หน้า 1 จากทั้งหมด 1

บทความน่ารู้ โดยจิตศรัทธา ( 2 )

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ม.ค. 15, 2026 3:27 pm
โดย rosa-lee
( 1 )


🕊 การประจักษ์พระมารดาพระเจ้าแห่งซิลูวา ลิธัวเนีย 🕊

🌟 การปรากฎกายของมารดาพระคริสต์ต่อโปรแตสแตนท์ลัทธิคาลวิน (Calvinism)
ที่เบียดเบียนทำลายล้างคาทอลิกเกือบหมดประเทศ
🌟 โบสถ์คาทอลิกประจำประเทศที่เคยเกิดการอัศจรรย์มากมายจนวันที่ถูกโปรแตสแตนต์
ทำลายราบคาบกลับเกิดอัศจรรย์มากมายอีกครั้งจนปัจจุบันจนได้สมญาว่า
ลูรด์แห่งยุโรปตะวันออก

✝️เมื่อลิธัวเนียเป็นชาติคริสตศาสนา✝️

ในปี คศ. 1251 เมื่อแกรนด์ดยุก Mindaugas แห่งลิธัวเนียได้รับการล้างบาปเข้าสู่คริสตศาสนา
ชาวลิธัวเนียกก็ได้เข้าเป็นคริสตชนทั้งหมด พระศาสนจักรสากลเจริญรุ่งเรืองเผยแผ่ทั่วลิธ้วเนีย
จนปี 1457 ขุนนางชื่อ Petras Giedgaudas ซึ่งเป็นที่ปรึกษาพระเจ้า Vytautas มหาราช ได้สร้าง
โบสถ์ขึ้นที่เมืองซิลูวา(Siluva) และได้นำภาพไอค่อนพระมารดาพระเจ้าอุ้มพระเยซูคริสต์ที่ถือ
พระคัมภีร์มาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ โดยให้ชื่อว่า วัดแม่พระบังเกิด และได้กลายเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียง มีผู้แสวงบุญจำนวนมากทั่วลิธัวเนียเดินทางมาที่นี่ มาขอพร
มีอัศจรรย์เกิดขึ้น และผู้คนหายจากโรคร้ายต่างๆ

✝️การรุกรานเบียดเบียนของโปรแตสแตนต์ในลิธัวเนีย✝️

ในศตวรรษที่16 เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาคริสต์จนเกิดนิกายโปรแตสแตนท์ต่างๆในยุโรป
โปรแตสแตนต์นิกายคาลวิน เริ่มไหลบ่าเข้ามาในลิธัวเนีย ในปี1532 เมื่อชนชั้นสูงในลิธัวเนียเริ่ม
เปลี่ยนเป็นโปรแตสแตนต์ ก็เริ่มมีการเบียดเบียนบังคับประชาชนให้เปลี่ยนจากคาทอลิกมาเป็น
โปรแตสแตนต์ วัดคาทอลิกที่แข็งข้อถูกทำลาย นักบวชและบาดหลวงถูกบังคับให้สึก หรือถูก
เนรเทศ เด็กๆถูกสั่งให้เรียนศาสนาแบบโปรแตสแตนต์จากศิษยาภิบาลคาลวิน แต่กระนั้นเหล่า
คาทอลิกที่ไม่ยอมทิ้งความเชื่อยังคงแอบทำกิจศาสนาแบบคาทอลิก และมาแสวงบุญที่วัดแห่ง
ซิลูวานี้ จนถึงปี 1551 การเบียดเบียนกวาดล้างคาทอลิกก็มาถึงวัดอันสำคัญแห่งลิธัวเนียในเมืองซิลูวา
คุณพ่อ ฮอนัส (Fr. Honas Holubka)เจ้าอาวาสวัดแม่พระบังเกิด จึงได้นำของสำคัญของวัดรวมทั้ง
รูปไอค่อนแม่พระใส่กล่องเหล็กที่แข็งแรงมากกล่องหนึ่ง และฝั่งซ่อนไว้ ก่อนจะหลบหนีการเบียดเบียน
และเพื่อเป็นการทำลายศูยน์รวมจิตใจชาวคาทอลิก วัดแม่พระบังเกิดแห่งซิลูวาลิธัวเนียอันงดงาม
ก็ถูกชาวลัทธิคาลวินทำลายลงจนราบคาบ

✝️การปรากฎกายของสองแม่ลูกผู้สว่างเจิดจ้า✝️

ยาวนานร่วม80ปี ที่คริสตชนและความเชื่อคาทอลิก ถูกทำลายให้ล้มหายตายจากไปจากดินแดนนี้
จนแทบหมดสิ้น ในปีคศ.1608 เด็กชาวบ้านในซิลูวา ต้อนฝูงสัตว์ไปยังทุ่งราบที่พวกเขาไม่เคยรู้เลย
ว่าทุ่งหญ้านี้เคยเป็นที่ตั้งวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีชื่อเสียงของชนชาติตน

ขณะที่พวกเขากำลังเลี้ยงแกะและเล่นสนุก พวกเขาก็สะดุดกับภาพนิมิตอันงดงาม ของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ที่อุ้มลูกน้อยของเธอในอ้อมแขน เธอยืนบนก้อนหิน และไม่พูดสิ่งใดเลย หากแต่ร้องไห้อย่างขมขื่น
พวกเขาไม่รู้ว่าเธอคือใคร แต่ก็รู้ว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเพราะเธอและลูกชายของเธอมีแสงสว่าง
ไสวอย่างอัศจรรย์ เด็กๆรีบวิ่งกลับไปบอกพ่อแม่และคนในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครเชื่อและคิดว่าเด็กๆ
เล่นเหลวไหล แต่เมื่อพวกเขานำเด็กๆมาแยกสอบสวน แม้เด็กที่อายุน้อยที่สุดก็เล่าตรงกันถึงลักษณะ
ของหญิงสาวผู้งดงามกับลูกชายของเธอ แต่งกายไม่เหมือนคนสมัยนั้นในลิธัวเนีย แต่มีผ้าคลุมผมสีขาว
และชุดยาวสีฟ้า ผมสีน้ำตาลสลวย เธอร้องไห้อย่างเศร้าโศก จนน้ำตาบางหยดไหลตกเป็นประกาย
บนก้อนหินที่เธอเหยียบยืน และทั้งเธอและลูกชายนั้นมีแสงประหลาดเรืองรองตลอดเวลา

วันรุ่งขึ้นชาวบ้านตกลงใจตามเด็กๆไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้ง และคราวนี้ ศิษยาภิบาลโปรแตสแตนต์
คาลวินที่สอนศาสนาแก่เด็กๆชื่อ ซาเลียโมนัส (Saliamonas) ก็ไปด้วย เขาพยายามโน้มน้าวทุกคนว่า
สิ่งที่เห็นมาจากปีศาจ เป็นปีศาจปลอมตัวมาเพื่อนำเด็กๆหันเหออกจากนิกายคาลวินไปหลงผิดเป็น
คาทอลิก ทันใดนั้นเอง สตรีและบุตรชายของเธอก็ปรากฎกายอย่างสว่างไสวขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
พวกผู้ใหญ่ต่างตกใจกลัวมาก สตรีงามนั้นร้องไห้ และไม่พูดสิ่งใด ศบ.ซาเลียโมนัส จึงรวบรวมความกล้า
ถามเธอว่า "เธอร้องไห้ทำไม" สตรีงามผู้นั้นจึงตอบเขาว่า

"แต่เดิม ทั่วผืนดินนี้ พระบุตรสุดที่รักของฉันได้รับการนมัสการจากผู้คนมากมาย แต่ตอนนี้ พวกเขากลับ
ทำให้ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ กลายเป็นเรือกสวนไร่นาและที่เลี้ยงสัตว์"

ทันใดนั้นหญิงงามผู้โศกเศร้ากับลูกชายของเธอก็หายวับไปต่อหน้าทุกคน การเล่าลือเรื่องสตรีงามผู้อุ้ม
บุตรชายแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านและตำบล ปากต่อปากเร็วกว่าไฟลามทุ่ง จนไปถึงหูชายชราตาบอด
อายุร้อยกว่าปีคนหนึ่งในหมู่บ้านใกล้ๆ

✝️ตามหาหีบสมบัติ✝️

ชายชราตาบอดระลึกนึกได้ว่า เมื่อยังเป็นเด็กหนุ่มเขาเคยช่วยคุณพ่อเจ้าวัดคนสุดท้ายของซีลูวาฝัง
กล่องที่บรรจุสมบัติล้ำค่าของวัดไว้ข้างก้อนหินในคืนวันหนึ่งเมื่อแปดสิบปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงขอให้
ชาวบ้านช่วยพาไปที่นั่นเพื่อชี้จุด แต่ยังไม่ทันถึงสถานที่นั้น ดวงตาที่มืดบอดเพราะวัยชราของเขาก็ได้
รับการรักษาให้หาย ทำให้เขาคุกเข่าลงด้วยความปลื้มปิติและขอบพระคุณพระเจ้า ดังนั้นเขาจึงสามารถ
ชี้จุดที่แน่นอนได้ และเมื่อทำการขุดก็พบกล่องโลหะที่บรรจุรูปไอค่อน อุปกรณ์มิสซา และเอกสารสำคัญต่างๆ

ซึ่งเอกสารสำคัญ คือโฉนดที่ดินของวัด และเอกสารระบุว่ากษัตริย์ได้เคยยกถวายที่ดินนี้แก่พระศาสนจักร
คาทอลิก ซึ่งแม้การต่อสู้ในชั้นศาลที่ ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่เป็นโปรแตสแตนต์มากกว่าครึ่ง ในที่สุด
ก็สามารถโอนที่ดินคืนมาได้ถึงจะใช้เวลานานร่วม 10 ปี ก็ตาม

✝️วัดของพระบุตรสุดที่รักของแม่กลับคืนมา✝️

ข่าวการชนะคดีในปี 1622 และเสียงร่ำลือเรื่องการประจักษ์ของแม่พระ นำชาวคาทอลิกที่ต้องเก็บซ่อน
ความศรัทธาของตนไว้ กลับฟื้นคืนสู่ลิทัวเนียอีกครั้ง เมื่อวัดไม้หลังเล็กตั้งขึ้นมาในปี 1627 และรูปไอค่อน
เก่าแก่ มารดาพระเจ้าอุ้มพระบุตรผู้ถือพระคัมภีร์ไว้ในมือ ได้ถูกนำกลับมาประดิษฐานในวัดอีกครั้ง ก็เกิด
การแสวงบุญ และการอัศจรรย์ต่างๆ ข่าวการเกิดอัศจรรย์มากมาย นำผู้คนทั่วลิธัวเนียมาที่วัดแห่งนี้
จนถึงปี ค.ศ.1641 จึงได้มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้แสวงบุญที่หลั่งไหลกันมา
ยังที่นี่พร้อมโรงเรียนฟรีสำหรับเด็กในหมู่บ้าน

วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1775 พระสันตะปาปาปิโอที่ 6 ก็ได้ประกาศรับรองการประจักษ์ของแม่พระ
แห่งซิลูวา ในปี 2002 วัดแม่พระบังเกิดแห่งซิลูวา ได้รับการอภิเษกเป็นมหาวิหารแม่พระบังเกิด
(Basilica of the Birth of the Blessed Virgin Mary) หินที่แม่พระะเหยียบเมื่อประจักษ์มายังคง
ประดิษฐานในมหาวิหารที่ตำแหน่งเดิมของมัน และผู้คนนับหมื่น เดินทางมาแสวงบุญที่นี่
และเฉลิมฉลองการประจักษ์ของแม่พระแห่งซิลูวาในทุกปี

การประจักษ์ของแม่พระนี้ไม่ใช่เพียงการทวงที่ดินวัด หรือเพื่อรักษาภาพไอค่อน แต่คือ
การทวงคืนศรัทธา ที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิต จิตวิญญาณ และประวัติศาสตร์นับร้อยปีของ
บรรพบุรุษคริสตชนชาวลิธัวเนีย

การประจักษ์ของแม่พระแห่งซิลูวา บอกเราว่า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเราเลย แม้ในเวลาถูก
เบียดเบียน และในเวลาที่ความศรัทธาถูกกดขี่จนเกือบจางหาย แม่ไม่สามารถทอดทิ้งลูก
ของตนฉันใด มารดาของบรรดาคริสตชนย่อมไม่สามารถทอดทิ้งพงศ์พันธ์ของนางได้ฉันนั้น

ในยามที่สถานการณ์ในชีวิตเลวร้าย จนเรารู้สึกเหมือนถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เหมือนศรัทธาของเรา
ถูกพรากไป ขอพระเยซูคริสต์ผู้กลับคืนชีพทรงฟื้นจิตวิญาณแห่งความเชื่อของเรากลับมาด้วยเทอญ
ขอแม่พระแห่งซิลูวา ข่วยวิงวอนเทอญ

cr. facebook.com/holysmn

Re: บทความน่ารู้ โดยจิตศรัทธา ( 2 )

โพสต์แล้ว: พุธ ก.พ. 11, 2026 5:18 pm
โดย rosa-lee
( 2 )

✝️ เมื่อพระเยซูถูกท้าทายด้วยกฎหมายที่ขัดหลักศาสนา ✝️

(มัทธิว 22:15-21)
ครั้งนั้น ชาวฟาริสีปรึกษากันเพื่อจับผิดพระวาจาของพระเยซูเจ้า จึงส่งศิษย์ของตนพร้อมกับคนที่
เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรดมาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนเที่ยงตรง
สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง โดยไม่ลำเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร ดังนั้น
โปรดบอกเราเถิดว่า ท่านมีความเห็นว่าการเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์เป็นการถูกต้องหรือไม่”
พระเยซูเจ้าทรงหยั่งรู้เจตนาร้ายของเขา จึงตรัสว่า “พวกคนเจ้าเล่ห์ เจ้ามาทดลองเราทำไม จงนำเงิน
ที่ใช้เสียภาษีมาให้ดูสักเหรียญหนึ่ง” เขาก็นำเงินเหรียญมาถวาย พระองค์จึงตรัสถามว่า “รูปและคำ
จารึกนี้เป็นของใคร” เขาตอบว่า “เป็นของพระจักรพรรดิซีซาร์” พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์
จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”

-------------------------------------------

ศาสนายิวคือศาสนาของชนชาติยิว และชาวยิวปกครองประเทศและพลเมืองด้วยหลักศาสนา
ปัจจุบันโลกส่วนใหญ่ไม่เห้นด้วยกับการใช้กฎศาสนามาเป็นกฎหมายประเทศ แต่ เรายังเห็น
ตัวอย่าง การทำแบบนี้ในประเทศในตะวันออกกลางบางแห่ง

ในยุคสมัยพระเยซู โรมันปกครองอิสราเอล และชาวยิวต้องเสียภาษีให้โรมัน แต่สำหรับชาวยิวที่
เคร่งครัดศาสนา พวกเขาถือว่าพระเจ้าคือกษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียวของพวกเขา การเสียภาษี
ให้ซีซาร์จึงเป็นการละเมิดสิทธิของพระเจ้า

ฟาริสี คือกลุ่มคนดีและเคร่งครัดถูกต้องในศาสนาเป็นพิเศษ(ในความคิดของพวกเขาเอง) พวกเขา
เกลียดชังโรมัน และพวกเขาก็เกลียดชังพระเยซู และพลังความเกลียดของพวกเขาก็ทำให้ไม่ลังเลที่
จะยืมมือศัตรูฝ่ายหนึ่งหนึ่งมาทำลายสิ่งที่ตัวเกลียดอีกฝ่ายหนึ่ง

พวกเขาลากเอา ปัญหากฎหมายที่ขัดหลักศาสนา มาตั้งคำถามอันเป็น"คำถามกับดัก"ที่มุ่งเน้นสู่การ
ทำลายพระเยซู เพราะการตอบ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" ล้วนนำหายนะมาสู่พระเยซูเอง

ถ้าพระเยซูตอบว่า "ใช่" ต้องเสียภาษีให้โรมัน พวกเขาจะประณามพระเยซูว่าขายชาติชั่วช้า ทรยศ
พระเจ้า เหมือนที่เขาถือว่าคนเก็บภาษีเป็นคนบาปเป็นชายชั่วขายชาติ อยู่ในระดับเดียวกับโสเภณี
หญิงชั่วขายตัว ที่ต้องตกนรกหมกไหม้

ถ้าพระเยซูตอบว่า "ไม่" ไม่ต้องเสียภาษีให้โรมัน เขาจะเรียกทหารโรมันมาจับพระเยซูฐานกบฎ
และละเมิดกฎหมาย

พวกเขาคงคิดว่าพวกตัวฉลาดกันมากที่ไม่ว่าตอบอะไร ก็ พาคนตอบให้ไปสู่ทางพังพินาศ
ทางใดทางหนึ่ง

แต่สิ่งที่พระเยซูทำคือสิ่งที่ชาวยิวยุคนั้นจินตนาการไม่ออกเลย เพราะมันคือสภาวะทั่วไปใน
โลกยุคปัจจุบัน2000ปีต่อมา คือ แยกการเมือง ออกจากศาสนา แล้วปัญหานั้นจะหมดลงทันที

พระเยซูไม่ตอบว่า ใช่ หรือว่า ไม่ แต่ทรงสอนหลักการใหม่ขึ้นมาเลยคือ เลิกเอากฎศาสนาไป เป็น
กฎหมายบ้านเมืองได้แล้ว เพราะมันโอเค ถ้าทั้งประเทศมีคนเชื้อชาติเดียวศาสนาเดียว แบบที่ยิว
"เคย"เป็นมาตลอด แต่ถ้าวันใดที่ประเทศเปลี่ยนไป กลายเป็นประเทศที่รวมคนหลากหลายศาสนา
เข้าด้วยกัน วิธีเดิมๆนั้นจะกลายเป็นปัญหาทันที (เป็นปัญหาอย่างไรให้ดูบางประเทศที่เอา
หลักศาสนามาเป็นกฎหมาย ในยุคปัจจุบันนี้ก็ได้)

พระเยซูตอบชัดเจนว่า ในเวลาที่ประเทศมีคนแตกต่างหลากหลายทางศาสนา
คริสตชนจะมีสถานะ 2อย่าง

1เป็นพลเมืองประเทศ(ประชากรในปกครองของซีซาร์)
2เป็นคริสตชน(ลูกของพระเจ้า)

และพระเยซู ไม่ได้ให้เราละเมิดหรือล้มล้างกฎหมาย แต่ให้เราประพฤติตนในฐานะของตน
ให้ถูกต้องทั้งสองสถานะ ถ้าเทียบเคียงยุคปัจจุบันก็อย่างเช่น

ประเทศมีกฎหมายให้หย่าร้างได้ แต่คริสตชนโดยเฉพาะคาทอลิกก็ไม่เคยเปลี่ยนคำสอนว่า
ให้หย่าร้างได้ และทางศาสนจักรไม่ได้ยอมรับสถานะการหย่าทางกฎหมายหากเขาได้
แต่งงานตามศาสนาแล้ว

ประเทศที่มีการค้าประเวณีถูกกฎหมาย คริสตชนถ้าไปทำอาชีพนี้ อาจถูกกฎหมาย แต่ก็ยังคง
ไม่ถูกหลักศาสนา ศาสนาก็ไม่รับรองหรือสนับสนุนให้สมาชิกไปทำแต่อย่างใด

ประเทศที่ไม่ได้ห้ามขายหมู ถ้าคุณเป็นมุสลิม คุณแค่ไม่ไปซื้อไปกินหมู

ประเทศที่ยังมีขายเหล้า ถ้าคุณเป็นพุทธ ไม่ต้องการผิดศีล ก็ไม่ต้องไปซื้อเหล้าดื่ม

เพราะกฎหมายประเทศไม่ได้มีหน้าที่สอนให้คนทำดี หรือเป็นคนดีตามหลักศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

กฎหมายประเทศ มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ของคนทุกศาสนา(และแม้ไม่มีศาสนา)
ในประเทศนั้น ทำหน้าที่ควบคุมการละเมิด และรองรับการปฏิบัติที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
ของทุกคน ทุกศาสนารวมไปถึงคนไม่มีศาสนา เพื่อทุกคนจะอยู่ร่วมกันในความแตกต่าง
หลากหลาย ได้อย่างสงบสันติ

ดังนั้นเป็นธรรมดามาก หากมีกฏหมายที่ออกมาเพื่อรองรับคนศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาของเรา
ในเมื่อเราอยู่ในประเทศที่มีหลากหลายศาสนา และโดยเฉพาะเป็นประเทศ ที่มีหลักว่าจะแยก
กฎหมายประเทศ ออกจากกฎศาสนา จะเป็นธรรมดามากที่เราจะพบว่ามีกฎหมายของประเทศ
สักข้อสองข้อที่ขัดหลักศาสนาของเรา

พระเยซูปฏิวัติวิธีคิดของชาวยิวยุคนั้นที่คิดว่า "กฏศาสนาคือกฎหมายประเทศ" นี่คือหลักการที่
ล้ำสมัยมากในยุค2000ปีก่อน ในเวลาต่อมา นักเทววิทยา และนักปราชญ์พระศาสนจักรจำนวนมาก
เช่น น.ออกัสติน น.โธมัส อไควนัส ล้วนเสนอหลักการเดียวกันคือ ควรแยกการปกครองประเทศกับ
การปกครองศาสนาออกจากกัน แม้ในประวัติศาสตร์เราจะพบว่าหลักการนี้ ถูกล่วงละเมิดบ้างบาง
ช่วงเวลา เราก็เห็นจากประวัติศาสตร์เช่นกันว่า ในเวลาที่ศาสนาเข้ายุ่งวุ่นวายกับการเมืองมากเกินไป
เป็นช่วงที่ศาสนาดูเสื่อมเสียเสมอ

ในยามที่คริสตชนพบปัญหาการขัดแย้งระหว่างกฎหมายและกฎศาสนา
เรายึดหลักการที่ พระเยซูสอนไว้ได้เสมอ
“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”

cr. www.facebook.com/holysmn

Re: บทความน่ารู้ โดยจิตศรัทธา ( 2 )

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.พ. 13, 2026 3:49 pm
โดย rosa-lee
. ( 3 )


+++ เมื่อพระเยซูปรากฎกายมาสั่งให้วาดภาพของพระองค์ พระองค์เจาะจงว่าใต้ภาพต้องมี
ข้อความว่า "พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์" +++

"เพื่อทุกคนที่วางใจพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์"(ยอห์น 3:15)

22 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1931 ซิสเตอร์มาเรีย โฟสตินา โควัลสกา
(Sister Maria Faustina Kowalska)
ซิสเตอร์คณะภคินีพระมารดาแห่งความเมตตา
(The Congregation of the Sisters of Our Lady of Mercy)
ชาวโปแลนด์ได้เห็นการประจักษ์ของพระเยซู พระเยซูปรากฎกายมาหาเธอแสงสว่างจากหัวใจ
ของพระองค์พวยพุ่ง(เป็นสีของโลหิตและน้ำที่ไหลออกมาจากอกของพระองค์เมื่อถูกทหาร
แทงสีข้างเมื่อตอนถูกตรึงกางเขน) และทรงบอกเธอว่า

"จงวาดรูปขึ้นมาตามภาพที่ลูกเห็นนี้และให้มีคำจารึกว่า 'พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์' "

พระองค์ให้เธอบอกแก่พระศาสนจักร เพื่อให้ประกาศสารของพระองค์ คือภาพที่มีข้อความ
ใต้ภาพนี้ ไปทั่วโลก พระองค์ตรัสว่า พระเมตตาของพระองค์ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต และภาพนี้จะ
เป็นดังสื่อ หรือ ภาชนะ ที่พระองค์จะประทานพระเมตตาอันไร้ขอบเขตแก่ผู้ที่ "วางใจในพระองค์"

"คนที่วางใจในพระบุตรจะไม่ถูกพิพากษา"( ยอห์น 3:18 )

หลังจากซิสเตอร์เสียชีวิตเมื่อวัย33ปี พระศาสนจักรคาทอลิกสอบสวนเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและ
ยาวนานเกือบ70ปี กว่าจะประกาศยอมรับว่าพระเยซูได้มาหาซิสเตอร์จริง และประกาศวันฉลอง
"พระเมตตาของพระเยซู" ใน ปี คศ.2000 สมัยพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่2

น่าสนใจมากที่คำว่า ให้"วางใจ"ในพระเยซู ถูกใช้บ่อยในพระคัมภีร์ส่วนประวัติพระเยซู
ที่บันทึก โดย น.ยอห์น แต่แทบไม่ถูกใช้โดยผู้บันทึกท่านอื่น

"ทุกคนที่วางใจในเราจะไม่อยู่ในความมืด"(ยอห์น 12:46)

"เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่วางใจก็มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 6:47)

“อย่าให้ใจของพวกท่านเป็นทุกข์เลย พวกท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย"(ยอห์น 14:1)

ดังที่ผมได้เคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้ว่า เทววิทยา ในพระคัมภีร์ส่วนของ ยอห์นนั้น เหนือชั้น
และปรัชญาลึกซึ้งกว่าอีก3ฉบับ การที่ยอห์นเน้นคำนี้มาก แทนจะพูดว่า ให้รัก ให้เชื่อ ซึ่งเป็นคำ
ง่ายๆ แต่ใช้คำว่าวางใจ ซึ่งมีความหมายลุ่มลึกมาก เพราะในความสัมพันธ์นั้น ความวางใจ
จะเกิด ขึ้นเมื่อเชื่อสุดใจ และรักหมดใจเท่านั้น ความสงสัยเพียงนิด ความเคลือบแคลง หรือ
ความรักที่ไม่มากพอ ย่อมทำให้ยากที่เราจะไว้วางใจใครคนใดคนหนึ่งได้อย่างหมดใจ ยิ่งไป
กว่านั้น คริสตชน จำนวนมาก มีปัญหา ความทุกข์ระทมในชีวิตก็เพราะความกลัว ถ้ายังมีความ
กลัว ซึ่งความกลัว แปรผันตรงความวางใจในพระเจ้าของเรา คือกลัวมากแปลว่าวางใจน้อย
ยิ่งวางใจพระเจ้ามากยิ่งไม่มีความกลัว

"เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์" (สดุดี 56:3)

เราจึงพบคนมากมายที่ถ้าเราถามเขา (หรือแม้แต่ถามตัวเราเอง) ว่า รักพระเจ้าไหม รักสิ
เชื่อพระเจ้าไหม เชื่อสิ แต่ถามต่อว่า วางใจไหม....คำตอบนี้จะไม่ออกมาเร็วเหมือน2คำตอบแรก

บางคนรักพระเจ้า แต่คิดว่าพระเจ้าคงไม่รักฉันเพราะฉันไม่ดี มีบาป ไม่มีค่า บางคนเชื่อพระเจ้า
แต่คิดว่าพระเจ้าคงไม่ช่วยอะไรฉัน พระเจ้าคงเหมือนๆกับเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป ที่ทำไม่ได้
ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาในชีวิตจึงไปหาเรื่องโชคลางหรือขอพรสิ่งอื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเจอเรื่องร้ายหรือมีทุกข์ ความวางใจจะถูกสั่นคลอนก่อนทุกสิ่ง
จากนั้น ความรัก ความเชื่อ ก็จะถูกบั่นทอนตามมา

เพราะเราจะยังคงวางใจได้หรือไม่ว่า ในสถานการณ์อันเลวร้าย ในเวลาที่ทุกข์ขมขื่น พระเจ้ายัง
คงอยู่กับเรา และไม่เคยทอดทิ้งเรา และมีทางออกให้กับเราอย่างแน่นอน ในยามที่เราวอนขอแล้ว
ไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราผิดหวัง เรายังวางใจหรือไม่ว่า พระเจ้าทางมีวิธีของพระองค์และทรงมี
แผนการที่ดีสำหรับเราที่รอเราอยู่ข้างหน้า

ความวางใจ ผูกติดกับความหวังอย่างยิ่ง เพราะความหวังของเราจะไม่พังทลายหรือสลายหายได้
หากความวางใจในพระเจ้าของเรานั้นแข็งแรง

ในเวลา 2000 ปี ที่คริสตชน เน้นสอนถึงความเชื่อ ความรัก ในพระเจ้า จนมีคริสตชนนับพันล้านคน
ทั่วโลก คงถึงเวลาที่มวลคริสตชนต้องเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพื่อจะฝ่าฟันการต่อสู้แห่งจิตวิญญาณที่
เข้มข้นขึ้นในโลกนี้ พระเยซูจึงเสด็จมาเน้นย้ำคำสอนนี้ด้วยตัวพระองค์เอง และประทานสื่อด้วยภาพ
ที่เข้าใจง่าย ว่าความรักและเมตตาของพระองค์นั้นมากมายมหาศาลไม่มีวันหมด จนพวยพุ่งออกมา
จากหัวใจของพระองค์เพื่อประทานให้มนุษย์ทุกคน ที่เพียง "วางใจ" ในพระองค์เท่านั้น

"ทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เธอเชื่ออย่างนี้ไหม?” (ยอห์น 11:26)

Cr. facebook.com/holysmn

Re: บทความน่ารู้ โดยจิตศรัทธา ( 2 )

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.พ. 13, 2026 4:04 pm
โดย rosa-lee
( 4 )

😇ชายร่างยักษ์ ผู้ตามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ✝️

นักบุญคริสโตเฟอร์ (Saint Christopher) เป็นหนึ่งในนักบุญยุคแรกของชาวคริสต์ มีชีวิตในราวศตวรรษที่ 3 ตั้งแต่ยุคโรมันเบียดเบียน และมีชีวิตอยู่ช่วงก่อนการจัดสาระบบพระคัมภีร์เสียอีก ปีเกิดของท่านจึงยังไม่มีหลักฐานแน่นอน นอกจากหลักฐานว่าเสียชีวิตช่วงปี คศ.251 และเหมือนคริสตชนมากมายในยุคแรกที่รับเชื่อมาเป็นคริสตชนเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดังนั้นแน่นอนว่าชื่อตอนกำเนิดของท่านย่อมไม่ใช่ "คริสโตเฟอร์" ท่านเป็นนักบุญในสาระบบ คาทอลิก ออธอดอกซ์ ลูเธอรัน และแองกลีกัน

⭐️ชายผู้ปรารถนาจะรับใช้กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก⭐️

บุรุษชาวคานาอันผู้หนึ่งร่างกายใหญ่โตผิดคนธรรมดา มีนามว่า "เรโพรบุส"(Reprobus) มีเรี่ยวแรงมหาศาล และตามบันทึกร่างกายเขามีความสูงถึงประมาณ 2.3 เมตร อาศัยอยู่ในแคว้นคานาอันเป็นเวลาหลายปี เขารับใช้กษัตริย์คานาอัน และเขาตั้งใจว่าจะรับใช้ "กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่ากษัตริย์พระองค์นั้นกลัวปีศาจ ดังนั้นเขาจึงละทิ้งกษัตริย์และเดินทางตามหาปีศาจเพื่อไปรับใช้ปีศาจ จนพบปีศาจตัวหนึ่งเขาขอติดตามเพื่อรับใช้มัน วันหนึ่งเขาพบว่าปีศาจตัวนั้น เดินเลี่ยงเส้นทางที่มีไม้กางเขนประดิษฐานอยู่ เขาจึงพบว่าปีศาจนั้นเกรงกลัวพระเจ้าอย่างมาก เขาจึงละทิ้งปีศาจและออกตามหาพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของสัญลักษณ์นี้

⭐️ ภารกิจตามหาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ⭐️

เรโพรบุสตระเวนไปทั่วโลก เพื่อตามหาพระเจ้า จนได้พบนักพรตในศาสนาคริสต์ท่านหนึ่ง
นักพรตได้สอนเขาให้รู้จักพระเป็นเจ้า คือพระเยซูคริสต์ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สิ้นพระชนม์
บนไม้กางเขนและกลับคืนชีพ เขาจึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะพบ
พระคริสต์เพื่อรับใช้พระองค์

🙏 พลีกรรมก็ไม่ชำนาญ อธิษฐานก็ไม่เก่ง 🙏

เรโพรบุสพบว่าตนเองนั้นไม่สามารถปฏิบัติถือพรตแบบท่านนักพรตได้เลย เขาไม่สามารถ
อดอาหารมากๆได้ และอธิษฐานภาวนาไม่เก่งเอาซะเลย ท่านนักพรตจึงแนะนำให้เขาทำ
การรับใช้พระเจ้าในแบบอื่นแทนซึ่งน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า คือการรับใช้เพื่อนมนุษย์
เหมือนได้รับใช้พระเจ้าเอง อารามนั้นอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ที่ไหลเชี่ยว ด้วยร่างกายใหญ่โต
ของเขา น่าจะเหมาะกับการอารักขาดูแลความปลอดภัยของผู้ข้ามฟาก ชายร่างยักษ์จึงทำ
หน้าที่นี้อย่างแข็งขัน เพื่อเป็นการรับใช้พระเจ้า

วันหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งมาที่ริมน้ำ และขอให้ชายร่างยักษ์ช่วยพาเขาข้ามฟากที เด็กน้อย
ตัวนิดเดียว งานนี้จึงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมากสำหรับยักษ์ใหญ่อย่างเขา ขณะที่เรโพรบุสให้เด็ก
ชายคนนั้นขี่คอเพื่อข้ามฟาก น้ำก็เริ่มขึ้นสูง และกลับกัน ยิ่งนานตัวเด็กก็ยิ่งรู้สึกหนักยิ่งขึ้นทุก
ก้าวทุกก้าว ชายร่างยักษ์แปลกใจจนต้องเงยหน้าพูดกับเด็กนั้นว่า

"หนูเอ๋ยตัวเจ้าก็มิใช่ใหญ่โต ทำไมจึงหนักยิ่งนักฉันรู้สึกราวกับว่าแบกโลกทั้งโลกไว้บนบ่า"

หนูน้อยยิ้มตอบว่า "ท่านกำลังแบกยิ่งกว่าโลกอีก คือแบกพระผู้สร้างสวรรค์และแผ่นดิน"

พูดจบ เด็กน้อยก็ขอให้เรโพรบุสย่อตัวลงแล้วจึงวักน้ำเพื่อทำพิธีล้างบาป(บัสติสมา)ให้
ตั้งแต่นั้นมา ชายร่างใหญ่นี้จึงได้รับสมญาว่า "คริสโตเฟอร์" หรือ "ผู้ที่แบกพระคริสตเจ้า"

ต่อมาท่านเดินทางไปยังเมืองไลเซีย เพราะทราบข่าวว่ามีการเบียดเบียนคริสตชนที่นั่น
ท่านพบกษัตริย์ซึ่งสั่งให้ท่านนมัสการเทพเจ้าอื่น ท่านปฎิเสธ กษัตริย์ได้ใช้เงินทองและ
หญิงงามสองนางเข้าล่อให้ท่านเปลี่ยนความเชื่อ ท่านกลับประกาศสอนเรื่องพระเจ้า และ
นำหญิงสองคนนั้นกลับใจมาเป็นคริสตชน และหลังจากนั้นยังได้ท่านยังได้ทำให้ชาวเมือง
กลับใจนับพันคน กษัตริย์โกรธมากจึงสั่งให้ประหารท่าน ท่านจึงได้สิ้นชีพ
โดยการเป็นมรณสักขีของพระเจ้าในปี คศ.251

นักบุญคริสโตเฟอร์เป็นนักบุญมรณสักขีที่ได้รับการเคารพอย่างมากตั้งแต่ยุคแรกๆ ออธอดอกซ์
มีเพลงสรรเสริญท่านว่าเป็น ผู้ปกป้องคุ่้มครองผู้ยิ่งใหญ่ คริสตชนตั้งแต่ยุคแรกๆยกย่องท่าน
เป็นผู้คุ้มครองการเดินทาง และยังเป็นผู้คุ้มครองจากน้ำท่วมเพราะท่านแบกพระคริสต์ข้ามน้ำ
และจากการไม่พ่ายแพ้แก่สตรีที่กษัตริย์นำมายั่วยวนแถมเปลี่ยนเธอมาเป็นคริสตชน ท่านจึงเป็น
องค์อุปถัมภ์คนโสดด้วย นอกจากนี้ยังถูกยกเป็นนักบุญอุปถัมภ์ สถานที่ และเมืองอีกหลายแห่ง

วันที่ระลึกถึงท่าน คือ 25 กรกฎาคม สำหรับคาทอลิก ลูเธอรันและแองกลีกัน
และ9พฤษภาคม ในออธอดอกซ์

ขอนักบุญคริสโตเฟอร์ช่วยวิงวอนแก่เรา ตลอดหนทางในการเดินตามพระคริสต์ของเรา
และคุ้มครองเราในการแสวงหาและได้พบพระคริสต์เช่นท่านด้วยเทอญ

ที่มา : เฟสบุ๊ค: holysmn