงา ตรัง ระนอง สตูล
ชุมพรและจังหวัดทั่ว ๆ ไป
กวางไส
กวางไสหรือกวางสี (จีน: 廣西 ; ภาษากวางตุ้ง: gwong2-sai1) เป็นกลุ่มชาวจีนที่อพยพมาจาก
มณฑลกวางสี ส่วนใหญ่มาจากอำเภอหยง (容縣) และแถบอำเภอใกล้เคียง ช่วงแรกอพยพมา
อยู่แถบประเทศมาเลเซียก่อนแล้วค่อย ๆ เดินเท้าอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย อาศัยอยู่มาก
ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พูดภาษาจีน
กวางตุ้ง (ภาษาจีน:粵語) สำเนียง Gōulòu (ภาษาจีน:勾漏方言) เป็นภาษาหลัก ชาวจีนกวางไส
เป็นเกษตรกร ทำสวนยางพารากันเป็นส่วนมาก ไม่สันทัดเรื่องการค้าขาย จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน
มากนัก แต่ยังมีของที่พอเป็นที่รู้จัก ก็คือ ไก่กวางไสหรือไก่เบตง เป็นไก่พันธุ์เนื้อพื้นเมืองที่นำพันธุ์
มาจากประเทศจีน มีลักษณะพิเศษกว่าไก่ชนิดอื่น ๆ ,เคาหยก (扣肉) หมูสามชั้นต้มสุก ทอดส่วนที่
เป็นหนังและนำไปหมักด้วยเต้าหู้ยี้ เหล้าจีน น้ำขิง กระเทียมเล็กน้อย
แล้วนำมานึ่งเผือก กินคู่กับผักดอง
ฮ่อ
ฮ่อ เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชาวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางประเทศพม่าและประเทศ
ลาว ชาวจีนฮ่อส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือทั้งในเมืองและบนดอย หนึ่งในกลุ่มชนที่สำคัญ
คือชาวจีนหุย (回族 ; ภาษาจีนกลาง: Huízú) ซึ่งเป็นชาวจีนที่มีลักษณะเหมือนชาวจีนฮั่นทุกอย่างเพียง
แต่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวฮ่อในประเทศไทย 1 ใน 3 นับถือศาสนาอิสลาม นอกนั้นนับถือบรรพบุรุษ
เปอรานากัน
เปอรานากัน (มลายู: Peranakan) หรือ บาบ๋า-ย่าหยา
(Baba-Nyonya; จีน: 峇峇娘惹; ฮกเกี้ยน: Bā-bā Niû-liá) เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูแต่ไม่ได้
นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากในอดีตชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าขายในบริเวณ
ดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งสมรสกับ
ชาวมลายูท้องถิ่น[29] และภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่
สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายู หากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บาบ๋า
หรือบ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า ย่าหยาหรือโญญา (Nyonya)
และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของ
บรรพบุรุษมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำ
วัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวม ๆ ว่า จีนช่องแคบ
(อังกฤษ: Straits Chinese; จีน: 土生華人) โดยในประเทศไทยคนกลุ่มนี้จะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต
จังหวัดตรัง และจังหวัดพังงา ซึ่งมีบรรพบุรุษอพยพมาจากปีนังและมะละกา คนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรม
ใกล้เคียงกับกลุ่มเปอรานากันในประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์[30][31][32]
พื้นที่ จังหวัดภูเก็ต
ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทยมาตั้งแต่ราวรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (2347-2411) เพราะเกาะน้อยห้าร้อยตารางกิโลเมตรแห่งนี้
มีการทำเหมืองเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ ซึ่งพัฒนาการการทำเหมืองหาบในช่วงเวลาดังกล่าวต้องใช้
แรงงานกุลีจีนจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการอพยพของชาวจีนฮกเกี้ยนเข้ามายังภูเก็ต จนเกิดการผสม
ทางวัฒนธรรมเรียกว่า ภูเก็ตฮกเกี้ยน หรือ บาบ๋าภูเก็ต
แยกละเอียดได้ทุกจังหวัด คอยติดตามนะจ๊ะ พี่น้อง ลูกหลาน
อันนี้มีคนใจดีเขียนไว้ให้ พี่น้องเราเอง
*ขอขอบพระคุณ
คุณสมเกียรติ โอสถสภา สำหรับข้อมูลดีดีนี้นะครับ ***
( 10 )
ท่ามกลางซากพายุ…แสงแห่งมนุษยธรรมยังไม่ดับ. เบื้องหลังซากปรักหักพังที่พายุ
เฮอริเคน “โอติส” ทิ้งไว้ในเมืองอากาปุลโก ประเทศเม็กซิโก ได้ถูกจารึกเรื่องราวหนึ่งที่
สะเทือนใจไปทั่วโลก…
ท่ามกลางความโกลาหล ความสิ้นหวัง และเสียงร้องไห้ของผู้คนที่สูญเสียทุกอย่าง
ได้ปรากฏหญิงสาวคนหนึ่ง เธออาริซเบธ ดิโอนิซิโอ อัมโบรซิโอ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก
หน่วยรักษาความปลอดภัยประชาชน (SSC) แห่งเม็กซิโกซิตี้ ผู้พิสูจน์ว่าหน้าที่ของตำรวจ…
ไม่ใช่เพียง การรักษาความสงบ แต่คือการยืนหยัดเพื่อชีวิตของผู้อื่น
ในขณะที่เธอกำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผล
กระทบอย่างหนัก อาริซเบธได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วเบา…เสียงที่เหมือนจะถูกกลืนหายไป
กับความเงียบของซากอาคารที่ถล่มลง
เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ เธอพบหญิงแม่คนหนึ่งกำลังกอดลูกน้อยวัยเพียง 4 เดือน ไว้แน่น
ในอ้อมแขน ใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยความหมดหวัง
ทารกชายตัวเล็ก ๆ ร้องไห้อย่างอ่อนแรง… เขาไม่ได้กินอะไรเลยตลอด 3 วัน
เพราะแม่ของเขาไม่มีทั้งอาหาร ไม่มีน้ำสะอาด และร่างกายที่อ่อนล้าจนไม่สามารถผลิต
น้ำนมได้อีกต่อไป
------

สัญชาตญาณของ “แม่” เหนือเครื่องแบบ
อาริซเบธเองก็เป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดและยังอยู่ในช่วงให้นมบุตร ทันทีที่เห็นภาพนั้น…
หัวใจของเธอสั่นไหวเธอรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กคนนี้ ราวกับเป็นลูกของตัวเอง
โดยไม่ลังเล… ไม่สนใจเครื่องแบบที่สวมอยู่ ไม่สนใจฝุ่นควันหรือซากความพังทลายรอบตัว
อาริซเบธทรุดตัวลง และเอ่ยเพียงการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…เธออุ้มเด็กน้อยขึ้นมา และ
ให้นมเขาทันที ในช่วงเวลานั้น เธอมอบมากกว่าความอิ่มท้อง เธอมอบ “ความอบอุ่น”
มอบ “ความปลอดภัย” และมอบ “โอกาสรอดชีวิต” ให้กับดวงวิญญาณที่เปราะบางที่สุด
---
ความกล้าหาญที่เรียกว่า “ความเมตตา” การกระทำอันเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่นี้ ไม่เพียง
ช่วยชีวิตทารกจากภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหารอย่างรุนแรง
แต่มันยังจุดประกายความหวังขึ้นใหม่ในใจของผู้คนที่กำลังจมอยู่ในความสูญเสีย
อาริซเบธแสดงให้เห็นว่า… ความกล้าหาญที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การเผชิญอันตราย
แต่คือการมีหัวใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น…ในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่เหลืออะไรเลย
------
เกียรติยศแห่งมนุษยธรรม เพื่อยกย่องความเสียสละอันเกินหน้าที่ของเธอ
กรมตำรวจเม็กซิโกซิตี้ได้มอบรางวัลสูงสุดให้กับอาริซเบธ พร้อมทั้งเลื่อนตำแหน่ง
เพื่อเป็นการยืนยันว่า ความรัก ความเมตตา และความเป็นมนุษย์…
คือเกียรติสูงสุดของผู้พิทักษ์สังคม
------

เมื่อโลกพังทลาย…ความเป็นคนยังส่องแสง
เรื่องราวของ อาริซเบธ ดิโอนิซิโอ อัมโบรซิโอ เป็นเครื่องเตือนใจเราทุกคนว่า แม้ใน
ภัยพิบัติที่โหดร้ายที่สุด… มนุษยธรรมก็ยังสามารถเปล่งประกายได้ เธอไม่ใช่เพียงตำรวจ
ที่สวมตรา แต่คือผู้ปกป้อง คือแม่ และคือ “ฮีโร่” ที่แท้จริง
ผู้พิสูจน์ว่า… ความรักและความห่วงใย คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเยียวยาโลกที่บอบช้ำ
Daud Abdulrahman
ภาพ/ข้อมูล : Atta Ur Rehman
เฮอริเคน “โอติส” ทิ้งไว้ในเมืองอากาปุลโก ประเทศเม็กซิโก ได้ถูกจารึกเรื่องราวหนึ่งที่
สะเทือนใจไปทั่วโลก…
ท่ามกลางความโกลาหล ความสิ้นหวัง และเสียงร้องไห้ของผู้คนที่สูญเสียทุกอย่าง
ได้ปรากฏหญิงสาวคนหนึ่ง เธออาริซเบธ ดิโอนิซิโอ อัมโบรซิโอ เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก
หน่วยรักษาความปลอดภัยประชาชน (SSC) แห่งเม็กซิโกซิตี้ ผู้พิสูจน์ว่าหน้าที่ของตำรวจ…
ไม่ใช่เพียง การรักษาความสงบ แต่คือการยืนหยัดเพื่อชีวิตของผู้อื่น
ในขณะที่เธอกำลังปฏิบัติภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผล
กระทบอย่างหนัก อาริซเบธได้ยินเสียงร้องไห้แผ่วเบา…เสียงที่เหมือนจะถูกกลืนหายไป
กับความเงียบของซากอาคารที่ถล่มลง
เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ เธอพบหญิงแม่คนหนึ่งกำลังกอดลูกน้อยวัยเพียง 4 เดือน ไว้แน่น
ในอ้อมแขน ใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยความหมดหวัง
ทารกชายตัวเล็ก ๆ ร้องไห้อย่างอ่อนแรง… เขาไม่ได้กินอะไรเลยตลอด 3 วัน
เพราะแม่ของเขาไม่มีทั้งอาหาร ไม่มีน้ำสะอาด และร่างกายที่อ่อนล้าจนไม่สามารถผลิต
น้ำนมได้อีกต่อไป
------
อาริซเบธเองก็เป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดและยังอยู่ในช่วงให้นมบุตร ทันทีที่เห็นภาพนั้น…
หัวใจของเธอสั่นไหวเธอรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กคนนี้ ราวกับเป็นลูกของตัวเอง
โดยไม่ลังเล… ไม่สนใจเครื่องแบบที่สวมอยู่ ไม่สนใจฝุ่นควันหรือซากความพังทลายรอบตัว
อาริซเบธทรุดตัวลง และเอ่ยเพียงการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…เธออุ้มเด็กน้อยขึ้นมา และ
ให้นมเขาทันที ในช่วงเวลานั้น เธอมอบมากกว่าความอิ่มท้อง เธอมอบ “ความอบอุ่น”
มอบ “ความปลอดภัย” และมอบ “โอกาสรอดชีวิต” ให้กับดวงวิญญาณที่เปราะบางที่สุด
---
ช่วยชีวิตทารกจากภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหารอย่างรุนแรง
แต่มันยังจุดประกายความหวังขึ้นใหม่ในใจของผู้คนที่กำลังจมอยู่ในความสูญเสีย
อาริซเบธแสดงให้เห็นว่า… ความกล้าหาญที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การเผชิญอันตราย
แต่คือการมีหัวใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น…ในช่วงเวลาที่พวกเขาไม่เหลืออะไรเลย
------
กรมตำรวจเม็กซิโกซิตี้ได้มอบรางวัลสูงสุดให้กับอาริซเบธ พร้อมทั้งเลื่อนตำแหน่ง
เพื่อเป็นการยืนยันว่า ความรัก ความเมตตา และความเป็นมนุษย์…
คือเกียรติสูงสุดของผู้พิทักษ์สังคม
------
เรื่องราวของ อาริซเบธ ดิโอนิซิโอ อัมโบรซิโอ เป็นเครื่องเตือนใจเราทุกคนว่า แม้ใน
ภัยพิบัติที่โหดร้ายที่สุด… มนุษยธรรมก็ยังสามารถเปล่งประกายได้ เธอไม่ใช่เพียงตำรวจ
ที่สวมตรา แต่คือผู้ปกป้อง คือแม่ และคือ “ฮีโร่” ที่แท้จริง
ผู้พิสูจน์ว่า… ความรักและความห่วงใย คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเยียวยาโลกที่บอบช้ำ
Daud Abdulrahman
ภาพ/ข้อมูล : Atta Ur Rehman


