. ( 1 )
ในปี 1912 ที่จักรวรรดิรัสเซีย บรินา หญิงวัย 19 ปี ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วเดินทางมาอเมริกา
จุดหมายปลายทางที่ เฮอร์เซล สามีของเธอ เดินทางล่วงหน้าไปก่อนหน้าแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความรัก แต่เป็นทางรอดเดียวจากความอดอยากและภัยคุกคาม
ในบ้านเกิด
แต่เมื่อมาถึงเกาะเอลลิส ประตูแรกสู่ดินแดนใหม่ เฮอร์เชลที่เคยเป็นพ่อค้าม้า พูดจาฉะฉานในรัสเซีย
กลับกลายเป็นชายสิ้นหวังที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของเก่า และจมอยู่กับสุรา
เขาต้อนรับภรรยาที่เดินทางข้ามทะเลมาไกลด้วยท่าทีเย็นชา ราวกับเพียงมารับพัสดุที่ส่งมาผิด
ที่ผิดเวลา และสิ่งที่เจ็บลึกยิ่งกว่านั้นคือ…
ตลอด 40 ปีของชีวิตคู่ เขาไม่เคยเรียกชื่อเธอสักครั้ง มีเพียงคำสั้น ๆ ว่า "เฮ้ เธอ!" เหมือนการออก
เสียงชื่อภรรยาเป็นภาระที่เปลืองแรง
.
ปี 1916 อิซซี่ ลูกชายคนที่เจ็ดลืมตาดูโลกในอพาร์ตเมนต์เก่าโทรมของครอบครัว ที่แทบไม่มีอะไร
ให้ยึดเหนี่ยว บรินาก้มกระซิบคำสัญญาเป็นภาษายิดดิชข้างหูลูกน้อย
"ลูกจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้"
แต่หนทางนั้นไม่ได้ง่ายเลย บางวันบรินาต้องไปขอ "กระดูกทิ้ง" จากร้านขายเนื้อกลับมาต้มซุปให้ลูก ๆ
เจ็ดคนกิน เธอเคี่ยวมันทั้งวัน เติมเศษผักที่เก็บมาได้ เพื่อให้ซุปจาง ๆ หม้อเดียวอยู่ได้ถึงสามวัน
เฮอร์เชล ผู้เป็นพ่อ ไม่เคยสนใจว่าลูกหิวไหม ไม่เคยเรียกชื่อภรรยา แต่บรินา… เธอกลับแข็งแกร่งขึ้น
เรื่อย ๆ จากชีวิตที่บีบให้ต้องอดทน แม้เธออ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เธอกลับมองเห็นอะไรบางอย่าง
ในตัวอิซซี่
ไม่ใช่เพียงความหิวของเด็กยากจน แต่เป็นความกระหายที่จะไขว่คว้าความหมายของชีวิต และอนาคต
ที่ดีกว่า
.
เมื่ออิซซี่อายุได้ 7 ขวบ บรินายอมเอาเหรียญเพียงไม่กี่เซนต์ที่ควรเอาไปซื้อขนมปัง พาลูกชายไปดู
ละครเวทีแทน ในความมืดสลัวของโรงละครเล็ก ๆ นั้น เด็กชายก็พบเส้นทางของตัวเอง
เขาหันไปบอกแม่ด้วยเสียงหนักแน่นว่า
"แม่ครับ ผมจะเป็นนักแสดง"
บรินาไม่หัวเราะใส่ความฝันที่ดูเป็นไปไม่ได้นั้น เธอเพียงพยักหน้าและตอบเบา ๆ
"ถ้าอย่างนั้น ลูกก็จะได้เป็น"
.
อิซซี่เติบโตขึ้นมาด้วยการดิ้นรน ทำงานสารพัด ส่งตัวเองเข้าเรียนการแสดงจนจบ เขาเปลี่ยนชื่อ
เป็น "เคิร์ก ดักลาส" เพื่อให้เข้ากับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในยุค 1940
เมื่อเขาประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 1946 เสียงจากปลายสายของแม่ไม่ได้
ถามถึงชื่อเสียงหรือบทบาทใหม่ ๆ
แต่ถามเพียงว่า "ดีแล้ว แล้ววันนี้ลูกได้กินข้าวหรือยัง"
ต่อมา เมื่อเคิร์กก้าวขึ้นเป็นดาราชั้นนำ และมีบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตัวเอง เขาตัดสินใจตั้งชื่อบริษัทว่า...
Bryna Productions (บริษัท บรินา โปรดักชันส์) ชื่อของผู้หญิงที่ใช้ชีวิต 40 ปีโดยไม่มีใครเรียกชื่อเธอ...
ชื่อที่ไม่เคยถูกเขียนไว้บนสิ่งใดมาก่อน... บัดนี้ปรากฏอยู่ในสัญญา เอกสาร และเครดิตท้าย
ภาพยนตร์ทุกเรื่อง และเคิร์กยังมอบบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นให้แม่ของเขา
ในวันที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ The Vikings ของเขาจะเปิดตัว เคิร์กพาคุณแม่ไปนิวยอร์ก ก่อนจะ
จูงเธอเดินผ่านแสงไฟระยิบระยับของไทม์สแควร์ จนเธอเห็นป้ายบิลบอร์ดขนาดมหึมาตรงหน้า
บนป้ายนั้นเขียนว่า
"BRYNA PRESENTS THE VIKINGS"
(บรินา ภูมิใจเสนอ... เดอะ ไวกิ้งส์)
ชื่อของเธอ สูงสิบฟุต ส่องสว่างอยู่เหนือเมืองทั้งเมือง บรินามองดูตัวอักษรเหล่านั้น ก่อนที่น้ำตา
จะไหลออกมาอย่างที่เธอไม่เคยยอมให้ใครเห็นมาก่อน
นั่นไม่ใช่น้ำตาจากความอดอยาก ไม่ใช่ความอับอาย แต่เป็นน้ำตาของคนที่เพิ่งถูก
โลกยอมรับว่า เธอมีความสำคัญ และชื่อของเธอมีความหมายเพียงใด
สามเดือนต่อมา บรินาจากไปอย่างสงบ โดยมีเคิร์กนั่งจับมืออยู่ข้างเตียง
เคิร์ก ดักลาส อยู่ถึงวัย 103 ปี และสร้างภาพยนตร์กว่า 90 เรื่อง
และทุกเรื่องที่มาจาก Bryna Productions ล้วนมีชื่อของแม่ปรากฏอยู่เสมอ
นี่คือการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะบางครั้ง ความรักไม่ใช่แค่การช่วยให้ใครคนหนึ่งมีชีวิตรอด
แต่คือการมอบสิ่งที่เขาควรได้รับมาตั้งแต่แรก...
การถูกมองเห็น การถูกเรียกชื่อ และการได้รับเกียรติอย่างแท้จริง
::
อ้างอิงจาก - The Ragman's Son, The New York Times, IMDB (Kirk Douglas)
บทความที่น่าสนใจ ( 4 )
( 2 )
กับดักคนฉลาด
.
.
.1.) คิดเยอะจนไม่กล้าทำ
เขาวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงจนลืมว่าชีวิตไม่มีทางแน่นอนอยู่แล้ว ทำให้สุดท้ายไม่ได้เริ่มอะไรเลย
เหมือนคนที่อยากเปิดร้านแต่มัวแต่คำนวณต้นทุนและคู่แข่ง จนผ่านไปหลายปีร้าน
ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
2. )ชนะคำพูดแต่แพ้ชีวิต
เขาใช้ความฉลาดเถียงทุกเรื่องจนไม่มีใครอยากร่วมงาน ทั้งที่ความสัมพันธ์สำคัญกว่า
ความถูกต้องหลายคนเก่งมาก แต่โดดเดี่ยวเพราะชอบเอาชนะทุกบทสนทนา
3. )รู้มากแต่ไม่ลงมือทำ
เขาอ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์เข้าอบรมหลายครั้งแต่ไม่เคย
นำไปใช้จริง ความรู้ก็แค่ข้อมูล ไม่ใช่พลัง ถ้าไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการกระทำ
4. )คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว
เขาปิดหูปิดตาไม่ฟังใครเพราะมั่นใจว่าฉลาดกว่าจนพลาด
บทเรียนใหม่ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ เหมือนคนที่หยุดเรียนรู้เพราะคิดว่าตัวเองพอแล้ว
5. )ไม่ยอมเริ่มถ้าไม่สมบูรณ์แบบ
เขาใช้เวลาเตรียมตัวจนหมดไฟเพราะอยากพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนเริ่ม แต่ความจริงไม่มี
ใครพร้อมขนาดนั้น การเริ่มจากหกสิบเปอร์เซ็นต์แล้วพัฒนาไปเรื่อยๆคือทางเดียวที่ถึงเส้นชัยได้
6. )ติดกับดักการคิดเกินไป
เขาคิดวนซ้ำอยู่กับถ้าอย่างนั้นล่ะถ้าอย่างนี้ล่ะจนไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเสียที เหมือนยืนอยู่
หน้าประตูที่เปิดอยู่แล้วแต่ยังลังเลจะก้าวออกไปดีไหม
7. )อยากเลือกถูกมากกว่าลงมือก่อน
เขามัวหาคำตอบที่ถูกที่สุดจนเสียโอกาสที่ดีกว่าไปแล้ว คนที่ก้าวหน้าไม่ใช่คนที่เลือกเก่งที่สุด
แต่คือคนที่ลงมือ แล้วค่อยปรับให้ดีขึ้น
8. )ประเมินค่าคนอื่นต่ำเกินไป
เขาเผลอมองว่าคนที่รู้น้อยกว่าคือต่ำกว่าทั้งที่หลายครั้งประสบการณ์สำคัญกว่าทฤษฎี
คนที่ฉลาดจริงจะรู้ว่าทุกคน มีบางอย่างให้เรียนรู้เสมอ
9. )กลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าเสี่ยง
เขากลัวเสียหน้าเพราะคิดว่าคนฉลาดไม่ควรพลาดแต่ความจริงคือคนสำเร็จทุกคนผ่าน
ความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะกล้าก่อนเก่งเสมอ
10. )ใช้เหตุผลกลบความรู้สึกจนไม่เข้าใจใคร
เขาอธิบายทุกอย่างด้วยตรรกะจนลืมว่าใจคนไม่ใช่สมการ หลายครั้งที่คนฉลาดคุยกับ
ใครไม่รู้เรื่องเพราะเข้าเหตุผล แต่ไม่เข้าหัวใจ
11.) ติดอยู่กับความสำเร็จอดีต
เขาหยุดพัฒนาเพราะเคยทำได้ดีแล้วลืมว่าโลกเปลี่ยนทุกวัน เหมือนบริษัทใหญ่ที่
เคยรุ่งเรือง แต่ล้มได้เพราะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
12.) มองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น
เขาเริ่มใช้ความฉลาดสร้างกำแพงแทนสะพานกลายเป็นคน ที่ไม่มีใครอยากร่วมทาง
ทั้งที่ความฉลาดแท้จริงคือการใช้ให้คนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน
13. )เชื่อว่าเหตุผลต้องมาก่อนทุกครั้ง
เขาลืมว่าความสัมพันธ์สำคัญกว่าความถูกต้องหลายครั้ง การยอมลดเหตุผลลงบ้าง
คือทางที่รักษาคนสำคัญไว้ได้
14. )ใช้เวลาไปกับการคิดแทนที่จะลองผิดลองถูก
เขากลัวเสียเวลาทำสิ่งที่อาจไม่สำเร็จจนเสียเวลาคิดโดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย
ทั้งที่เวลาเท่ากัน แต่คนที่ลงมือก่อนจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเสมอ
15. )ไม่ยอมขอความช่วยเหลือเพราะคิดว่าทำได้เอง
เขาฝืนทุกอย่างไว้คนเดียวจนหมดแรง ทั้งที่คนฉลาดจริง รู้ว่าทีมทำให้เราไปได้ไกลกว่าพลังคนเดียว
16. )มั่นใจในแผนจนลืมความยืดหยุ่น
เขาวางแผนดีจนแทบไม่มีที่ว่างให้ความไม่แน่นอนทั้งที่ โลกจริงไม่มีอะไรเป็นเส้นตรง
คนที่เอาตัวรอดได้ไม่ใช่ คนที่วางแผนดีที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ไวที่สุด
17. )ตัดสินความสำเร็จด้วยมาตรฐานตัวเองเท่านั้น
เขาเผลอมองว่าความฝันของคนอื่นเล็กเกินไปเพราะไม่ ตรงกับมาตรฐานตัวเอง ทั้งที่ความสำเร็จ
ของแต่ละคนมีนิยามไม่เหมือนกันเลย
18. )ลืมว่าความฉลาดต้องพัฒนาตลอด เขาคิดว่าฉลาดแล้วคือจบ แต่โลกไม่ได้หยุดอยู่กับที่
ความฉลาดวันนี้อาจกลายเป็นความล้าสมัยวันหน้า ถ้าไม่เรียนรู้ต่อเรื่อยๆ
#กับดัก
#กับดักคนฉลาด
#ฉลาดก็ยังพลั้ง
แนะนำให้อ่าน
https://s.shopee.co.th/2B5zcOxnZy
https://s.lazada.co.th/s.ZacbLV?cc
กับดักคนฉลาด
.
.
.1.) คิดเยอะจนไม่กล้าทำ
เขาวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงจนลืมว่าชีวิตไม่มีทางแน่นอนอยู่แล้ว ทำให้สุดท้ายไม่ได้เริ่มอะไรเลย
เหมือนคนที่อยากเปิดร้านแต่มัวแต่คำนวณต้นทุนและคู่แข่ง จนผ่านไปหลายปีร้าน
ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
2. )ชนะคำพูดแต่แพ้ชีวิต
เขาใช้ความฉลาดเถียงทุกเรื่องจนไม่มีใครอยากร่วมงาน ทั้งที่ความสัมพันธ์สำคัญกว่า
ความถูกต้องหลายคนเก่งมาก แต่โดดเดี่ยวเพราะชอบเอาชนะทุกบทสนทนา
3. )รู้มากแต่ไม่ลงมือทำ
เขาอ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์เข้าอบรมหลายครั้งแต่ไม่เคย
นำไปใช้จริง ความรู้ก็แค่ข้อมูล ไม่ใช่พลัง ถ้าไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการกระทำ
4. )คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว
เขาปิดหูปิดตาไม่ฟังใครเพราะมั่นใจว่าฉลาดกว่าจนพลาด
บทเรียนใหม่ที่ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ เหมือนคนที่หยุดเรียนรู้เพราะคิดว่าตัวเองพอแล้ว
5. )ไม่ยอมเริ่มถ้าไม่สมบูรณ์แบบ
เขาใช้เวลาเตรียมตัวจนหมดไฟเพราะอยากพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนเริ่ม แต่ความจริงไม่มี
ใครพร้อมขนาดนั้น การเริ่มจากหกสิบเปอร์เซ็นต์แล้วพัฒนาไปเรื่อยๆคือทางเดียวที่ถึงเส้นชัยได้
6. )ติดกับดักการคิดเกินไป
เขาคิดวนซ้ำอยู่กับถ้าอย่างนั้นล่ะถ้าอย่างนี้ล่ะจนไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเสียที เหมือนยืนอยู่
หน้าประตูที่เปิดอยู่แล้วแต่ยังลังเลจะก้าวออกไปดีไหม
7. )อยากเลือกถูกมากกว่าลงมือก่อน
เขามัวหาคำตอบที่ถูกที่สุดจนเสียโอกาสที่ดีกว่าไปแล้ว คนที่ก้าวหน้าไม่ใช่คนที่เลือกเก่งที่สุด
แต่คือคนที่ลงมือ แล้วค่อยปรับให้ดีขึ้น
8. )ประเมินค่าคนอื่นต่ำเกินไป
เขาเผลอมองว่าคนที่รู้น้อยกว่าคือต่ำกว่าทั้งที่หลายครั้งประสบการณ์สำคัญกว่าทฤษฎี
คนที่ฉลาดจริงจะรู้ว่าทุกคน มีบางอย่างให้เรียนรู้เสมอ
9. )กลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าเสี่ยง
เขากลัวเสียหน้าเพราะคิดว่าคนฉลาดไม่ควรพลาดแต่ความจริงคือคนสำเร็จทุกคนผ่าน
ความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะกล้าก่อนเก่งเสมอ
10. )ใช้เหตุผลกลบความรู้สึกจนไม่เข้าใจใคร
เขาอธิบายทุกอย่างด้วยตรรกะจนลืมว่าใจคนไม่ใช่สมการ หลายครั้งที่คนฉลาดคุยกับ
ใครไม่รู้เรื่องเพราะเข้าเหตุผล แต่ไม่เข้าหัวใจ
11.) ติดอยู่กับความสำเร็จอดีต
เขาหยุดพัฒนาเพราะเคยทำได้ดีแล้วลืมว่าโลกเปลี่ยนทุกวัน เหมือนบริษัทใหญ่ที่
เคยรุ่งเรือง แต่ล้มได้เพราะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
12.) มองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น
เขาเริ่มใช้ความฉลาดสร้างกำแพงแทนสะพานกลายเป็นคน ที่ไม่มีใครอยากร่วมทาง
ทั้งที่ความฉลาดแท้จริงคือการใช้ให้คนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน
13. )เชื่อว่าเหตุผลต้องมาก่อนทุกครั้ง
เขาลืมว่าความสัมพันธ์สำคัญกว่าความถูกต้องหลายครั้ง การยอมลดเหตุผลลงบ้าง
คือทางที่รักษาคนสำคัญไว้ได้
14. )ใช้เวลาไปกับการคิดแทนที่จะลองผิดลองถูก
เขากลัวเสียเวลาทำสิ่งที่อาจไม่สำเร็จจนเสียเวลาคิดโดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย
ทั้งที่เวลาเท่ากัน แต่คนที่ลงมือก่อนจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าเสมอ
15. )ไม่ยอมขอความช่วยเหลือเพราะคิดว่าทำได้เอง
เขาฝืนทุกอย่างไว้คนเดียวจนหมดแรง ทั้งที่คนฉลาดจริง รู้ว่าทีมทำให้เราไปได้ไกลกว่าพลังคนเดียว
16. )มั่นใจในแผนจนลืมความยืดหยุ่น
เขาวางแผนดีจนแทบไม่มีที่ว่างให้ความไม่แน่นอนทั้งที่ โลกจริงไม่มีอะไรเป็นเส้นตรง
คนที่เอาตัวรอดได้ไม่ใช่ คนที่วางแผนดีที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ไวที่สุด
17. )ตัดสินความสำเร็จด้วยมาตรฐานตัวเองเท่านั้น
เขาเผลอมองว่าความฝันของคนอื่นเล็กเกินไปเพราะไม่ ตรงกับมาตรฐานตัวเอง ทั้งที่ความสำเร็จ
ของแต่ละคนมีนิยามไม่เหมือนกันเลย
18. )ลืมว่าความฉลาดต้องพัฒนาตลอด เขาคิดว่าฉลาดแล้วคือจบ แต่โลกไม่ได้หยุดอยู่กับที่
ความฉลาดวันนี้อาจกลายเป็นความล้าสมัยวันหน้า ถ้าไม่เรียนรู้ต่อเรื่อยๆ
#กับดัก
#กับดักคนฉลาด
#ฉลาดก็ยังพลั้ง
แนะนำให้อ่าน
https://s.shopee.co.th/2B5zcOxnZy
https://s.lazada.co.th/s.ZacbLV?cc
( 3 )
ไม่ทราบใครเขียน แต่อ่านแล้วสบายใจ
เชิญส่งต่อได้เลยค่ะ
▪︎ จนก็ตาย
▪︎ รวยก็ตาย
▪︎ สวยก็ตาย
▪︎ หล่อก็ตาย
▪︎ ขี้เหร่ก็ตาย
▪︎ ป่วยก็ตาย
▪︎ สุขภาพดีก็ตาย
▪︎ ไม่มีใครไม่ตาย
อย่าไปคิดเยอะกับชีวิต ว่าจะต้องได้อะไร ว่าจะเป็นแบบไหน ว่าจะต้องเป็นเหมือนใคร
อะไรคว้ามาได้ "ก็ยินดี"
อะไรสุดมือสอย "ก็ปล่อยไป"
เราเป็นเพียงแขกมาเยือนบนโลกนี้
สักวันเราก็ต้องไป
อยู่กับปัจจุบันให้ได้
ทำทุกวินาทีให้มีความหมาย
เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว
อยู่เป็นกำลังใจให้กัน แล้วเราจะจากกันอย่างมีความสุข
... หิว ก็ กิน
... อิ่ม ก็ พอ
... ท้อ ก็ พัก
... หนัก ก็ วาง
... ง่วง ก็ นอน
อย่าจริงจังกับชีวิตนัก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
แบ่งปันความสุขกัน ให้อภัยกันมากๆ
แล้วเราจะจากไปอย่างสง่างาม
ยาอายุวัฒนะ 4 อย่าง คือ
ดื่มน้ำ
นอนหลับ
เดิน
ร้องเพลง ฟังเพลง"
ที่สำคัญสุด ล้วนไม่มีค่าใช้จ่าย
"น้ำ" เป็นสิ่งพื้นฐานตลอดไปของชีวิต
"การนอนหลับ" จัดเป็นยาบำรุงที่ดีที่สุด
"การเดิน" เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด
"การร้องเพลง ฟังเพลง" เป็นการผ่อนคลายที่รื่นรมย์ที่สุด
... เหล่านี้ล้วนแต่เป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุด
ความสุขอยู่ไม่ไกล ..อยู่ที่ใจเรานี่เอง..
........สวัสดี.......
ไม่ทราบใครเขียน แต่อ่านแล้วสบายใจ
▪︎ จนก็ตาย
▪︎ รวยก็ตาย
▪︎ สวยก็ตาย
▪︎ หล่อก็ตาย
▪︎ ขี้เหร่ก็ตาย
▪︎ ป่วยก็ตาย
▪︎ สุขภาพดีก็ตาย
▪︎ ไม่มีใครไม่ตาย
อย่าไปคิดเยอะกับชีวิต ว่าจะต้องได้อะไร ว่าจะเป็นแบบไหน ว่าจะต้องเป็นเหมือนใคร
สักวันเราก็ต้องไป
ทำทุกวินาทีให้มีความหมาย
เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว
... หิว ก็ กิน
... อิ่ม ก็ พอ
... ท้อ ก็ พัก
... หนัก ก็ วาง
... ง่วง ก็ นอน
ยาอายุวัฒนะ 4 อย่าง คือ
ที่สำคัญสุด ล้วนไม่มีค่าใช้จ่าย
"น้ำ" เป็นสิ่งพื้นฐานตลอดไปของชีวิต
"การนอนหลับ" จัดเป็นยาบำรุงที่ดีที่สุด
"การเดิน" เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด
"การร้องเพลง ฟังเพลง" เป็นการผ่อนคลายที่รื่นรมย์ที่สุด
... เหล่านี้ล้วนแต่เป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุด
........สวัสดี.......
( 4 )
“ช่วงที่ยากที่สุด… คือช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่งดงามกว่า”
หนอนตัวน้อยไม่รู้เลยว่า… วันที่มันต้องอยู่ในดักแด้เงียบ ๆ
คือวันที่จักรวาลกำลัง “สร้างปีก” ให้มันอยู่
เราทุกคนก็เหมือนกันค่ะ มีช่วงเวลาที่ชีวิตดูนิ่ง ดูอึดอัด
ไม่มีอะไรขยับ ไม่มีใครเข้าใจ แต่แท้จริงแล้ว มันคือ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน”
ระหว่างเราในเวอร์ชันเก่า กับเราในเวอร์ชันที่สวยงามกว่าที่เคย
อย่ารีบตัดสินชีวิตตอนที่ยังไม่ถึงตอนจบ เพราะผีเสื้อก็เคยเป็นหนอนมาก่อน
และหนอนก็ต้องผ่านความมืดในดักแด้ ก่อนจะได้บินบนฟ้าอย่างอิสระ
⸻
วันนี้แม้จะยังไม่เห็นแสง ขอให้เชื่อเถอะว่า มันไม่ได้แค่ “ดีขึ้น”
แต่มันจะ “งดงามกว่าที่คิดเยอะเลย”
#TenaNatara #พลังใจ #เติบโต #ชีวิตที่สวยงาม #butterflyeffect #positivevibes
“ช่วงที่ยากที่สุด… คือช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่งดงามกว่า”
หนอนตัวน้อยไม่รู้เลยว่า… วันที่มันต้องอยู่ในดักแด้เงียบ ๆ
คือวันที่จักรวาลกำลัง “สร้างปีก” ให้มันอยู่
เราทุกคนก็เหมือนกันค่ะ มีช่วงเวลาที่ชีวิตดูนิ่ง ดูอึดอัด
ไม่มีอะไรขยับ ไม่มีใครเข้าใจ แต่แท้จริงแล้ว มันคือ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน”
ระหว่างเราในเวอร์ชันเก่า กับเราในเวอร์ชันที่สวยงามกว่าที่เคย
อย่ารีบตัดสินชีวิตตอนที่ยังไม่ถึงตอนจบ เพราะผีเสื้อก็เคยเป็นหนอนมาก่อน
และหนอนก็ต้องผ่านความมืดในดักแด้ ก่อนจะได้บินบนฟ้าอย่างอิสระ
⸻
แต่มันจะ “งดงามกว่าที่คิดเยอะเลย”
#TenaNatara #พลังใจ #เติบโต #ชีวิตที่สวยงาม #butterflyeffect #positivevibes
( 5. )
เมื่อคาร์เมนประกาศว่าเธอกำลังจะแต่งงานในวัย 89 ปี
ครอบครัวต่างหัวเราะกันครืน หรือไม่ก็คิดไปในทางร้ายที่สุด
“แม่จะแต่งงานเหรอ?” ลูกสาวคนโตถามด้วยน้ำเสียงกึ่งกังวลกึ่งไม่อยากเชื่อ
“แม่เป็นแม่ม่ายมาสามสิบปีแล้วนะ”
“ก็เพราะอย่างนั้นไง” คาร์เมนตอบอย่างสงบนิ่ง
“ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะทำให้ตัวเองสวย เพื่อใครสักคนอีกครั้ง”
ทุกคนมองหน้ากัน..ไม่รู้จะตอบอย่างไร คาร์เมนอาศัยอยู่คนเดียว ในอพาร์ตเมนต์เก่า
แถบย่านเตรียนา มีลูกสามคน หลานเจ็ดคน และเหลนหนึ่งคนที่เธอเห็นเพียงในรูปถ่าย
การมาเยี่ยมเยียนนานวันเข้าเริ่มหายาก มาแบบรีบ ๆ และมองนาฬิกาตลอดเวลา
แต่ตอนนี้ เธอกลับพูดถึงชุด ดอกไม้ ดนตรี พูดถึงอาหารกลางวันเรียบง่าย พูดถึงพิธีแต่งงาน
“แล้วเจ้าบ่าวผู้โชคดีล่ะ?” หลานชายคนหนึ่งถามพลางหัวเราะ
“เขาตรงเวลามาก” เธอตอบ “ไม่เคยสายเลย”
ประโยคที่ทำให้ทุกคนงงงัน ถึงอย่างนั้น คาร์เมนก็เริ่มเตรียมงาน
เธอไปหาร้านตัดเสื้อ เลือกรองเท้าสีขาวเรียบ ๆ
สั่งช่อดอกมะลิเล็ก ๆ แม้กระทั่งไปที่ศาลากลาง เพื่อสอบถามเรื่องเอกสาร
“แน่ใจนะคะคุณผู้หญิง?” เจ้าหน้าที่ถาม
“แน่ใจกว่าบ่าวสาวหลายคู่ที่คุณเคยเห็นมาที่นี่เสียอีก” คาร์เมนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ยอมรับ พวกเขาคิดว่านี่อาจเป็นวิธีเลือกปิดบทหนึ่งของชีวิต
หรือเป็นหนทางให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“งานแต่งงาน” ถูกกำหนดไว้ในวันเสาร์ของเดือนพฤษภาคม ทุกคนมาครบ
ลูก ๆ ที่ไม่ได้คุยกันมาหลายเดือน หลานที่แทบไม่รู้จักชื่อเต็มของเธอ
แม้แต่น้องสาวจากบาเลนเซียก็มา
โบสถ์แทบจะว่างเปล่า มีแค่ครอบครัว เรียบง่าย ไม่มีอะไรฟุ่มเฟือย
ดอกไม้จัดเรียบร้อย นักเปียโนบรรเลงเพลงเบา ๆ
คาร์เมนในชุดสีขาว เดินเข้ามาโดยคล้องแขนหลานชายคนเล็ก
เธอยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายด้วยน้ำตา
“คุณย่า…” เขากระซิบ “แล้วเจ้าบ่าวล่ะครับ?”
คาร์เมนมองไปทางแท่นบูชา “เขาจะมา”
พวกเขารอ ห้านาที สิบนาที สิบห้านาที เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น
“น่าสงสารจัง…”
“ดูท่าจะไม่ค่อยปกติแล้วแน่ ๆ …”
“หรือจะหลงลืมไปแล้ว…”
คาร์เมนยกมือ ขอไมโครโฟน
“ขอบคุณทุกคนที่มา” เสียงเธอสั่น แต่ไม่ใช่เพราะความชรา
“วันนี้จะไม่มีเจ้าบ่าว และความจริงคือ… ไม่เคยมีเลย” ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมโบสถ์
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงานจริง ๆ ฉันแค่อยากมีเหตุผลที่น่าเชื่อพอ
ให้พวกเธอมาที่นี่… มาพร้อมหน้ากัน… เพื่อฉัน”
บางคนก้มหน้า บางคนเอามือปิดปาก
“ตั้งแต่พ่อของพวกเธอจากไป” เธอพูดกับลูก ๆ “ฉันก็เริ่มเลือนหายไปด้วย
ฉันไม่โทษใคร ชีวิตมันเร็ว และฉันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” แล้วเธอก็มองไปที่หลาน ๆ
“ฉันไม่อยากตาย เหมือนเป็นแค่การแจ้งเตือนที่ถูกอ่านผ่าน ๆ
ฉันเลยสร้างงานแต่งขึ้นมา เพราะ… ผู้คนมักจะมารวมตัวกันเสมอ เมื่อมีงานแต่ง”
"เหตุผลอื่นมันอาจไม่แรงพอที่จะทำให้พวกเธอเห็นความสำคัญที่จะมาหาฉันได้"
ความเงียบ และน้ำตาที่ไม่มีใครพยายามซ่อน
“วันนี้ฉันจะไม่แต่งงาน” เธอสรุป
“แต่ฉันอยากใช้ชีวิตช่วงหนึ่งกับพวกเธอ ลูกหลานของฉัน ก่อนที่ฉันจะจากไป”
เธอนั่งลง แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ลูกสาวของเธอลุกขึ้นพร้อมน้ำตานองหน้า เดินไปหา กอดเธออยู่นาน
“ยกโทษให้หนูด้วย แม่”
จากนั้นลูกอีกคนก็ลุกขึ้น แล้วอีกคน แล้วหลาน ๆ
โบสถ์เต็มไปด้วยอ้อมกอดที่เก้ ๆ กัง ๆ น้ำตาจริง เสียงหัวเราะแผ่วเบา
พิธี “ปลอม” นั้น กลับกลายเป็นการเฉลิมฉลองที่แท้จริง เต็มไปด้วยเรื่องเล่า อาหาร
ภาพถ่าย และคำสัญญา
คาร์เมนเสียชีวิตอย่างสงบ สองเดือนต่อมา บนเตียงของเธอเอง
แต่เธอไม่ได้จากไปอย่างเดียวดาย เพราะตั้งแต่วันนั้น ครอบครัวกลับมา
มาเยี่ยม มาโทรหา และอยู่กับเธอจริง ๆ หลานคนหนึ่งเขียนไว้ภายหลังว่า
“คุณย่าของฉันไม่ได้จัดงานแต่งปลอม เพราะเธอสับสน
เธอทำเพราะเธอมีสติชัดเจน เธอรู้ว่า… บางครั้ง ความรักก็ต้องการ ‘ข้ออ้าง’
เพื่อจะได้หวนกลับมาอีกครั้ง”
Live Healthy Live Better
Ramet Tanawangsre ถอดความ
เมื่อคาร์เมนประกาศว่าเธอกำลังจะแต่งงานในวัย 89 ปี
ครอบครัวต่างหัวเราะกันครืน หรือไม่ก็คิดไปในทางร้ายที่สุด
“แม่จะแต่งงานเหรอ?” ลูกสาวคนโตถามด้วยน้ำเสียงกึ่งกังวลกึ่งไม่อยากเชื่อ
“แม่เป็นแม่ม่ายมาสามสิบปีแล้วนะ”
“ก็เพราะอย่างนั้นไง” คาร์เมนตอบอย่างสงบนิ่ง
“ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะทำให้ตัวเองสวย เพื่อใครสักคนอีกครั้ง”
ทุกคนมองหน้ากัน..ไม่รู้จะตอบอย่างไร คาร์เมนอาศัยอยู่คนเดียว ในอพาร์ตเมนต์เก่า
แถบย่านเตรียนา มีลูกสามคน หลานเจ็ดคน และเหลนหนึ่งคนที่เธอเห็นเพียงในรูปถ่าย
การมาเยี่ยมเยียนนานวันเข้าเริ่มหายาก มาแบบรีบ ๆ และมองนาฬิกาตลอดเวลา
แต่ตอนนี้ เธอกลับพูดถึงชุด ดอกไม้ ดนตรี พูดถึงอาหารกลางวันเรียบง่าย พูดถึงพิธีแต่งงาน
“แล้วเจ้าบ่าวผู้โชคดีล่ะ?” หลานชายคนหนึ่งถามพลางหัวเราะ
“เขาตรงเวลามาก” เธอตอบ “ไม่เคยสายเลย”
ประโยคที่ทำให้ทุกคนงงงัน ถึงอย่างนั้น คาร์เมนก็เริ่มเตรียมงาน
เธอไปหาร้านตัดเสื้อ เลือกรองเท้าสีขาวเรียบ ๆ
สั่งช่อดอกมะลิเล็ก ๆ แม้กระทั่งไปที่ศาลากลาง เพื่อสอบถามเรื่องเอกสาร
“แน่ใจนะคะคุณผู้หญิง?” เจ้าหน้าที่ถาม
“แน่ใจกว่าบ่าวสาวหลายคู่ที่คุณเคยเห็นมาที่นี่เสียอีก” คาร์เมนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ยอมรับ พวกเขาคิดว่านี่อาจเป็นวิธีเลือกปิดบทหนึ่งของชีวิต
หรือเป็นหนทางให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“งานแต่งงาน” ถูกกำหนดไว้ในวันเสาร์ของเดือนพฤษภาคม ทุกคนมาครบ
ลูก ๆ ที่ไม่ได้คุยกันมาหลายเดือน หลานที่แทบไม่รู้จักชื่อเต็มของเธอ
แม้แต่น้องสาวจากบาเลนเซียก็มา
โบสถ์แทบจะว่างเปล่า มีแค่ครอบครัว เรียบง่าย ไม่มีอะไรฟุ่มเฟือย
ดอกไม้จัดเรียบร้อย นักเปียโนบรรเลงเพลงเบา ๆ
คาร์เมนในชุดสีขาว เดินเข้ามาโดยคล้องแขนหลานชายคนเล็ก
เธอยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายด้วยน้ำตา
“คุณย่า…” เขากระซิบ “แล้วเจ้าบ่าวล่ะครับ?”
คาร์เมนมองไปทางแท่นบูชา “เขาจะมา”
พวกเขารอ ห้านาที สิบนาที สิบห้านาที เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น
“น่าสงสารจัง…”
“ดูท่าจะไม่ค่อยปกติแล้วแน่ ๆ …”
“หรือจะหลงลืมไปแล้ว…”
คาร์เมนยกมือ ขอไมโครโฟน
“ขอบคุณทุกคนที่มา” เสียงเธอสั่น แต่ไม่ใช่เพราะความชรา
“วันนี้จะไม่มีเจ้าบ่าว และความจริงคือ… ไม่เคยมีเลย” ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมโบสถ์
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงานจริง ๆ ฉันแค่อยากมีเหตุผลที่น่าเชื่อพอ
ให้พวกเธอมาที่นี่… มาพร้อมหน้ากัน… เพื่อฉัน”
บางคนก้มหน้า บางคนเอามือปิดปาก
“ตั้งแต่พ่อของพวกเธอจากไป” เธอพูดกับลูก ๆ “ฉันก็เริ่มเลือนหายไปด้วย
ฉันไม่โทษใคร ชีวิตมันเร็ว และฉันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” แล้วเธอก็มองไปที่หลาน ๆ
“ฉันไม่อยากตาย เหมือนเป็นแค่การแจ้งเตือนที่ถูกอ่านผ่าน ๆ
ฉันเลยสร้างงานแต่งขึ้นมา เพราะ… ผู้คนมักจะมารวมตัวกันเสมอ เมื่อมีงานแต่ง”
"เหตุผลอื่นมันอาจไม่แรงพอที่จะทำให้พวกเธอเห็นความสำคัญที่จะมาหาฉันได้"
ความเงียบ และน้ำตาที่ไม่มีใครพยายามซ่อน
“วันนี้ฉันจะไม่แต่งงาน” เธอสรุป
“แต่ฉันอยากใช้ชีวิตช่วงหนึ่งกับพวกเธอ ลูกหลานของฉัน ก่อนที่ฉันจะจากไป”
เธอนั่งลง แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ลูกสาวของเธอลุกขึ้นพร้อมน้ำตานองหน้า เดินไปหา กอดเธออยู่นาน
“ยกโทษให้หนูด้วย แม่”
จากนั้นลูกอีกคนก็ลุกขึ้น แล้วอีกคน แล้วหลาน ๆ
โบสถ์เต็มไปด้วยอ้อมกอดที่เก้ ๆ กัง ๆ น้ำตาจริง เสียงหัวเราะแผ่วเบา
พิธี “ปลอม” นั้น กลับกลายเป็นการเฉลิมฉลองที่แท้จริง เต็มไปด้วยเรื่องเล่า อาหาร
ภาพถ่าย และคำสัญญา
คาร์เมนเสียชีวิตอย่างสงบ สองเดือนต่อมา บนเตียงของเธอเอง
แต่เธอไม่ได้จากไปอย่างเดียวดาย เพราะตั้งแต่วันนั้น ครอบครัวกลับมา
มาเยี่ยม มาโทรหา และอยู่กับเธอจริง ๆ หลานคนหนึ่งเขียนไว้ภายหลังว่า
“คุณย่าของฉันไม่ได้จัดงานแต่งปลอม เพราะเธอสับสน
เธอทำเพราะเธอมีสติชัดเจน เธอรู้ว่า… บางครั้ง ความรักก็ต้องการ ‘ข้ออ้าง’
เพื่อจะได้หวนกลับมาอีกครั้ง”
Live Healthy Live Better
Ramet Tanawangsre ถอดความ
( 6 )
ปี 2003 ที่มณฑลซานซี ประเทศจีน ขณะ เซี่ย จ้านไห่ เดินทางไปทำงานต่างเมือง เขาไม่รู้เลยว่า
บ้านของเขากำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย แก๊สพิษที่รั่วไหลปกคลุมทั้งหลัง พรากชีวิต
ลูกชายคนโตไปในทันที ส่วน เหลียง เฉี่ยวอิง ภรรยาของเขา รอดชีวิตมาได้ แต่ต้องหลับใหล
ยาวนานนับปี
เมื่อเธอลืมตาขึ้น โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พิษจากแก๊สทำลายสมองจนเธอเป็นอัมพาต
และความทรงจำถอยกลับไปหยุดอยู่แค่เด็กวัย 5 ขวบ
สิ่งเดียวที่ยังฝังแน่นในใจคือ "ลูกชายคนโต" เธอร้องไห้ถามสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ลูกหายไปไหน
ด้วยความสงสารจับใจ เซี่ยจำต้องสร้าง "โลกใบใหม่" ให้ภรรยา เขาโกหกว่าลูกชายไปทำงาน
ไกลจนกลับมาไม่ได้ แต่ในใจเขารู้ดีว่า คำโกหกนี้ไม่มีวันอยู่ได้ตลอดไป
.
จนกระทั่งปี 2010 เซี่ยบังเอิญเห็นตำรวจนายหนึ่งในรายงานข่าว เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป
เขานิ่งงัน ไปชั่วขณะ เพราะชายคนนั้นมีใบหน้าเหมือนลูกชายที่จากไปอย่างกับฝาแฝด
เขาเริ่มออกตามหา และในอีก 3 ปีต่อมา ก็ได้พบกับตำรวจหนุ่มคนนั้นจริง ๆ ผ่านรายการหนึ่ง
ของสถานี CCTV
เขาชื่อ... เจียง จิงเหว่ย
เซี่ยเล่าความจริงที่แสนเจ็บปวดทั้งหมดให้เจียงฟัง ก่อนเอ่ยปากขอสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต คือขอ
ให้ชายแปลกหน้าคนนี้ช่วย "สวมรอย" เป็นลูกชายของเขา เพื่อต่อลมหายใจให้ภรรยาที่กำลัง
ตรอมใจ เจียงลังเลอยู่นาน จนกระทั่งพ่อแท้ ๆ ของเขาพูดเพียงสั้น ๆ
"ไปเถอะลูก ไปทำหน้าที่นี้"
คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่ชีวิตของครอบครัวนี้ ในฐานะลูกชายที่หายสาบสูญ
.วันที่พบกันครั้งแรกในรายการโทรทัศน์ ทันทีที่เหลียงเห็นหน้าเจียง เธอโผเข้ากอดเขาแน่น
น้ำตาไหลไม่ขาด เธอพูดเพียงคำเดียว "กลับมาเจอกันแล้วนะ"
คำพูดสั้น ๆ นั้น ทำให้ทั้งสตูดิโอ รวมถึงเจียงเอง กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
นับจากวันนั้น "บทบาท" ของเจียงก็เริ่มต้นขึ้น แต่ยิ่งนานวันเข้า มันกลับไม่ใช่แค่การแสดงอีกต่อไป
เขาวิดีโอคอลหาแม่คนนี้สม่ำเสมอ ส่งเสื้อกันหนาวให้ในฤดูหนาว และเดินทางข้ามพันกิโลเมตร
ไปร่วมโต๊ะอาหารในวันตรุษจีนทุกปี
ความรักที่เจียงมอบให้ ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ สุขภาพของเหลียงดีขึ้น จากคนที่เคยนอนติดเตียง
เธอกลับมายิ้มได้ หัวเราะได้ และมีความสุขกับการเฝ้ารอสายโทรศัพท์จากลูกชายที่เธอเชื่อสุดใจว่า
ยังมีชีวิตอยู่
.
ไม่นานมานี้ ครอบครัวเซี่ยเดินทางไปเยี่ยมเจียงถึงสถานีตำรวจในเซี่ยงไฮ้ ภาพที่อบอุ่นที่สุดคือ
เพื่อนร่วมงานของเจียงทุกคนช่วยกัน "ปิดความลับ" นี้
พวกเขาแอบซ่อนป้ายเกียรติคุณและยศตำแหน่งไว้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้คุณแม่คนนี้เกิดความสงสัย
เพราะสำหรับเธอ เจียงคือเพียงลูกชายที่ทำงานหนักอยู่ต่างเมือง
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เจียงบอกว่าเขาไม่เคยรู้สึกว่านี่คือภาระ ตรงกันข้าม เรื่องราวนี้ทำให้เขา
เข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้น จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาริเริ่มโครงการดูแลผู้สูงอายุ
ในชุมชนที่ทำงานอยู่
"ตอนนี้ผมไม่กังวลแล้วว่าความจริงจะถูกเปิดเผยเมื่อไหร่" เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เพราะความผูกพันที่เราสร้างร่วมกันมาตลอด 12 ปี มันคือของจริง"
จากคนแปลกหน้า สู่ลูกชายที่เป็นลมหายใจ
บางครั้ง คำโกหกที่อ่อนโยน อาจสำคัญกว่าความจริง ที่โหดร้ายเกินไปสำหรับหัวใจใครบางคน
::
อ้างอิงจาก - MS News, China Daily
ปี 2003 ที่มณฑลซานซี ประเทศจีน ขณะ เซี่ย จ้านไห่ เดินทางไปทำงานต่างเมือง เขาไม่รู้เลยว่า
บ้านของเขากำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย แก๊สพิษที่รั่วไหลปกคลุมทั้งหลัง พรากชีวิต
ลูกชายคนโตไปในทันที ส่วน เหลียง เฉี่ยวอิง ภรรยาของเขา รอดชีวิตมาได้ แต่ต้องหลับใหล
ยาวนานนับปี
เมื่อเธอลืมตาขึ้น โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พิษจากแก๊สทำลายสมองจนเธอเป็นอัมพาต
และความทรงจำถอยกลับไปหยุดอยู่แค่เด็กวัย 5 ขวบ
สิ่งเดียวที่ยังฝังแน่นในใจคือ "ลูกชายคนโต" เธอร้องไห้ถามสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ลูกหายไปไหน
ด้วยความสงสารจับใจ เซี่ยจำต้องสร้าง "โลกใบใหม่" ให้ภรรยา เขาโกหกว่าลูกชายไปทำงาน
ไกลจนกลับมาไม่ได้ แต่ในใจเขารู้ดีว่า คำโกหกนี้ไม่มีวันอยู่ได้ตลอดไป
.
จนกระทั่งปี 2010 เซี่ยบังเอิญเห็นตำรวจนายหนึ่งในรายงานข่าว เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป
เขานิ่งงัน ไปชั่วขณะ เพราะชายคนนั้นมีใบหน้าเหมือนลูกชายที่จากไปอย่างกับฝาแฝด
เขาเริ่มออกตามหา และในอีก 3 ปีต่อมา ก็ได้พบกับตำรวจหนุ่มคนนั้นจริง ๆ ผ่านรายการหนึ่ง
ของสถานี CCTV
เขาชื่อ... เจียง จิงเหว่ย
เซี่ยเล่าความจริงที่แสนเจ็บปวดทั้งหมดให้เจียงฟัง ก่อนเอ่ยปากขอสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต คือขอ
ให้ชายแปลกหน้าคนนี้ช่วย "สวมรอย" เป็นลูกชายของเขา เพื่อต่อลมหายใจให้ภรรยาที่กำลัง
ตรอมใจ เจียงลังเลอยู่นาน จนกระทั่งพ่อแท้ ๆ ของเขาพูดเพียงสั้น ๆ
"ไปเถอะลูก ไปทำหน้าที่นี้"
คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่ชีวิตของครอบครัวนี้ ในฐานะลูกชายที่หายสาบสูญ
.วันที่พบกันครั้งแรกในรายการโทรทัศน์ ทันทีที่เหลียงเห็นหน้าเจียง เธอโผเข้ากอดเขาแน่น
น้ำตาไหลไม่ขาด เธอพูดเพียงคำเดียว "กลับมาเจอกันแล้วนะ"
คำพูดสั้น ๆ นั้น ทำให้ทั้งสตูดิโอ รวมถึงเจียงเอง กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
นับจากวันนั้น "บทบาท" ของเจียงก็เริ่มต้นขึ้น แต่ยิ่งนานวันเข้า มันกลับไม่ใช่แค่การแสดงอีกต่อไป
เขาวิดีโอคอลหาแม่คนนี้สม่ำเสมอ ส่งเสื้อกันหนาวให้ในฤดูหนาว และเดินทางข้ามพันกิโลเมตร
ไปร่วมโต๊ะอาหารในวันตรุษจีนทุกปี
ความรักที่เจียงมอบให้ ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ สุขภาพของเหลียงดีขึ้น จากคนที่เคยนอนติดเตียง
เธอกลับมายิ้มได้ หัวเราะได้ และมีความสุขกับการเฝ้ารอสายโทรศัพท์จากลูกชายที่เธอเชื่อสุดใจว่า
ยังมีชีวิตอยู่
.
ไม่นานมานี้ ครอบครัวเซี่ยเดินทางไปเยี่ยมเจียงถึงสถานีตำรวจในเซี่ยงไฮ้ ภาพที่อบอุ่นที่สุดคือ
เพื่อนร่วมงานของเจียงทุกคนช่วยกัน "ปิดความลับ" นี้
พวกเขาแอบซ่อนป้ายเกียรติคุณและยศตำแหน่งไว้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้คุณแม่คนนี้เกิดความสงสัย
เพราะสำหรับเธอ เจียงคือเพียงลูกชายที่ทำงานหนักอยู่ต่างเมือง
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เจียงบอกว่าเขาไม่เคยรู้สึกว่านี่คือภาระ ตรงกันข้าม เรื่องราวนี้ทำให้เขา
เข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้น จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาริเริ่มโครงการดูแลผู้สูงอายุ
ในชุมชนที่ทำงานอยู่
"ตอนนี้ผมไม่กังวลแล้วว่าความจริงจะถูกเปิดเผยเมื่อไหร่" เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เพราะความผูกพันที่เราสร้างร่วมกันมาตลอด 12 ปี มันคือของจริง"
จากคนแปลกหน้า สู่ลูกชายที่เป็นลมหายใจ
บางครั้ง คำโกหกที่อ่อนโยน อาจสำคัญกว่าความจริง ที่โหดร้ายเกินไปสำหรับหัวใจใครบางคน
::
อ้างอิงจาก - MS News, China Daily
( 7 )
"เรือรั่วสีแดง"
ชายคนหนึ่งถูกขอให้ทาสีเรือ เขานำสีและพู่กันมา และเริ่มทาสีเรือให้เป็นสีแดงสด
ตามที่เจ้าของอยากได้ ขณะทาสีเขาสังเกตเห็นรูรั่วเล็ก ๆ ในตรงท้องเรือ
และซ่อมแซมมันโดยไม่ได้บอกใคร
เมื่อเขาทาสีเสร็จ เขาก็รับเงินและจากไป
วันรุ่งขึ้นเจ้าของเรือมาหาช่างทาสีและยื่นเช็คให้เขาซึ่งมีมูลค่ามากมาย
ช่างทาสีรู้สึกประหลาดใจและพูดว่า
"คุณจ่ายเงินให้ผมแล้วสำหรับการทาสีเรือแล้วนี่นา"
“แต่นี่ไม่ใช่สำหรับงานทาสี มันเป็นค่าซ่อมรูในเรือต่างหาก”
"อา! แต่มันก็เป็นบริการเล็ก ๆ น้อย ๆ ...
ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินมากมายอะไรหรอกครับ”
“ช่างครับ คุณรู้ไหม ?
ผมอยากบอกอะไรคุณ อยากให้คุณรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ตอนที่ผมมาขอให้คุณทาสีเรือ
ผมลืมพูดถึงรูรั่วที่อยู่ตรงท้องเรือ เมื่อสีเรือแห้ง ลูก ๆ ของผมก็นำเรือไปตกปลา
พวกเขาไม่รู้ว่ามีรูรั่ว ตอนนั้นผมไม่อยู่บ้าน เมื่อผมกลับมา และเห็นว่าพวกเขาเอาเรือ
ของผมออกไป ชีวิตผมเหมือนพังทลายไป เพราะผมรู้ว่าเรือมันมีรอยรั่ว”
“คุณลองนึกภาพความดีใจ ความโล่งใจและความสุขของผม เมื่อผมเห็นพวกเขานำเรือกลับ
จากการตกปลา จากนั้นผมก็ตรวจสอบเรือและพบว่าคุณซ่อมมันให้แล้ว!
คุณเห็นไหม ว่าคุณทำอะไร คุณทำมากกว่าการอุดรูรั่วของเรือ คุณช่วยชีวิตลูกของผม
เงินที่ผมให้ ไม่ได้มากมายอะไร ไปกว่าการตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตลูกผม ด้วยสิ่งเล็กน้อย
แต่มันมากมายและเป็นทั้งชีวิตของลูกและตัวผม”
ดังนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นรูรั่ว รอยร้าว การไม่นิ่งเฉย หาทางแก้ไขให้เขาหรือ
สิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่ควรทำเป็นที่สุด
ระหว่างทางคุณอาจซ่อมรูรั่วรอยร้าวจำนวนมากสำหรับหลาย ๆ คน
โดยไม่ทราบว่าคุณช่วยชีวิตได้กี่ชีวิต จงสร้างความแตกต่าง....จงอย่านิ่งเฉย
เจาะเวลาหาอดีต
"เรือรั่วสีแดง"
ชายคนหนึ่งถูกขอให้ทาสีเรือ เขานำสีและพู่กันมา และเริ่มทาสีเรือให้เป็นสีแดงสด
ตามที่เจ้าของอยากได้ ขณะทาสีเขาสังเกตเห็นรูรั่วเล็ก ๆ ในตรงท้องเรือ
และซ่อมแซมมันโดยไม่ได้บอกใคร
เมื่อเขาทาสีเสร็จ เขาก็รับเงินและจากไป
วันรุ่งขึ้นเจ้าของเรือมาหาช่างทาสีและยื่นเช็คให้เขาซึ่งมีมูลค่ามากมาย
ช่างทาสีรู้สึกประหลาดใจและพูดว่า
"คุณจ่ายเงินให้ผมแล้วสำหรับการทาสีเรือแล้วนี่นา"
“แต่นี่ไม่ใช่สำหรับงานทาสี มันเป็นค่าซ่อมรูในเรือต่างหาก”
"อา! แต่มันก็เป็นบริการเล็ก ๆ น้อย ๆ ...
ไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินมากมายอะไรหรอกครับ”
“ช่างครับ คุณรู้ไหม ?
ผมอยากบอกอะไรคุณ อยากให้คุณรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ตอนที่ผมมาขอให้คุณทาสีเรือ
ผมลืมพูดถึงรูรั่วที่อยู่ตรงท้องเรือ เมื่อสีเรือแห้ง ลูก ๆ ของผมก็นำเรือไปตกปลา
พวกเขาไม่รู้ว่ามีรูรั่ว ตอนนั้นผมไม่อยู่บ้าน เมื่อผมกลับมา และเห็นว่าพวกเขาเอาเรือ
ของผมออกไป ชีวิตผมเหมือนพังทลายไป เพราะผมรู้ว่าเรือมันมีรอยรั่ว”
“คุณลองนึกภาพความดีใจ ความโล่งใจและความสุขของผม เมื่อผมเห็นพวกเขานำเรือกลับ
จากการตกปลา จากนั้นผมก็ตรวจสอบเรือและพบว่าคุณซ่อมมันให้แล้ว!
คุณเห็นไหม ว่าคุณทำอะไร คุณทำมากกว่าการอุดรูรั่วของเรือ คุณช่วยชีวิตลูกของผม
เงินที่ผมให้ ไม่ได้มากมายอะไร ไปกว่าการตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตลูกผม ด้วยสิ่งเล็กน้อย
แต่มันมากมายและเป็นทั้งชีวิตของลูกและตัวผม”
ดังนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเห็นรูรั่ว รอยร้าว การไม่นิ่งเฉย หาทางแก้ไขให้เขาหรือ
สิ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่ควรทำเป็นที่สุด
ระหว่างทางคุณอาจซ่อมรูรั่วรอยร้าวจำนวนมากสำหรับหลาย ๆ คน
โดยไม่ทราบว่าคุณช่วยชีวิตได้กี่ชีวิต จงสร้างความแตกต่าง....จงอย่านิ่งเฉย
เจาะเวลาหาอดีต
( 8 )
เด็กชายตะโกนขึ้นว่า
“ผมเกลียดแม่! แม่ชอบสั่งผมอยู่ตลอด! แค่ปล่อยผมไว้คนเดียวเถอะ!”
พ่อของเขาเพิ่งขับรถเข้ามาจอดหลังบ้าน หลังเลิกงานยาว เหงื่อซึมที่คอ ไหล่ตึง
เขาได้ยินเสียงตะโกนก่อนจะปิดประตูรถ หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ภายในบ้าน ภรรยาของเขานั่งบนโซฟา หน้าซ่อนในมือ ร้องไห้อย่างเงียบ ๆ
เธอไม่ได้อธิบาย เพราะไม่จำเป็น เขาก้มหัวลงข้าง ๆ เธอ ยกคางขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรนะ… พ่อจัดการเอง”
เขาเดินไปที่ห้องของลูกชาย เด็กชายหน้าแดงด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือน
เพิ่งวิ่งมาทั้งสนาม
“เกิดอะไรขึ้น?” พ่อถาม
“แม่สั่งผมอยู่ตลอด! บอกให้ปิดประตู ผมไม่ได้เป็นคนเปิดมันซะหน่อย! บอกให้ล้างจาน
ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นคนทำเลอะ!” พ่อฟังโดยไม่ขัด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงบแต่เด็ดขาด
“ไปปิดประตูซะ”
“พ่อ จริง ๆ นะ? ผมไม่ได้..”
“ไป”
เด็กชายลังเล แต่ก็ไป เมื่อกลับมา พ่อพูดต่อ
“ตอนนี้ไปล้างจาน”
“แต่...”
“ทำเลย”
เขาล้างเสร็จ
“ไฟห้องน้ำเปิดอยู่ ปิดมันซะ”
เด็กชายพึมพำเบา ๆ แต่ก็ไปทำ คืนนั้นเขาพูดน้อยมาก เขาไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจ
เมื่ออายุสิบห้า เขาเก็บเป้และไปอยู่บ้านเพื่อน สาบานว่าจะไม่กลับบ้านอีก..
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถทิ้งได้
นิสัยเหล่านั้น ปิดประตูที่ไม่ได้เปิด ปิดไฟที่ไม่ได้เปิด เก็บกวาดสิ่งที่ไม่ได้ทำเลอะ
มันซึมลึกเข้าสู่กระดูกเหมือนเลือดข้นใต้ผิวหนัง
เมื่ออายุสิบแปด ครอบครัวเพื่อนประสบปัญหา ทั้งพ่อแม่ตกงาน ตู้เย็นแทบไม่มีของ
บิลค่าใช้จ่ายพอกพูน
ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ไม่มีประสบการณ์ แต่เขาต้องตัดสินใจหางาน
เขาได้ยินข่าวตำแหน่งหัวหน้างานที่บริษัทเกษตรใหญ่ เขาหัวเราะ
“หัวหน้า? ฉันเหรอ?”
แต่เขาก็ไปลองดู ไม่มีอะไรจะเสียซะหน่อย
ที่ประตู รั้วเปิดกว้าง หมูหลายตัวเดินใกล้ถนน เขารีบปิดประตู กลัวมันจะออกไปโดนรถชน
ด้านใน กระดาษกระจัดกระจายตามทาง เขาเก็บใส่ถังขยะ ประตูห้องน้ำเปิด ไฟทิ้งเอาไว้
เขาปิดไฟและปิดประตู
จากนั้นจึงเข้าห้องสัมภาษณ์
“สวัสดีค่ะ” หญิงหลังโต๊ะพูด “เรารับคุณเข้าทำงานค่ะ”
เขาแข็งทื่อ
“อะไรนะ? คุณยังไม่ได้ดูประวัติผมเลย มีคนถือปริญญารออยู่นอกนั้นอีก…ตั้งมากมาย”
หญิงคนนั้นยิ้มอย่างรู้ทัน
“เรามีกล้องตั้งแต่ประตูทางเข้าไปจนถึงในสำนักงาน เราสังเกตคุณอยู่ เราไม่ได้หาคนที่เก่ง
ที่สุดบนกระดาษ เราหาคนที่รับผิดชอบ คนที่ไม่เดินผ่านปัญหาเหมือนมันมองไม่เห็น
คุณไม่จำเป็นต้องปิดประตู รักษาสัตว์ ประหยัดไฟ หรือเก็บกวาด แต่คุณทำ”
เธอหยุดพัก
“ไม่มีชั้นเรียนไหนสอนสิ่งนั้น คุณเรียนจากบ้าน และคุณเรียนได้ดีมาก”
ในวินาทีนั้น โลกของเขาเอียง เขาไม่ได้ฉลอง ไม่ได้บอกเพื่อน เขาขึ้นรถเมล์คันแรก
และกลับไปบ้านหาพ่อทันที เมื่อพ่อเปิดประตู ชายหนุ่มโผกอดและสะอื้น
“พ่อ… ขอบคุณครับ” เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟัง
พ่อกอดเขาแน่นและกระซิบ
“พ่อแค่ต้องการสอนให้ลูกเป็นคนดี เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ”
ในอ้อมกอดนั้น ลูกชายเข้าใจในที่สุด คนที่เรียนรู้ปิดประตูที่ไม่ได้เปิด
วันหนึ่งจะยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดเพื่อเขาเท่านั้น คนที่เก็บกวาดหลังผู้อื่น
คือการเคลียร์ทางไปสู่อนาคตของตัวเอง
บทเรียนเล็ก ๆ ที่เราเรียนรู้ที่บ้าน ความรับผิดชอบ ความเอาใจใส่ ความเคารพ
กลายเป็นรากฐานของโอกาสใหญ่ที่สุด
อย่าต่อต้านกับมัน มันกำลังสร้างชีวิตที่คุณจะใช้ในอนาคต
บางครั้งบทเรียนง่าย ๆ ก็ช่วยเปิดประตูที่ใหญ่ที่สุด
***จาก Lullaby for the Soul
ขอขอบคุณ
“เจาะเวลาหาอดีต” ผู้ ถอดความ
ภาพประกอบ ฝีมือ Google Gemini สร้างตามคำพรรณา ของ ต่อตระกูล ครับ
เด็กชายตะโกนขึ้นว่า
“ผมเกลียดแม่! แม่ชอบสั่งผมอยู่ตลอด! แค่ปล่อยผมไว้คนเดียวเถอะ!”
พ่อของเขาเพิ่งขับรถเข้ามาจอดหลังบ้าน หลังเลิกงานยาว เหงื่อซึมที่คอ ไหล่ตึง
เขาได้ยินเสียงตะโกนก่อนจะปิดประตูรถ หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ภายในบ้าน ภรรยาของเขานั่งบนโซฟา หน้าซ่อนในมือ ร้องไห้อย่างเงียบ ๆ
เธอไม่ได้อธิบาย เพราะไม่จำเป็น เขาก้มหัวลงข้าง ๆ เธอ ยกคางขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรนะ… พ่อจัดการเอง”
เขาเดินไปที่ห้องของลูกชาย เด็กชายหน้าแดงด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือน
เพิ่งวิ่งมาทั้งสนาม
“เกิดอะไรขึ้น?” พ่อถาม
“แม่สั่งผมอยู่ตลอด! บอกให้ปิดประตู ผมไม่ได้เป็นคนเปิดมันซะหน่อย! บอกให้ล้างจาน
ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นคนทำเลอะ!” พ่อฟังโดยไม่ขัด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงบแต่เด็ดขาด
“ไปปิดประตูซะ”
“พ่อ จริง ๆ นะ? ผมไม่ได้..”
“ไป”
เด็กชายลังเล แต่ก็ไป เมื่อกลับมา พ่อพูดต่อ
“ตอนนี้ไปล้างจาน”
“แต่...”
“ทำเลย”
เขาล้างเสร็จ
“ไฟห้องน้ำเปิดอยู่ ปิดมันซะ”
เด็กชายพึมพำเบา ๆ แต่ก็ไปทำ คืนนั้นเขาพูดน้อยมาก เขาไม่เข้าใจ ไม่อยากเข้าใจ
เมื่ออายุสิบห้า เขาเก็บเป้และไปอยู่บ้านเพื่อน สาบานว่าจะไม่กลับบ้านอีก..
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถทิ้งได้
นิสัยเหล่านั้น ปิดประตูที่ไม่ได้เปิด ปิดไฟที่ไม่ได้เปิด เก็บกวาดสิ่งที่ไม่ได้ทำเลอะ
มันซึมลึกเข้าสู่กระดูกเหมือนเลือดข้นใต้ผิวหนัง
เมื่ออายุสิบแปด ครอบครัวเพื่อนประสบปัญหา ทั้งพ่อแม่ตกงาน ตู้เย็นแทบไม่มีของ
บิลค่าใช้จ่ายพอกพูน
ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ไม่มีประสบการณ์ แต่เขาต้องตัดสินใจหางาน
เขาได้ยินข่าวตำแหน่งหัวหน้างานที่บริษัทเกษตรใหญ่ เขาหัวเราะ
“หัวหน้า? ฉันเหรอ?”
แต่เขาก็ไปลองดู ไม่มีอะไรจะเสียซะหน่อย
ที่ประตู รั้วเปิดกว้าง หมูหลายตัวเดินใกล้ถนน เขารีบปิดประตู กลัวมันจะออกไปโดนรถชน
ด้านใน กระดาษกระจัดกระจายตามทาง เขาเก็บใส่ถังขยะ ประตูห้องน้ำเปิด ไฟทิ้งเอาไว้
เขาปิดไฟและปิดประตู
จากนั้นจึงเข้าห้องสัมภาษณ์
“สวัสดีค่ะ” หญิงหลังโต๊ะพูด “เรารับคุณเข้าทำงานค่ะ”
เขาแข็งทื่อ
“อะไรนะ? คุณยังไม่ได้ดูประวัติผมเลย มีคนถือปริญญารออยู่นอกนั้นอีก…ตั้งมากมาย”
หญิงคนนั้นยิ้มอย่างรู้ทัน
“เรามีกล้องตั้งแต่ประตูทางเข้าไปจนถึงในสำนักงาน เราสังเกตคุณอยู่ เราไม่ได้หาคนที่เก่ง
ที่สุดบนกระดาษ เราหาคนที่รับผิดชอบ คนที่ไม่เดินผ่านปัญหาเหมือนมันมองไม่เห็น
คุณไม่จำเป็นต้องปิดประตู รักษาสัตว์ ประหยัดไฟ หรือเก็บกวาด แต่คุณทำ”
เธอหยุดพัก
“ไม่มีชั้นเรียนไหนสอนสิ่งนั้น คุณเรียนจากบ้าน และคุณเรียนได้ดีมาก”
ในวินาทีนั้น โลกของเขาเอียง เขาไม่ได้ฉลอง ไม่ได้บอกเพื่อน เขาขึ้นรถเมล์คันแรก
และกลับไปบ้านหาพ่อทันที เมื่อพ่อเปิดประตู ชายหนุ่มโผกอดและสะอื้น
“พ่อ… ขอบคุณครับ” เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟัง
พ่อกอดเขาแน่นและกระซิบ
“พ่อแค่ต้องการสอนให้ลูกเป็นคนดี เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ”
ในอ้อมกอดนั้น ลูกชายเข้าใจในที่สุด คนที่เรียนรู้ปิดประตูที่ไม่ได้เปิด
วันหนึ่งจะยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดเพื่อเขาเท่านั้น คนที่เก็บกวาดหลังผู้อื่น
คือการเคลียร์ทางไปสู่อนาคตของตัวเอง
บทเรียนเล็ก ๆ ที่เราเรียนรู้ที่บ้าน ความรับผิดชอบ ความเอาใจใส่ ความเคารพ
กลายเป็นรากฐานของโอกาสใหญ่ที่สุด
อย่าต่อต้านกับมัน มันกำลังสร้างชีวิตที่คุณจะใช้ในอนาคต
บางครั้งบทเรียนง่าย ๆ ก็ช่วยเปิดประตูที่ใหญ่ที่สุด
***จาก Lullaby for the Soul
ขอขอบคุณ
“เจาะเวลาหาอดีต” ผู้ ถอดความ
ภาพประกอบ ฝีมือ Google Gemini สร้างตามคำพรรณา ของ ต่อตระกูล ครับ
( 9 )
จอมโจรผู้ซื่อสัตย์และพระราชา ตอนที่ (เคาท์ดาวน์)จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The Truthful Thief and the King”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ
กาลครั้งหนึ่ง มีหัวขโมยชื่อแจ็คไปขอคำแนะนำจากพระภิกษุอาวุโสรูปหนึ่งเพราะเกิดอยาก
จะเป็นคนดีกับเขาบ้าง
“หลวงพ่อครับ ผมอยากจะเป็นคนดี กรุณาให้คำแนะนำผมด้วยครับ”
“ลูกเอ๋ย อาตมาจะช่วยได้ก็ต่อเมื่อลูกจะปฏิบัติตนตามที่อาตมาบอกเท่านั้น คือลูกต้อง
สัญญาว่าจะเลิกนิสัยที่ไม่ดีหนึ่งอย่าง” พระภิกษุผู้ทรงศีลแนะนำ
แจ็คเริ่มหวนระลึกถึงนิสัยไม่ดีต่าง ๆ อยู่ครู่ใหญ่ และคิดว่าเขาคงจะเลิกนิสัยลักขโมยไม่ได้
เพราะเป็นอาชีพเดียวที่เขาช่ำชองและทำรายได้มากพอเลี้ยงครอบครัวของเขา ในที่สุดแจ็คก็
บอกท่านว่า “หลวงพ่อครับ นับจากนี้ไปผมจะไม่โกหก!”
ผู้ทรงศีลรับฟังอย่างสงบและประพรมน้ำมนต์ให้ศีลให้พรเขา
ราวเที่ยงคืนของคืนวันนั้นเอง แจ็คแอบปีนเข้าไปในพระราชวังเพื่อขโมยของ และหลังจาก
เดินย่องอยู่ภายในเขตพระราชฐานได้ไม่นาน ก็สังเกตเห็นเงาคนขยับตรงมาที่เขา แจ็คตกใจมาก
เพราะไม่รู้ว่าชายแปลกหน้ามาอยู่ที่นั่นได้อย่างไรในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ ที่จริงชายแปลกหน้าผู้นั้นคือ
พระราชาที่ปลอมตัวใส่เสื้อผ้าเป็นคนธรรมดาเพื่อจะตรวจดูทหารรักษาการต่าง ๆ ว่าปฏิบัติหน้าที่
ของตนเรียบร้อยหรือไม่
"คุณเป็นใคร และมาทำอะไรที่นี่ ?" แจ็คถามชายแปลกหน้าคนนั้น
ชายแปลกหน้าทำสัญญาณมือปิดปากและพูดเบา ๆ ว่า “อย่าส่งเสียงดัง
ฉันจะมาขโมยสมบัติของพระราชา”
"เพื่อนเอ๋ย ผมก็มาขโมยเหมือนกัน" แจ็คตอบด้วยความดีใจที่ได้พบคู่หูและทั้งสองก็จับมือ
เป็นมิตรต่อกัน
"เราจะแบ่งของที่ขโมยได้คนละครึ่งนะ" ชายแปลกหน้าพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
หลังจากนั้นทั้งสองก็บุกเข้าไปในท้องพระคลังสมบัติ ชายแปลกหน้าสังเกตเห็นแจ็คตื่นเต้น
ดีใจมากเมื่อเห็นสมบัติ หลังจากนั้นทั้งสองก็แบ่งสมบัติทั้งหมดเท่า ๆ กัน อย่างไรก็ตามมีสมบัติ
ชนิดหนึ่งที่แบ่งไม่ได้คือแหวนเพชรวงหนึ่ง แจ็คจึงเสนอว่า “เราต่างก็ได้สมบัติไปมากแล้ว
เราทิ้งไว้อย่างเดิมคืนให้พระราชาก็แล้วกัน”
ชายแปลกหน้าเห็นด้วย ก่อนแยกทางกันชายแปลกหน้าขอที่อยู่ของแจ็คเพื่อที่จะได้
มาร่วมมือกันขโมยด้วยกันอีกในวันหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ดูแลท้องพระคลังพบว่า สมบัติในท้องพระคลังถูกขโมยไปจึงรีบไป
แจ้งข่าวร้ายพระราชาทันที ทั้งที่จริงพระองค์ทรงทราบเรื่องทั้งหมดอยู่แล้วแต่แสร้งทำเป็นตกใจ
และมีรับสั่งให้หัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังไปสำรวจสมบัติทั้งหมดที่ถูกขโมยไป
เมื่อหัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังเข้าไปตรวจสอบก็พบว่าไม่มีสมบัติเหลืออยู่เลย ยกเว้นแหวน
เพชรงามวงเดียว หัวหน้าฯ จึงเก็บแหวนเพชรไว้กับตัวเพราะคิดว่า “คงไม่มีใครรู้หรอก เพราะยังไง
ก็แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว จากนั้นก็ไปกราบทูลพระราชาว่า “ฝ่าพระบาท พระคลังว่างเปล่า
สมบัติถูกขโมยไปทั้งหมด พะยะค่ะ”
พระราชาไม่ตรัสตอบอย่างใดแต่ทรงมีบัญชาให้ตำรวจไปนำตัวแจ็คตามที่อยู่ที่แจ็คให้ไว้
และไม่นานต่อมาแจ็คก็ถูกนำตัวมาที่ท้องพระโรง แจ็คจำพระองค์ไม่ได้เพราะพระองค์ทรงฉลอง
พระองค์ในชุดกษัตริย์
“เมื่อคืน ท่านขโมยสมบัติไปจากท้องพระคลังใช่ไหม” พระราชาตรัสถาม แจ็คชะงักไปชั่วครู่
ขณะระลึกถึงคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผู้ทรงศีล จากนั้นแจ็คก็สารภาพแต่โดยดีว่า “พระอาญาไม่
พ้นเกล้าฯ ข้าพระองค์ขโมยสมบัติในท้องพระคลังไป พะยะค่ะ แต่ข้าพระองค์ไม่ได้ขโมยคนเดียว
ยังมีขโมยอีก หนึ่งคนที่ร่วมขโมยด้วยกัน และหลังจากได้สมบัติแล้ว เราก็แบ่งกันสมบัติกัน
คนละครึ่ง โดยไม่ได้เอาแหวนเพชรวงหนึ่งไปด้วยเพราะแบ่งไม่ได้ พะยะค่ะ”
“แล้วแหวนเพชรวงนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนไม่ทราบ” พระราชาตรัสถามขณะหันพระพักตร์ไปทาง
หัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังที่ขณะนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม จากนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ค้นตัวและก็พบ
แหวนเพชรวงนั้นก่อนจะให้นำตัวไปขังคุกทันที
อย่างไรก็ตาม พระราชาทรงประหลาดใจมากที่เห็นความซื่อตรงของแจ็คที่สารภาพทุกอย่าง
ด้วยสีหน้าไร้กังวล หลังจากตรัสถามแจ็ค ๆ ก็กราบทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ให้สัญญากับท่านผู้ทรง
ศีลว่า จะเลิกนิสัยไม่ดีหนึ่งอย่างคือ ข้าพระองค์จะไม่โกหกอีกต่อไปตลอดชีวิต แต่ข้าพระองค์ไม่
สามารถ เลิกขโมยได้เพราะเป็นวิธีหาเลี้ยงครอบครัวเพียงวิธีเดียวของข้าพระองค์
ดังนั้นข้าพระองค์จึงได้ สัญญากับท่านผู้ทรงศีลว่าจะพูดความจริงเสมอ พะยะค่ะ”
พระราชาทรงประทับใจในความซื่อสัตย์ของแจ็คมาก และทรงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า
ผู้ดูแลท้องพระคลังแทนหัวหน้าคนเดิมที่ถูกลงโทษจำคุก
**********************
จอมโจรผู้ซื่อสัตย์และพระราชา ตอนที่ (เคาท์ดาวน์)จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The Truthful Thief and the King”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ
กาลครั้งหนึ่ง มีหัวขโมยชื่อแจ็คไปขอคำแนะนำจากพระภิกษุอาวุโสรูปหนึ่งเพราะเกิดอยาก
จะเป็นคนดีกับเขาบ้าง
“หลวงพ่อครับ ผมอยากจะเป็นคนดี กรุณาให้คำแนะนำผมด้วยครับ”
“ลูกเอ๋ย อาตมาจะช่วยได้ก็ต่อเมื่อลูกจะปฏิบัติตนตามที่อาตมาบอกเท่านั้น คือลูกต้อง
สัญญาว่าจะเลิกนิสัยที่ไม่ดีหนึ่งอย่าง” พระภิกษุผู้ทรงศีลแนะนำ
แจ็คเริ่มหวนระลึกถึงนิสัยไม่ดีต่าง ๆ อยู่ครู่ใหญ่ และคิดว่าเขาคงจะเลิกนิสัยลักขโมยไม่ได้
เพราะเป็นอาชีพเดียวที่เขาช่ำชองและทำรายได้มากพอเลี้ยงครอบครัวของเขา ในที่สุดแจ็คก็
บอกท่านว่า “หลวงพ่อครับ นับจากนี้ไปผมจะไม่โกหก!”
ผู้ทรงศีลรับฟังอย่างสงบและประพรมน้ำมนต์ให้ศีลให้พรเขา
ราวเที่ยงคืนของคืนวันนั้นเอง แจ็คแอบปีนเข้าไปในพระราชวังเพื่อขโมยของ และหลังจาก
เดินย่องอยู่ภายในเขตพระราชฐานได้ไม่นาน ก็สังเกตเห็นเงาคนขยับตรงมาที่เขา แจ็คตกใจมาก
เพราะไม่รู้ว่าชายแปลกหน้ามาอยู่ที่นั่นได้อย่างไรในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ ที่จริงชายแปลกหน้าผู้นั้นคือ
พระราชาที่ปลอมตัวใส่เสื้อผ้าเป็นคนธรรมดาเพื่อจะตรวจดูทหารรักษาการต่าง ๆ ว่าปฏิบัติหน้าที่
ของตนเรียบร้อยหรือไม่
"คุณเป็นใคร และมาทำอะไรที่นี่ ?" แจ็คถามชายแปลกหน้าคนนั้น
ชายแปลกหน้าทำสัญญาณมือปิดปากและพูดเบา ๆ ว่า “อย่าส่งเสียงดัง
ฉันจะมาขโมยสมบัติของพระราชา”
"เพื่อนเอ๋ย ผมก็มาขโมยเหมือนกัน" แจ็คตอบด้วยความดีใจที่ได้พบคู่หูและทั้งสองก็จับมือ
เป็นมิตรต่อกัน
"เราจะแบ่งของที่ขโมยได้คนละครึ่งนะ" ชายแปลกหน้าพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
หลังจากนั้นทั้งสองก็บุกเข้าไปในท้องพระคลังสมบัติ ชายแปลกหน้าสังเกตเห็นแจ็คตื่นเต้น
ดีใจมากเมื่อเห็นสมบัติ หลังจากนั้นทั้งสองก็แบ่งสมบัติทั้งหมดเท่า ๆ กัน อย่างไรก็ตามมีสมบัติ
ชนิดหนึ่งที่แบ่งไม่ได้คือแหวนเพชรวงหนึ่ง แจ็คจึงเสนอว่า “เราต่างก็ได้สมบัติไปมากแล้ว
เราทิ้งไว้อย่างเดิมคืนให้พระราชาก็แล้วกัน”
ชายแปลกหน้าเห็นด้วย ก่อนแยกทางกันชายแปลกหน้าขอที่อยู่ของแจ็คเพื่อที่จะได้
มาร่วมมือกันขโมยด้วยกันอีกในวันหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ดูแลท้องพระคลังพบว่า สมบัติในท้องพระคลังถูกขโมยไปจึงรีบไป
แจ้งข่าวร้ายพระราชาทันที ทั้งที่จริงพระองค์ทรงทราบเรื่องทั้งหมดอยู่แล้วแต่แสร้งทำเป็นตกใจ
และมีรับสั่งให้หัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังไปสำรวจสมบัติทั้งหมดที่ถูกขโมยไป
เมื่อหัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังเข้าไปตรวจสอบก็พบว่าไม่มีสมบัติเหลืออยู่เลย ยกเว้นแหวน
เพชรงามวงเดียว หัวหน้าฯ จึงเก็บแหวนเพชรไว้กับตัวเพราะคิดว่า “คงไม่มีใครรู้หรอก เพราะยังไง
ก็แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว จากนั้นก็ไปกราบทูลพระราชาว่า “ฝ่าพระบาท พระคลังว่างเปล่า
สมบัติถูกขโมยไปทั้งหมด พะยะค่ะ”
พระราชาไม่ตรัสตอบอย่างใดแต่ทรงมีบัญชาให้ตำรวจไปนำตัวแจ็คตามที่อยู่ที่แจ็คให้ไว้
และไม่นานต่อมาแจ็คก็ถูกนำตัวมาที่ท้องพระโรง แจ็คจำพระองค์ไม่ได้เพราะพระองค์ทรงฉลอง
พระองค์ในชุดกษัตริย์
“เมื่อคืน ท่านขโมยสมบัติไปจากท้องพระคลังใช่ไหม” พระราชาตรัสถาม แจ็คชะงักไปชั่วครู่
ขณะระลึกถึงคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผู้ทรงศีล จากนั้นแจ็คก็สารภาพแต่โดยดีว่า “พระอาญาไม่
พ้นเกล้าฯ ข้าพระองค์ขโมยสมบัติในท้องพระคลังไป พะยะค่ะ แต่ข้าพระองค์ไม่ได้ขโมยคนเดียว
ยังมีขโมยอีก หนึ่งคนที่ร่วมขโมยด้วยกัน และหลังจากได้สมบัติแล้ว เราก็แบ่งกันสมบัติกัน
คนละครึ่ง โดยไม่ได้เอาแหวนเพชรวงหนึ่งไปด้วยเพราะแบ่งไม่ได้ พะยะค่ะ”
“แล้วแหวนเพชรวงนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหนไม่ทราบ” พระราชาตรัสถามขณะหันพระพักตร์ไปทาง
หัวหน้าผู้ดูแลท้องพระคลังที่ขณะนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม จากนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ค้นตัวและก็พบ
แหวนเพชรวงนั้นก่อนจะให้นำตัวไปขังคุกทันที
อย่างไรก็ตาม พระราชาทรงประหลาดใจมากที่เห็นความซื่อตรงของแจ็คที่สารภาพทุกอย่าง
ด้วยสีหน้าไร้กังวล หลังจากตรัสถามแจ็ค ๆ ก็กราบทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ให้สัญญากับท่านผู้ทรง
ศีลว่า จะเลิกนิสัยไม่ดีหนึ่งอย่างคือ ข้าพระองค์จะไม่โกหกอีกต่อไปตลอดชีวิต แต่ข้าพระองค์ไม่
สามารถ เลิกขโมยได้เพราะเป็นวิธีหาเลี้ยงครอบครัวเพียงวิธีเดียวของข้าพระองค์
ดังนั้นข้าพระองค์จึงได้ สัญญากับท่านผู้ทรงศีลว่าจะพูดความจริงเสมอ พะยะค่ะ”
พระราชาทรงประทับใจในความซื่อสัตย์ของแจ็คมาก และทรงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า
ผู้ดูแลท้องพระคลังแทนหัวหน้าคนเดิมที่ถูกลงโทษจำคุก
**********************
( 10 )
☀ ความทุกข์ยากของนักบุญน้อย ☀
ภาพเด็กทั้งสามที่ได้รับการประจักษ์ที่ฟาติมาภาพนี้ เราไม่ค่อยได้พบเห็นนัก
คงเพราะ เด็กๆดูหน้าหงิกย่นยู่ เพราะถูกจับมาถ่ายรูปกลางแดด เนื่องจากสมัยนั้น
กล้องถ่ายรูปและฟิลม์ ที่ยังโบราณทางเทคโนโลยี ต้องอาศัยแสงแดดจัดมากเพื่อภาพ
ที่คมชัดและยังใช้เวลาในการที่ต้องอยู่นิ่งนานพอไม่ให้ภาพเบลอ ภาพส่วนใหญ่ของ
เด็กๆจึงมักหน้านิ่วคิ้วขมวด โดยเฉพาะยาชินทา ที่เล็กที่สุด คิ้วจะขมวดทุกรูป
แต่ความยากลำบากของเด็กๆยังมีมากกว่านั้นมาก ในยุคนั้นรัฐบาลโปรตุเกสที่ฝักใฝ่
สังคมนิยม เกลียดชังความศรัทธาทางศาสนา การที่มีเด็กๆออกมาบอกว่า พระเจ้ามีจริง
สวรรค์มีจริง โดยมารดาพระเจ้ามาหาพวกเขา จึงเป็นสิ่งที่แนวคิดคอมมูนนิสต์เกลียดชัง
และเห็นเป็นเรื่องงมงายมอมเมา เด็กๆถูกจับไปสอบสวน และขู่ว่าจะฆ่าโดยโยนลง
กะทะร้อนๆ ถ้าไม่สารภาพความจริง การแยกขังแล้วหลอกว่า คนที่ถูกแยกไปถูกฆ่าตาย
ไปแล้ว เพื่อล่อให้เด็กพูดสิ่งที่พวกเขาอยากฟัง หรือแม้แต่การแกล้งขังเด็กๆรวมกับนักโทษ
ผู้ใหญ่เพื่อกดดันให้พวกเขาหวาดกลัว ล้วนสร้างความทุกข์ทรมานให้พวกเขา แต่ไม่อาจเอา
ชนะศรัทธายิ่งใหญ่ในร่างเล็กๆเหล่านี้ได้
ในเริ่มแรก ลูซีอาต้องเจ็บปวดมาก เพราะแม่ของเธอคือคนแรกที่ไม่เชื่อลูกสาวเลย ดุด่าว่า
เธออย่างรุนแรงหาว่าโกหกตอแหลเรื่องเห็นแม่พระ "ประกาศกย่อมถูกเหยียดหยามในบ้านของ
ตัวเอง" จากคนที่ตัวเองรัก นี่เป็นความเจ็บปวดที่พระคัมภีร์สอนไว้ล่วงหน้า และลูซีอาได้รับมัน
ตั้งแต่10ขวบ
พ่อแม่ของฟรังซิสโกและยาชินทา อยู่เคียงข้างลูกของตน และเชื่อใจลูกของตนแต่กระนั้นบท
ทดสอบใหญ่ที่บ้านนี้ต้องเจอคือ การที่พระเจ้านำลูกชายของพวกเขากลับไปอยู่กับพระองค์หลัง
จากภารกิจยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่ปี แล้วไม่กี่เดือนพระเจ้าก็มานำลูกสาวที่น่ารักของพวกเขาไปอีก
พวกเขาวอนขอพระเจ้าว่าเสียลูกชายไปแล้วอย่าให้พวกเขาต้องเสียลูกสาวไปอีกคนเลย แม้
พวกเขาจะรู้ดีว่าเด็กๆบอกไว้แล้วว่าพวกเขากำลังไปสวรรค์ตามที่แม่พระบอก แต่ก็ยากจะทำใจ
ในประวัติกล่าวไว้ว่า เด็กทั้งสองรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และไม่กลัวความตายเลย ทั้งสองเตรียมตัว
อย่างดีสวดภาวนามากขึ้นดำรงชีวิตในพระหรรษทาน และขณะที่นอนเจ็บป่วย ก็บอกว่าจะยอมรับ
ความทรมานนี้เพื่อพลีกรรมให้คนบาปกลับใจ
เด็กๆทั้งสองป่วยตายด้วยโรคระบาดที่เป็นเหมือนโควิทในยุคนั้นคือ ไข้หวัดสเปนที่เริ่มระบาด
ในปี ค.ศ. 1918 และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า40ล้านคน
เมื่อครั้งมารีย์ชาวนาซาแร็ธรับสารจากทูตสวรรค์ว่าจะเป็นมารดาพระผู้ไถ่โลก เธอมีอายุราว13-15ปี
(อายุปกติของผู้หญิงที่เตรียมหมั้นหมายแต่งงานในสมัยนั้น) เธอน้อมรับมันอย่างสุภาพ และ พระจิตเจ้า
ประทับในเอลิซาเบธญาติของเธอบอกว่าเธอคือผู้ที่"เป็นสุข"และได้รับพระพรยิ่งกว่าสตรีใดๆในโลก
แต่หลังจากนั้น มารีย์เผชิญมหาทุกข์จนถึงวันที่ลูกชายสุดที่รักของเธอถูกทรมานและฆ่าตายต่อหน้า
ดูเหมือนว่าคนที่พระเจ้ารัก จะไม่ได้แปลว่าต้องพบความสุขสบายในโลกนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็น
ความสุขแท้ในสวรรค์ พร้อมการฝ่าฟันความทุกข์ในโลกด้วยกล้าหาญและศรัทธา
ขอเหล่านักบุญน้อยๆแห่งฟาติมา ผู้ฝ่าฟันความทุกข์ยากในโลกนี้ มาแล้ว ด้วยความรัก
ศรัทธา และกล้าหาญ ช่วยวิงวอนเพื่อเรา ที่ยังต่อสู้กับ ความทุกข์โศก โรคภัย
อยู่ในแดนเนรเทศนี้ ด้วยเทอญ อาแมน
โดย เปาโล พรผล รักษ์บุญยวง
Cr. .facebook.com/holysmn/
☀ ความทุกข์ยากของนักบุญน้อย ☀
ภาพเด็กทั้งสามที่ได้รับการประจักษ์ที่ฟาติมาภาพนี้ เราไม่ค่อยได้พบเห็นนัก
คงเพราะ เด็กๆดูหน้าหงิกย่นยู่ เพราะถูกจับมาถ่ายรูปกลางแดด เนื่องจากสมัยนั้น
กล้องถ่ายรูปและฟิลม์ ที่ยังโบราณทางเทคโนโลยี ต้องอาศัยแสงแดดจัดมากเพื่อภาพ
ที่คมชัดและยังใช้เวลาในการที่ต้องอยู่นิ่งนานพอไม่ให้ภาพเบลอ ภาพส่วนใหญ่ของ
เด็กๆจึงมักหน้านิ่วคิ้วขมวด โดยเฉพาะยาชินทา ที่เล็กที่สุด คิ้วจะขมวดทุกรูป
แต่ความยากลำบากของเด็กๆยังมีมากกว่านั้นมาก ในยุคนั้นรัฐบาลโปรตุเกสที่ฝักใฝ่
สังคมนิยม เกลียดชังความศรัทธาทางศาสนา การที่มีเด็กๆออกมาบอกว่า พระเจ้ามีจริง
สวรรค์มีจริง โดยมารดาพระเจ้ามาหาพวกเขา จึงเป็นสิ่งที่แนวคิดคอมมูนนิสต์เกลียดชัง
และเห็นเป็นเรื่องงมงายมอมเมา เด็กๆถูกจับไปสอบสวน และขู่ว่าจะฆ่าโดยโยนลง
กะทะร้อนๆ ถ้าไม่สารภาพความจริง การแยกขังแล้วหลอกว่า คนที่ถูกแยกไปถูกฆ่าตาย
ไปแล้ว เพื่อล่อให้เด็กพูดสิ่งที่พวกเขาอยากฟัง หรือแม้แต่การแกล้งขังเด็กๆรวมกับนักโทษ
ผู้ใหญ่เพื่อกดดันให้พวกเขาหวาดกลัว ล้วนสร้างความทุกข์ทรมานให้พวกเขา แต่ไม่อาจเอา
ชนะศรัทธายิ่งใหญ่ในร่างเล็กๆเหล่านี้ได้
ในเริ่มแรก ลูซีอาต้องเจ็บปวดมาก เพราะแม่ของเธอคือคนแรกที่ไม่เชื่อลูกสาวเลย ดุด่าว่า
เธออย่างรุนแรงหาว่าโกหกตอแหลเรื่องเห็นแม่พระ "ประกาศกย่อมถูกเหยียดหยามในบ้านของ
ตัวเอง" จากคนที่ตัวเองรัก นี่เป็นความเจ็บปวดที่พระคัมภีร์สอนไว้ล่วงหน้า และลูซีอาได้รับมัน
ตั้งแต่10ขวบ
พ่อแม่ของฟรังซิสโกและยาชินทา อยู่เคียงข้างลูกของตน และเชื่อใจลูกของตนแต่กระนั้นบท
ทดสอบใหญ่ที่บ้านนี้ต้องเจอคือ การที่พระเจ้านำลูกชายของพวกเขากลับไปอยู่กับพระองค์หลัง
จากภารกิจยิ่งใหญ่เพียงไม่กี่ปี แล้วไม่กี่เดือนพระเจ้าก็มานำลูกสาวที่น่ารักของพวกเขาไปอีก
พวกเขาวอนขอพระเจ้าว่าเสียลูกชายไปแล้วอย่าให้พวกเขาต้องเสียลูกสาวไปอีกคนเลย แม้
พวกเขาจะรู้ดีว่าเด็กๆบอกไว้แล้วว่าพวกเขากำลังไปสวรรค์ตามที่แม่พระบอก แต่ก็ยากจะทำใจ
ในประวัติกล่าวไว้ว่า เด็กทั้งสองรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และไม่กลัวความตายเลย ทั้งสองเตรียมตัว
อย่างดีสวดภาวนามากขึ้นดำรงชีวิตในพระหรรษทาน และขณะที่นอนเจ็บป่วย ก็บอกว่าจะยอมรับ
ความทรมานนี้เพื่อพลีกรรมให้คนบาปกลับใจ
เด็กๆทั้งสองป่วยตายด้วยโรคระบาดที่เป็นเหมือนโควิทในยุคนั้นคือ ไข้หวัดสเปนที่เริ่มระบาด
ในปี ค.ศ. 1918 และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกกว่า40ล้านคน
เมื่อครั้งมารีย์ชาวนาซาแร็ธรับสารจากทูตสวรรค์ว่าจะเป็นมารดาพระผู้ไถ่โลก เธอมีอายุราว13-15ปี
(อายุปกติของผู้หญิงที่เตรียมหมั้นหมายแต่งงานในสมัยนั้น) เธอน้อมรับมันอย่างสุภาพ และ พระจิตเจ้า
ประทับในเอลิซาเบธญาติของเธอบอกว่าเธอคือผู้ที่"เป็นสุข"และได้รับพระพรยิ่งกว่าสตรีใดๆในโลก
แต่หลังจากนั้น มารีย์เผชิญมหาทุกข์จนถึงวันที่ลูกชายสุดที่รักของเธอถูกทรมานและฆ่าตายต่อหน้า
ดูเหมือนว่าคนที่พระเจ้ารัก จะไม่ได้แปลว่าต้องพบความสุขสบายในโลกนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็น
ความสุขแท้ในสวรรค์ พร้อมการฝ่าฟันความทุกข์ในโลกด้วยกล้าหาญและศรัทธา
ขอเหล่านักบุญน้อยๆแห่งฟาติมา ผู้ฝ่าฟันความทุกข์ยากในโลกนี้ มาแล้ว ด้วยความรัก
ศรัทธา และกล้าหาญ ช่วยวิงวอนเพื่อเรา ที่ยังต่อสู้กับ ความทุกข์โศก โรคภัย
อยู่ในแดนเนรเทศนี้ ด้วยเทอญ อาแมน
โดย เปาโล พรผล รักษ์บุญยวง
Cr. .facebook.com/holysmn/


