พระเมตตาแด่เราทุกคน ( 21- 40 )

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส
ตอบกลับโพส
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 24, 2026 4:52 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 21 )
พระหรรษทานอื่นๆ

ในโอกาสต่อมา พระเยซูเจ้าประทานหนทางแห่งพระหรรษทาน​อื่นๆ​ เพิ่มเข้ามาตามที่เรา
เรียกว่าเป็นความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตา​ พระองค์ทรงให้เธอมีประสบการณ์รหัสธรรม ซึ่ง
เธอบันทึกในสมุดบันทึกวิญญาณ เช่น ภาพนินิตเมืองสวรรค์ นรก ไฟชำระ ยิ่งกว่านั้นเธอยังได้
รับการมาหาจากซาตานหลายครั้ง​ บางทีก็มาในรูปตัวตนของมัน บางครั้งก็มาในรูปเทวดา
ความศักดิ์สิทธิ์และสุภาพถ่อมตนของเธอเป็นยาถอนพิษที่ทำความผิดหวังให้กับซาตาน
และผีปีศาจต่างๆ

นักบุญโฟสตินาได้รับของประทานจิตวิญญาณหลากหลาย เช่น พระพรที่สามารถอยู่ใน
สองสถานที่ ณ เวลาเดียวกัน พระพรพิเศษอ่านจิตวิญญาณ​ผ่านทางพระหรรษทานเหล่านี้
พระเยซูเจ้าทรงเตรียมเธอในอนาคตให้ทนรับทุกข์ทรมานที่พระองค์จะทรงขอเธอทนรับ
พระองค์ทรงให้เธอเลือกได้ ดังที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้กับเรา ว่าจะรับความทุกข์ทนหรือจะ
ไม่รับ พระองค์ตรัสว่าถ้าเธอไม่เต็มใจรับการทนทุกข์นี้สิ่งนั้นก็ไร้ความหมาย (บันทึกฯ 190)
จงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์ทรมานของตัวเราเอง ถ้าเราต้องทุกข์ทรมาน เราก็ไม่ต้องการให้การทน
ทุกข์นั้นไร้ความหมาย นักบุญโฟส​ตินาตอบ “ยอมรับ”​ ต่อความทุกข์ทนทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรง
ขอจากเธอ ดังนั้นเราจึงมีแบบอย่างจากภคินีผู้ศรัทธาร้อนรน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าแม้เธอได้รับ
ความบรรเทาใจอย่างมากมาย แต่เธอก็ระลึกได้เสมอว่าต้องยึดเอาการสวดภาวนาเป็นอันดับ
แรกเพื่อจะพากเพียรอยู่ในการทดลองนี้ได้ ชีวิตจิตของเธออาจสรุปด้วยคำภาวนาของคริสตชน
โบราณที่เราปัจจุบันรู้จักในชื่อว่า “บทภาวนาของพระเยซูเจ้า”​ : “พระสวามีเยซูคริสต์เจ้า
พระบุตรพระเจ้าผู้ทรงชีวิต โปรดเมตตาลูกคนบาปผู้น่าสงสารด้วยเทอญ”​

นักบุญโฟสตินา ทุกข์ทรมานอย่างมากจากวัณโรค ส่งผลทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปอด
เนื้อเยื่อ สมองและกระดูก ให้เจ็บปวดทั้งทางกายและจิตใจ ดังคำขอจากพระเยซูเจ้า เธอได้ถวาย
ความทุกข์ทรมานนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระทรมานของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนเพื่อลบล้างบาป
ของผู้อื่น นี่เป็นพระหรรษทานใหญ่หลวงประการแรก เปิดโอกาสให้เธอเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์
อย่างล้ำลึก ที่จะถวายความทุกข์ทนของเธอให้พระเจ้าทรงใช้เป็นประโยชน์ และเพื่อเปลี่ยน
ความทุกข์ทนเหล่านั้นเป็นเครื่องบูชาประจำวันถวายเพื่อความรอดพ้นของเหล่าวิญญาณ

ณ ตรงนี้ คำถามสำหรับเรา : เราได้รับการขอจากพระเยซูเจ้าให้มีส่วนในไม้กางเขนของพระองค์
บ้างหรือไม่? ในบางหนทางพวกเราทุกคนได้รับคำขอเช่นเดียวกัน ความทุกข์ทรมานบางประการ
ของเราบางทีก็อาจจะเป็นเพียง “เศษสะเก็ดไม้” จากไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า ในขณะที่ของบางคน
เป็น “ไม้ท่อนขวางทั้งท่อน” และแม้ความทุกข์ทนอาจจะไม่เป็นอย่างที่เปรียบเทียบมานี้ พระองค์จะไม่
ทรงให้เราต้องแบกความทุกข์เกินกว่าที่เราจะแบกได้อาศัยพระหรรษทานของพระองค์ ใช่ พระองค์
อาจจะทรงขอจากวิญญาณบางดวงให้รับทุกข์มากหน่อย : ดังนั้นถ้าคุณมีความทุกข์ใหญ่ในชีวิต​
อาจเป็นได้ที่พระคริสต์เจ้าทรงขอจากคุณให้ช่วยแบกไม้กางเขนของพระองค์ตรงชิ้นส่วนใหญ่นั้น
ในขณะที่ ดูเหมือนกำลังท้อแท้ แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นของประทานสุดจะหยั่งถึงจากพระองค์

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 24, 2026 5:02 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 22 )
แผนการของพระเจ้า

แผนการของพระเจ้าที่บังเกิดความทุกข์ทนและการท้าทายแก่นักบุญโฟสตินาให้เธอต้องสู้ทน
ก็เพื่อเตรียมเธอ ให้มีความไว้วางใจและความเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับภารกิจที่จะทรงมอบ
ให้เธอไปกระทำ เธอได้รับรอยบาดแผลภายในที่มองไม่เห็นเรียกว่า “รอยบาดแผลฝ่ายวิญญาณ”​
เธอทุกข์ทนและเจ็บปวดอันเป็นผลจากบาปทำแท้ง (ของผู้คนในสังคม) สามครั้งหมดสติไปเนื่อง
จากความเจ็บปวดนี้ เธอบันทึกว่านี่เป็นการถวายการใช้โทษบาปแด่พระเจ้าสำหรับวิญญาณที่ถูก
ฆาตกรรมในครรภ์มารดาของเขา (บันทึกฯ 1276)

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความทุกข์ทน พระเจ้าประทานความบรรเทาแก่นักบุญโฟสตินาเพิ่มมากขึ้น
เธอเป็นมนุษย์หนึ่งในสามคน (เท่าที่เรารู้) ได้เห็นทูตสวรรค์เซราฟิม ซึ่งนำเธอเข้าร่วมหมู่กับประกาศก
อิสยาห์ผู้ได้รับการนำถ่านลุกเป็นไฟจากเตาพระแท่นบูชาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบนสวรรค์มาประทับ
ชำระที่ริมฝีปาก (อสย6:6-7) และมีนักบุญ​ ฟรังซิส ที่เซราฟิมมาเยี่ยมท่านก่อนที่ท่านจะได้รับรอยแผล
ศักดิ์สิทธิ์บนร่างกายและบุคคลที่สามที่ได้รับการเยี่ยมคือนักบุญโฟสตินา เมื่อเซราฟิม​นำศีลมหาสนิท
มาให้เธอรับขณะป่วยเข้าร่วมพิธีมิสซาไม่ได้

น่าสนใจอย่างยิ่งที่นักบุญโฟสตินาได้เห็นนิมิต ภาพเธอได้รับแต่งตั้งเป็นนักบุญพร้อมการฉลองวัน
อาทิตย์พระเมตตาในวัดน้อยในอารามของเธอและที่กรุงโรม (บันทึกฯ 1044 - 1048) เธออธิบายว่า
เธอเห็นฝูงชนทั้งในวัดน้อยอารามและวัดน้อยของพระสันตะปาปาที่กรุงโรมพร้อมๆ กัน ในเรื่องราว
เกี่ยวกับการสถาปนาเธอเป็นนักบุญ​อันงดงาม นักบุญเปโตรยืนอยู่ระหว่างพระแท่นและพระสันตะปาปา
และท่านพูดอะไรบางอย่างกับพระสันตะปาปา ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อาจได้ยินคำพูด เมื่อพิจารณานิมิตนี้
น่าสังเกตว่าทันทีหลังจากการประกาศเธอเป็นนักบุญปี​ ค.ศ. 2000 แล้ว พระสันตะปา ยอห์น​ ปอล ที่สอง
ก็ทรงประกาศว่าต่อไปนี้จะมีวันฉลองวันอาทิตย์พระเมตตาในปฏิทินพิธีกรรมสากลของพระศาสนจักร
การประกาศนี้นำความแปลกใจมาสู่ผู้คน เพราะไม่มีกำหนดไว้ในกำหนดการของพิธีในวันนั้น ดูเหมือน
พระสันตะปายอห์น ปอล ที่สอง ก็มิได้ทรงมีแผนจะประกาศ หรืออาจเป็นท่านนักบุญเปโตรบอกพระองค์
ให้ประกาศ เช่นนั้น? เป็นเรื่องเหลือเชื่อควรนำมาใคร่ครวญ

ระหว่างช่วงชีวิตของนักบุญโฟส​ตินา คำพูดเรื่องราวภาพนิมิตของนักบุญโฟสตินาเป็นที่เล่าลือกัน
ในสมณสมัยของพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 11 และปีโอ ที่ 12 มีการอนุญาตจากพระศาสนาในการตีพิมพ์
ข้อเขียน (imprimatur) ภายใต้การสนับสนุนของพระสังฆราชท้องถิ่น และทำให้ความศรัทธาภักดีต่อ
พระเมตตาเป็นที่ปฏิบัติทั่วไปได้ ขณะที่เธอป่วย เธอทำนายว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งใหญ่
หลวงกลืนกินชีวิตในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ สงครามนี้คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดในประเทศ
โปแลนด์ หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งปีหลังการตายของเธอ เมื่อรู้ว่าสงครามกำลังจะมา พระเยซูเจ้าตรัสให้
เธอสวดภาวนาเพื่อประเทศชาติ นักบุญโฟสตินาได้ขอให้ภคินีในคณะของเธอสวดภาวนา
เพื่อประเทศโปแลนด์เป็นแบบอย่างแก่เราว่าควรสวดภาวนาให้ประเทศชาติของเราเช่นเดียวกัน

หลังจากต้องทุกข์ทนอย่างมากและใช้ความพยายามเหนือธรรมชาติที่จะทำทุกสิ่งแล้ว พระเยซูเจ้า
ทรงขอให้นักบุญโฟสตินายอมจำนนต่ออาการป่วยวัณโรค ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1938 ปัจจุบันในวัน
ดังกล่าวนี้เป็นวันฉลองท่านและใส่ไว้ในปฏิทินพิธีกรรมของพระศาสนจักรสากล และยืนยันความสำคัญ
ว่าเป็นนักบุญผู้เผยแผ่เรื่องพระเมตตา

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 24, 2026 5:09 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 23 )
บทบาทของพระสงฆ์คณะแมเรียน

“เอกลักษณ์สำคัญ” อันหนึ่งของการเผยแผ่ข่าวสารและความศรัทธาภักดีนี้คือพระสงฆ์ คณะ
แมเรียนฯ คุณพ่อโจเซฟ จาร์เซบาวสกี MIC (Marian Fathers of the Immaculate Conception)
ผู้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับบุญราศีไมเกิ้ล โซปอกโก ในปี ค.ศ. 1941 เกือบ 3 ปีหลังการตายของ
นักบุญโฟสตินา​ ท่านนำข่าวสารเรื่องพระเมตตาจากประเทศโปแลนด์ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา
พร้อมด้วยพระหรรษทานความช่วยเหลือจากพระเจ้า

คุณพ่อจาร์เซบาวสกี ได้รู้เห็นเป็นพยานเกี่ยวกับพระหรรษทานใหญ่หลวงที่รายงานมาจากบุคคล
ที่ศรัทธาฝากตัวไว้กับพระเมตตา ในฤดูใบไม้ผลิปีค.ศ. 1940 ท่านรู้ตัวว่าจะต้องหลบหนีออกจาก
ประเทศโปแลนด์เนื่องจากอันตรายจากสงครามโลก ท่านได้บนว่าหากท่านสามารถไปพบพระสงฆ์
คณะแมเรียนฯ ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างปลอดภัยท่านจะอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดเผยแผ่
ข่าวสารและความศรัทธาภักดีเรื่องพระเมตตาแก่ผู้คนตลอดไป

ก่อนท่านจะจากโปแลนด์ บุญราศีไมเกิ้ล มอบเอกสารเรื่องพระเมตตาแก่คุณพ่อจาร์เซบาวสกี
ซึ่งท่านเก็บเตรียมไว้แล้ว ให้นำเอกสารเหล่านี้และเผชิญกับอุปสรรคที่ดูเหมือนไม่อาจข้ามพ้นไปได้
คุณพ่อจาร์เซบาวสกีเริ่มออกเดินทาง ท่านไม่อาจไปทางตะวันตกได้เพราะเยอรมันนาซียึดครองพื้นที่
เหล่านั้น​ จึงมุ่งไปทางด้านตะวันออก และก็สามารถผ่านไปได้ในขณะที่เอกสารและวีซ่าหมดอายุไปแล้ว
ที่จริงข้อมูลเอกสารที่แบกมาด้วยนั้นถือว่าเป็นเอกสารต้องห้ามและถ้าตรวจพบก็จะต้องถูกจับและดำเนิน
การทางระเบียบพวกนาซี ความไว้วางใจในพระญาณเอื้ออาทรของพระเมตตา ท่านสามารถผ่านรอดพ้น
ด่านตรวจไปได้หลายครั้งหลายครา โดยเอกสารเรื่องพระเมตตาไม่ถูกตรวจพบเลย

หลังจากสามารถเดินทางอย่างพิเศษจากโปแลนด์ไปยังประเทศลิทัวเนียแล้วก็ข้ามประเทศรัสเซีย
และไซบีเรียไปยังวลาดิวอสต็อกมุ่งตรงไปยังประเทศญี่ปุ่นและมาถึงแผ่นดินประเทศสหรัฐอเมริกา
หนึ่งปี ต่อมา เป็นจริงดังที่บนไว้ ท่านลงมือผลิตแจกจ่ายข่าวสารและความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตา
ทันที โดยอาศัยความช่วยเหลือของซิสเตอร์คณะเฟลิเชียนในมลรัฐมิชิแกนและคอนเน็กติกัต ไม่ช้า
สมาชิก ในคณะแมเรียนฯ ก็เข้าร่วมการเผยแผ่นี้อย่างเข้มแข็งด้วยเช่นกัน

ปี ค.ศ. 1944 หลายปีหลังจากกิจการของท่านดำเนินไป คุณพ่อวอลเตอร์​ เพลซินสกี MIC
(เป็นผู้อำนวยการคนแรกของสมาคมช่วยเหลือแห่งแมเรียนฯ) จัดพิมพ์หนังสือ “อัครสาวกแห่ง
ความเมตตาของพระเจ้า”​ (Mercy of God Apostolate) ณ เอเดนฮิลล์ เมืองสต็อคบริดจ์ มลรัฐ
แมสซาชูเสตส์ ปัจจุบันคือสักการสถานพระเมตตาแห่งชาติ ณ ดินแดนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของ
สมาคมช่วยเหลือแห่งแมเรียนฯ ที่ซึ่งเป็นบ้านของพระสงฆ์คณะแมเรียน อิมมาคูเลต คอนเซ็ปชัญ
บริหารงานสิ่งพิมพ์ศาสนาทันสมัย และได้กลายเป็นศูนย์กลางคณะพระเมตตาระดับชาติ เพราะพั
นธกิจเริ่มต้นที่นี่ข่าวสารสำคัญไม่เคยหยุดประกาศเผยแผ่จากที่นี่ แม้แต่ทหารที่ไปรบในสงครามโ
ลกครั้งที่ 2 ยังช่วยเผยแผ่ข่าวสารไปยังประเทศฟิ​ลิปปินส์ พอถึงปีค.ศ. 1953 เอกสารข้อเขียนเรื่อง
พระเมตตาก็ได้รับการตีพิมพ์เผยแผ่ออกไปแล้วกว่า 25 ล้านฉบับทั่วโลก

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 24, 2026 5:25 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ( 24 )
ได้รับการรับรอง ถูกห้ามเผยแผ่ และได้รับการรับรอง

ปี ค.ศ. 1959 ไม่นานหลังจากข่าวสารและความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตาเผยแผ่ออกไป
อย่างกว้างขวางทั่วโลกดุจ “แรงระเบิด”​ ก่อผลให้ต้องหยุดประกาศเนื่องจากทางกรุงโรมได้
ประกาศให้หยุดเผยแผ่รูปภาพและข้อเขียนเรื่องพระเมตตา นักบุญโฟสตินาได้พูดถึงเรื่องนี้
ก่อนแล้ว (ในสมุดบันทึกวิญญาณฯ 378) การสั่งห้ามเนื่องมาจากคำแปลสมุดบันทึกวิญญาณ
ไม่ถูกต้องจากต้นฉบับ เมื่อแปลจากภาษาโปแลนด์เป็นภาษาอิตาเลียน คำแปลมีประโยคที่ก่อ
ความสับสน เช่น จากบันทึก 1273 “เราเป็นความรักและความเมตตานั้นเอง”​ ซึ่งเมื่อแปลเป็น
ภาษาอิตาเลียน กลายเป็นความหมายว่าหมายถึงตัวท่านนักบุญโฟสตินาเอง

ดังนั้นโดยปรีชาญาณของพระศาสนจักร แม้จะสั่งห้ามข้อเขียนในเวลานั้น แต่ก็สามารถเข้าใจ
กระจ่างชัด เราต้องขอบพระคุณพระเจ้า ปีค.ศ. 1978 ไม่นานก่อนที่นักบุญยอห์น ปอล ที่สอง,
พระสันตะปาปา จะทรงได้รับเลือกการสั่งห้ามถูกยกเลิก นักบุญยอห์น ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา
ทรงเป็นดั่งหัวหอกทรงพยายามเริ่มต้นศึกษางานเขียนของนักบุญโฟสตินาและนำเอาหีบสมบัติ
แห่งพระหรรษทานนี้ มาให้แก่สัตบุรุษคาทอลิก หลังจากนี้ไม่นาน​ คุณพ่อเซราฟิม มิคาเลนโก, MIC
ได้ลักลอบนำเอารูปภาพเนื้อหาหน้ากระดาษในสมุดบันทึกวิญญาณของนักบุญโฟส​ตินาจาก
คอมมิวนิสต์โปแลนด์ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและแปลเป็นภาษาอังกฤษในเวลานั้น และสามารถ
ทำความเข้าใจต่อคนหมู่มากในพระศาสนจักรอเมริกา

พันธกิจพิเศษของนักบุญโฟสตินาคือ : มีความไว้างใจในพระเมตตาของพระเจ้าและวอนขอ
พระเมตตาเพื่อชาวโลกทั้งมวล เราด้วยได้รับเรียกให้ทำสิ่งนี้ พันธกิจของเธอก็คือพันธกิจของเรา
ชีวิตวิญญาณจิตทั้งหมดของนักบุญโฟสตินาคือความไว้วางใจและพระเมตตา เธอยอมมอบถวาย
ตัวเองทั้งครบแด่พระประสงค์ของพระเจ้า ดั่งว่าเธอไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเธอเองโดยปราศจาก
พระหรรษทานจากพระเจ้า เช่น พระเจ้าทรงขอให้เธอวาดภาพแต่เธอไม่ใช่ศิลปิน พระองค์ทรงขอให้
เธอเผยแผ่ความศรัทธาต่อพระเมตตาไปทั่วโลกแต่เธอไม่มีเงินทอง พระองค์ทรงขอให้จัดวันอาทิตย์
ฉลองพระเมตตาทั่วพระศาสนจักรสากล แต่เธอไม่มีอำนาจอะไรในพระศาสนจักร
คุณเข้าใจประเด็นเหล่านี้หรือยัง

พระเยซูเจ้าทรงให้เธอได้รับความช่วยเหลือบ้างจากคุณพ่อโซปอกโก​ แต่พระองค์ทรงมอบหมาย
ให้เธอรับผิดชอบต่อวิญญาณซึ่งจะไม่ได้รับความรอดพ้นหากเธอไม่ทำงานที่ดูเหมือนจะเป็นไป
ไม่ได้ ทั้งหมดนี้ ทำไมพระเยซูเจ้าทรงทำเช่นนี้? พระสวามีเจ้าของเราทรงทดลองเธอดูว่าเธอจะมี
ความ ไว้วางใจ ในพระองค์มากเพียงใด และอาศัยความไว้วางใจนี้เองที่นักบุญ​โฟสตินารู้ว่า
พระเยซูเจ้า ทรงพระดำเนินร่วมทางไปกับเธอตลอดเส้นทาง

กลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่คุณพ่อเซราฟิม​กำลังกำลังเริ่มศึกษางานเขียนของนักบุญ
โฟสตินา เพื่อเสนอให้เธอเป็นบุญราศีกลายเป็นหัวข้อถกเถียงว่าช่วงเวลาค่อนข้างจะเร็วเกินไป
(นับแบบธรรมประเพณีที่พระศาสนจักรปฏิบัติต้องใช้เวลานานพอสมควรเพื่อพิจารณาแต่งตั้งใคร
เป็นบุญราศี... ผู้แปล) แต่เธอก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศีบนพื้นฐานของเครื่องหมายอัศจรรย์ที่ได้รับ
โดย มัวรีน ดิแกน เพื่อนที่ดีมากของชาวแมเรียนที่สักการสถานพระเมตตาแห่งชาติ มัวรีน ได้รับ
การรักษาให้หายจากโรคภาวะบวมน้ำเหลือง ซึ่งไม่มีทางรักษาให้หาย ภายหลังนักบุญโฟสตินา
ได้รับ การประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญจากการรับรองเครื่องหมายอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับ
คุณพ่อรอน ไพเทล ที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจที่รักษาไม่ได้กลับหายอย่างน่าอัศจรรย์

ปัจจุบันนี้ ซิสเตอร์โฟสตินาเป็นนักบุญแล้ว เรายังภาวนาขอให้เธอได้เป็นนักปราชญ์ของ
พระศาสนจักร ซึ่งถ้าได้รับการแต่งตั้งก็จะเป็นนักบุญหญิงองค์ที่ 5 ที่ได้รับเกียรตินี้ ข้อเขียนของเธอ
เกี่ยวกับพระเมตตาที่เปี่ยมไปด้วยข่าวสารให้กำลังใจแห่งความไว้วางใจในพระเยซูเจ้าเป็นดั่งการ
เตรียมโลกให้พร้อมกับการเสด็จมาครั้งสุดท้ายของพระองค์ ความตระหนักเรื่องพระเมตตาได้
กระจายออกไปอย่างมั่นคงดังที่เรากล่าวแล้วว่าคุณพ่อเซราฟิมเรียกความศรัทธาต่อพระเมตตา
อย่างมั่นคงนี้ว่า “เป็นกลุ่มศรัทธาชนที่หยั่งรากลึกและกว้างไกลที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร
คาทอลิก” และหนึ่งในผู้ประกาศหลักเรื่องพระเมตตานี้ก็คือ นักบุญยอห์น ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา​
ตรัสอย่างตรงประเด็นว่า “เป็นที่แน่แท้ว่าเด็กหญิงยากจนคนนี้ ผู้ไม่มีที่ทางจะไปที่พระเจ้าทรงมอบ
หมายพันธกิจให้ประกาศไปทั่วโลก ซึ่งข่าวสารที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20”​
นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ มี.ค. 13, 2026 12:33 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 25 )
โรงเรียนแห่งความไว้วางใจ

เราจบบทสุดท้ายโดยพูดถึงเรื่องข่าวสารเกี่ยวกับความไว้วางใจนี้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับ
พระคัมภีร์ในบทดังกล่าวพูดถึงปัญหาใหญ่หลวงของ​อาดัมและเอวา ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเขาทั้งสอง
ได้ทำบาป แต่เป็นเรื่องเขาไม่ได้ไว้วางใจและเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกแก่เขา งูปีศาจได้ให้
ภาพลักษณ์พระเจ้าที่บิดเบือนแก่พวกเขา ทำให้เขาเชื่อว่าพระองค์คือผู้ที่เขาจะต้องกลัว ซาตานเป็น
ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความไม่ไว้วางใจ มันจะบอกเราว่าที่เราต้องไว้วางใจคือตัวเรา ซึ่งนำเราสู่ความ
เป็นทาส ไม่ใช่อิสรภาพ เรากลายเป็นทาสของสิ่งที่เราคิดว่าจะสามารถเติมเต็มแก่เราได้ กิจการทาง
เพศของเรา กิจการเพื่อความอร่อยลิ้นของการกินอาหาร ความต้องการฝ่ายต่ำของเราเหล่านี้ล้วนนำ
มาแต่การไม่มีความสุขและความกลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราล้มเหลว

ครั้งหนึ่งพ่อได้ยินคนพูดว่าความกลัวคือข้ออ้างอันหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลใหญ่ว่าทำไมผู้คนไม่ไปวัด
พวกเขากลัวพระเจ้า ผู้ทรงวางกฎเกณฑ์ต่างๆ ดังนั้น​ การไว้วางใจในพระเจ้าก็เป็นกุญแจไขสู่การชนะ
ความกลัว “อย่ากลัวเลย”​ เป็น​คำพูดแรกของนักบุญยอห์น ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา เมื่อพระองค์ได้
รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาและคำนี้มีอยู่ในพระคัมภีร์ถึง 365 ครั้ง

ให้เรามองดูสิ่งที่คุณพ่อไมเกิ้ล กิต​ลีย์, MIC ได้พูดถึง ความกลัวและอะไรที่ท่านพูดถึง
“โรงเรียนแห่งความไว้วางใจ”​ ก็พบได้ในพระคัมภีร์

เมื่ออาดัมและเอวาได้ยินเสียงพระเจ้าดำเนินอยู่ในสวนแทนที่จะวิ่งเข้าไปหาพระองค์ พวกเขากลับวิ่งหนี
แทนที่จะรู้สำนึกถึงบาป สารภาพเสียและกระโดดโผเข้ากอดความรักของพระเจ้า พวกเขาไปหลบซ่อน
แทนที่จะไว้วางใจในความดีและความเมตตาหาที่สิ้นสุดมิได้ของพระเจ้า พวกเขากลับหวาดกลัวพระเจ้า

ผู้ชายถูกปีศาจล่อลวง ปล่อยให้ความไว้วางใจในพระเจ้าของเขาตายไปในดวงจิต และใช้เสรีภาพไป
อย่างผิดพลาด ไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้านี่คือบาปแรกของมนุษย์ที่ประกอบขึ้น ส่งผลที่ตามมาจากบาป
ทุกประการคือการขาดความไว้วางใจในความดีของพระองค์ และไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า​
(คำสอนพระศาสนจักร 397)

ตอนนี้ให้เราพิจารณาคำหลัก “ไว้วางใจ” บาปแรกเกิดขึ้นจากการขาดความไว้วางใจ เราพูดได้ว่า
มนุษย์ยอมให้ความไว้วางใจต่อพระผู้สร้างเขามาตายไปจากดวงใจของเขาเอง และรากของบาปนี้ก็ก่อมิใช่
เพียงแค่บาปแรกแต่ดังที่หนังสือคำสอนพระศาสนจักรกล่าวว่า “ในผลร้ายที่ติดมาจากบาปทั้งหลาย”
แท้จริงบาปทุกประการเกี่ยวเนื่องมาจากการขาดความไว้วางใจในความดีของพระเจ้า คำสอนพระศาสนจักร
ยังกล่าวต่อว่ารวมเอาการขาดความไว้วางใจนี้เป็นปัจจัยหนึ่งก่อเกิด “ผลตามมาอันน่าเศร้า” แปลว่า “อาดัม
และเอวากลายเป็นคนหวาดกลัวพระเจ้าผู้ซึ่งพวกเขารู้สึกเช่นนี้จากภาพลักษณ์พระเจ้าที่ผิดเพี้ยนไป...”
ตรงนี้แหละ ตรงที่ภาพลักษณ์ของพระเจ้าถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปอธิบายเรื่องต่างๆ ได้อย่างมาก ทำไมอธิบาย
ได้มาก เพราะรอยบาดแผล (ผลตามมาอันน่าเศร้า) ที่ไปทำให้พระเจ้าผิดเพี้ยนไปส่งต่อมายังเรา พ่อหมาย
ความว่าทุกคนในพวกเรามีความโน้มเอียงที่จะเกรงกลัวพระเจ้าและขาดความไว้วางใจในพระองค์ เราโน้ม
ไปทางที่เห็นพระเจ้าทรงเป็นผู้คอยทำลายความสนุกสนานของเรา เป็นพระเจ้าผู้พร้อมจะตรัสตำหนิว่ากล่าว
เป็นผู้คอยระแวงที่จะต้องมีอำนาจเหนือเราตลอดเวลา

แล้วจริงหรือเปล่า? พระเจ้าทรงมุ่งร้ายไม่เป็นมิตร แก้แค้นพยาบาท​ หรือเป็นเหมือนผู้ตั้งกฎเกณฑ์ที่ไม่มี
ใครปฏิบัติได้และเราต้องโดนลงโทษที่ไม่ถือกฎเหล่านั้น? เปล่าเลย นี่ไม่ใช่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นดังเช่นนี้
ตากหาก​ พระเจ้าของเราทรงเป็นบิดาผู้ร้อนรักต่อเราและปรารถนาทำให้เรามีความสุข​ พระองค์ทรงแสดง
ความเมตตาหาที่สุดมิได้ต่อเรามิใช่เพราะว่าพระองค์ทรงต้องทำแต่เพราะทรงปรารถนาจะทำ และหากเรา
เข้าใจสิ่งนี้ในดวงใจของเราแล้วนั้น เราจะไม่ให้ความไว้วางใจของเราทั้งหมดแด่พระองค์หรือ? ถึงกระนั้น
เราก็ยังไม่ให้ เราจำเป็นต้องกลับไปยังลักษณะของเด็กที่ไร้เดียงสาที่ซึ่งเรามีความไว้วางใจต่อพ่อผู้สถิต
ในสวรรค์ โชคร้าย ทุกวันนี้เรามักจะไม่มีความไว้วางใจเช่นนี้ เราไม่ยอมให้ตัวเราตกลงบนอ้อมแขน
แห่งรักของพระสวามีเจ้า

พ่อรู้ว่าการไว้วางใจในพระเจ้านั้นไม่ง่าย ภาพที่ผิดเพี้ยนไปของพระองค์ที่เราต่างก็มีระดับหนึ่งหรือ
แง่มุมอื่นๆ ยากที่จะเอาชนะได้ แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าทรงทำงานอย่างหนักเพื่อเยียวยารักษาบาดแผลนี้
แท้จริงพ่อขอกล่าวว่าตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นทั้งหมดสามารถสรุปลงในความเพียรพยายาม
ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่จะหยุดความเกรงกลัวพระเจ้าที่เราแต่ละคนมีต่อพระองค์ และทรงต้องการรักษาบาด
แผลนี้ในตัวเราให้หาย เพื่อเราจะได้กลับมาไว้วางใจในพระองค์อีกครั้งหนึ่งเพื่อพระองค์จะทรงสามารถ
ช่วยเราให้รอดพ้น

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ มี.ค. 13, 2026 12:40 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอน ที่ ( 26 )
ความไว้วางใจ และ พระมารดามารีย์ : ยอมรับความช่วยเหลือที่ทรงหยิบยื่นมาให้แก่เรา

ความคิดเรื่อง “โรงเรียนแห่งความไว้วางใจ”​ ของคุณพ่อกิตลีย์เสริมสิ่งที่พ่อพูดให้หนักแน่นที่จะ
เป็นกุญแจสู่ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า แต่คุณอาจจะกล่าวว่า “ได้ คุณพ่อ ไว้วางใจ แต่ผมจะ
ลงมือปฏิบัติอย่างไรล่ะ?”​ หนทางที่ดีที่สุดคือเรียนรู้จากแบบอย่างของใครบางคน แล้วใครเป็นสุด
ยอดแห่งผู้มีความไว้วางใจ แน่นอนชัดเจนที่สุดก็คือ พระมารดามารีย์ เพราะพระนางทรงเป็นเอวาใหม่
พระนางเป็นสิ่งตรงข้ามกับเอวาคนแรก เพราะเอวาเป็น “มารดาของการไม่ไว้วางใจ”​

พระมารดามารีย์ไม่มีความกลัว ​; พระนางมอบน้ำใจ พระนางตอบ “ยินดีรับ” ​เมื่อพระนางไม่สามารถ
ทำสิ่งใดได้นอกจากมอบความไว้วางใจไว้ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับพระนางว่าจะต้องเกิดขึ้น พระนางเป็น
ของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่เราในฐานะเป็นแม่ ผู้เป็นสิ่งสร้างอย่างเรา เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าเรา
จะกลัวพระองค์ หลังจากการล้มลงในสวนเอเดน และคุณแสดงว่าคุณไว้ใจใครบางคนอย่างเต็มเปี่ยม
ได้อย่างไร? ก็คือคุณตอบรับความช่วยเหลือ ที่เขาหยิบยื่นมาให้แก่คุณ ดังนั้น ความช่วยเหลือที่พระเจ้า
ทรงยื่นมาให้แก่เราผ่านทางของประทานคือแม่ของพระองค์เป็นความช่วยเหลือที่เราจะต้องรับไว้ด้วย
ความไว้วางใจ

เมื่อพ่อยังเล็กและบางทีก็กลัวว่าบิดาของพ่อจะไม่พอใจในตัวพ่อ​ พ่อจะวิ่งไปหาแม่ พ่อทำดังนี้เพราะ
พ่อกลัวว่าบิดาจะมองพ่อว่าไม่อดทน หรือไม่ก็เพราะท่านไม่มีความสุขเพราะพ่อ แต่แม่ของพ่อทำให้พ่อ
มั่นใจว่าบิดามิได้คิดเช่นนี้กับพ่อ และไม่มีเหตุผลที่พ่อต้องกลัว นี่คือสิ่งที่พระมารดาสามารถทำได้เพื่อเรา
พระมารดามารีย์เป็นเอวาใหม่และพระนางนำอาดัมใหม่มาให้เราคือพระเยซูเจ้า บนต้นใหม่แห่งชีวิต
ต้นใหม่คือไม้กางเขน ดังนี้​ อา​ดัมคนเก่าเอวาคนเก่าและต้นไม้เดิมถูกลบล้างไปหมดแล้ว

นี่คือการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ของพระนางมารีย์ที่ช่วยเราอย่างแท้จริง : ให้เราไว้วางใจ หมายถึงไว้วางใจ
แก่ผู้นำทางแก่เรา พระนางมารีย์ นำเราไปหาพระเยซูเจ้า​ “ไปพบพระเยซูเจ้าผ่านทางพระนางมารีย์”
อันเป็นจุดหมายปลายทางของการทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจงวอนขอพระนางให้เราทราบถึงพระ
ประสงค์ของพระเจ้า เพราะพระนางปฏิบัติเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์แบบในชีวิตของพระนางเอง​ ไม่มีความ
ผิดสิ่งใดในการรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น แม้แต่พระเยซูเจ้ายังทรงรับขณะเดินไปตามทางสู่เขากัลวารีโอ

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ มี.ค. 13, 2026 1:00 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ( 27 )
กุญแจสู่ความสุข : ความทุกข์ยากของเรา

หนึ่งในคำถามที่พ่อในฐานะพระสงฆ์ได้รับเสมอๆ “เราจะรู้จักพระประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างไร?”​
พระศาสนจักรสอนว่าให้เชื่อฟังต่อพระบัญญัติของพระเจ้าและอุตสาหะทำหน้าที่ประจำวันคือการทำ
ตาม​พระประสงค์ของพระเจ้า พูดเช่นนี้คุณอาจบอกว่า “มันน่าจะมีอะไรมากไปกว่าต้องต่อสู้กับรถติด
บนถนน สับสนงุนงงในการงาน กลับบ้านเตรียมอาหารเย็น ช่วยลูกทำการบ้าน จ่ายใบทวงหนี้ค่าน้ำ
ค่าไฟให้เรียบร้อย ในขณะที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกัน ตื่นขึ้นวันใหม่แล้วก็ทำแบบนี้ซ้ำอีก”
ที่จริงทั้งหมดนี้คือการทำให้เราศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง : โดยการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของเราไม่ว่าสิ่งต่างๆ
จะยากลำบากเพียงใด จงมั่นคงในความซื่อสัตย์ต่อผู้ที่เราอาศัยอยู่ด้วยกันจะนำมาซึ่งพระหรรษทาน
ใหญ่หลวง เพียงแต่วอนขอท่านนักบุญยอแซฟ กรรมกร

ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าและมิใช่ตามใจเรา ก่อเกิดความสุขเปี่ยมล้นเพราะจะนำมาซึ่ง
พระหรรษทานแห่งการช่วยให้รอดพ้น ศัตรู​แห่งความรอดพ้นของเราเป็นบาปซึ่งไม่ใช่ประการใดนอก
เสียจากบาปการไม่ยอมขึ้นต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา พูดอีกอย่างหนึ่ง บาปหมายถึงการ
ไม่ไว้วางใจ เป็นการพูดพื้นๆ เลยว่า “ฉันจะทำตามแบบของฉัน ไม่ใช่แบบของพระองค์”​ คุณเคยปรึกษา
พระเจ้าก่อนจะเริ่มต้นเปลี่ยนไปทำงานที่ใหม่หรือเปล่า หรือเมื่อจะต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่น? คุณเคยขอใ
ห้พระประสงค์จงสำเร็จไปก่อนที่คุณจะเปลี่ยนแปลงทำเรื่องสำคัญในชีวิตบ้างไหม? หากไม่เคย บางทีคุณ
อาจกำลังทำสิ่งตรงข้ามกับพระประสงค์ของพระองค์อยู่ก็เป็นได้ และหากคุณทำเช่นนั้น คุณก็กำลังทำตัว
คุณให้อ่อนไหวต่อบาป ซึ่งจะทำให้ถูกตัดขาดอย่างร้ายแรงจากพระหรรษทานของพระเจ้า

เมื่อเราตัดตัวเราออกจากพระหรรษทานของพระเจ้า เราจะเป็นเช่นไร?​ คำตอบคือ ทุกขเวทนา
แต่อย่าสิ้นหวัง พระเยซูเจ้าตรัสแก่เราว่ายังมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่นี่ นักบุญโฟส​ตินากล่าวว่า “เคล็ดลับ
สู่ความสุขคือตระหนักอยู่เสมอถึงความทุกข์น่าเวทนาของตน”​ ทำไม? เพราะเวลาคิดเช่นนี้ได้เท่านั้น
จะทำให้เรารู้สึกต้องการความเมตตาของพระเจ้า และหลายครั้งที่ทำไมพระองค์ทรงโปรดยอมให้เรา
มีความทุกข์เวทนา เพื่อเมื่อเราหันกลับไปพระองค์ท่ามกลางทุกขเวทนาเหล่านั้นเราก็จะได้รับ
ความเมตตาจากพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม

พระเยซูเจ้ายังตรัสกับนักบุญโฟส​ตินาอีกว่า “ความน่าสมเพชของลูกไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความ
เมตตาของเรา ลูกรัก... จงบันทึกลงไปว่า​ ยิ่งวิญญาณน่าสมเพชมาก เขาก็ยิ่งมีสิทธิ์ได้รับความเมตตามาก
จะเร่งเร้าให้วิญญาณทั้งหลายไว้วางใจในความเมตตาที่สุดจะหยั่งถึงได้ของเรา เพราะเราต้องการช่วย
เขาทุกคนให้รอด”​ (บันทึกฯ 1182)

น้อยคนนักที่ตระหนักว่าเคล็ดลับแห่งความสุขคือการตระหนักถึงทั้งสองประการคือ ความน่าสมเพช
ของเรา และพระเมตตาของพระเจ้า​ หากเราไม่ยอมรับขีดขั้นจำกัดตัวเราและความน่าสมเพชของเรา
เราก็ไม่อาจไว้วางใจ หากเราแสวงหาเพียงความสุขชั่วแล่น คิดว่าจะสามารถปกปิดความน่าสมเพช
วิญญาณจิตของเราได้ เราก็ไม่มีวันไว้วางใจในพระเยซู​เจ้าได้

ในหนังสือ “เหยียบเจ้างูร้าย”​ คุณพ่อทัดเดอัส แลงก์ตัน, MIC ชี้ให้เห็นจุดสำคัญหลายจุดแห่งคุณค่า
ในความน่าสมเพชที่ดูเหมือนจะขัดแย้งแต่ไม่​ (paradoxical) ท่านชี้ว่าผู้คนมากมายเข้ามาหาพระเยซูเจ้า
เพราะพวกเขาระลึกถึงความน่าสมเพชเวทนา ความไร้ความสามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้ ความทุกข์ทรมาน
และความน่าเวทนานำเขามาคุกเข่าลงและร้องไห้ขอความเมตตาด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่พระเยซูเจ้าทรงช่วย
พวกเขาได้ คุณพ่อแลงก์ตันอธิบายว่าการตระหนักว่าเราต้องการองค์พระเจ้าเป็นกุญแจสำคัญแห่งความ
รอดพ้นของเรา เมื่อเรานำเอาความน่าเวทนาสมเพชและการปราศจากความช่วยเหลือมายังพระเยซูเจ้า
เท่านั้น พระองค์ทรงสามารถช่วยเราได้อย่างเต็มเปี่ยม

พระคัมภีร์บอกเราว่าบาปที่ไม่สามารถยกโทษให้อภัยได้คือบาปผิดต่อพระจิตเจ้า บาปที่ไม่ยอม
สำนึกผิดคือบาปที่วิญญาณพูดว่า “ฉันไม่ต้องการความเมตตาของพระเจ้า ฉันสบายดี ฉันยังได้รับการ
เคารพอย่างดี ฉันมีสุขภาพดีและยังมีเงินทอง - ฉันมีทุกสิ่งที่ฉันต้องการ”​ อย่าตกลงบนหลุมพราง ; ไม่มี
การครอบครองทางโลกใดหรือคำสรรเสริญใดสามารถให้ความสุขแท้จริงได้​ พระเยซูเจ้าตรัสว่าสิ่ง
แท้จริงที่เรามีคือความน่าสมเพช​ ความสุขมาจากความเมตตาของพระองค์

นักบุญโฟสตินาสนทนาเช่นนี้กับพระเจ้า :
“...ลูกได้ถวายตัวลูกเองแด่พระองค์จนครบถ้วนแล้ว ดังนั้นลูกจึงไม่มีสิ่งใดจะถวายพระองค์อีก”
พระเยซูเจ้าตรัสแก่ดิฉันว่า “ลูกรัก ลูกยังไม่ได้ถวายสิ่งที่เป็นของลูกจริงๆ แก่เราเลย”​ ดิฉันจึงสำรวจตนเอง
ให้ลึกซึ้งและพบว่าดิฉันรักพระเจ้าสุดกำลังความสามารถ มองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่ดิฉันยังไม่ได้ถวายองค์
พระผู้เป็นเจ้า จึงทูลถามว่า “พระเยซูเจ้าข้าโปรดบอกลูกด้วยเถิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร ลูกจะเต็มใจถวายให้
พระองค์ทันที” พระเยซูเจ้าตรัสกับดิฉันด้วยพระทัยกรุณาว่า “ลูกรัก จงมอบความน่าเวทนาของลูกให้
เราเถิด​ เพราะมันเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกแต่ผู้เดียว” เวลานั้นเองวิญญาณก็ได้รับการส่องสว่าง ดิฉันมองเห็น
ความน่าเวทนาเหลือประมาณของตนเองทั้งหมด​ (บันทึกฯ 1318)

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7094
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

เสาร์ มี.ค. 14, 2026 9:30 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ( 28 )
คุณค่าของการยอม

นี่คือความหมายของการยอม คือเมื่อคุณกล่าวว่า “พระเจ้าข้า ลูกถวายทุกสิ่งทั้งหมดแด่
พระองค์ ลูกทำไม่ไหวอีกแล้ว ลูกไว้วางใจว่าบางที บางหนทางพระองค์จะทรงนำสิ่งดีงาม
ปรากฏออกมาในความน่าสมเพช​ ลูกมองไม่เห็นทาง แต่ลูกไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงทำให้
เกิดขึ้นโดยความเมตตาต่อลูก ไม่ว่าพระองค์จะทรงตัดสินพระทัยจะทรงประทานความเมตตา
เช่นไร” ดังนั้นจึงมิได้หมายความคุณจะถูกลอตเตอรี่ในทันทีทันใดเพื่อไปชำระใบทวงหนี้ที่ค้าง
อยู่ ; แท้จริงพระเจ้าอาจจะทรงยืดเวลาที่คุณยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการออกไป เรากำลังพูดถึงการ
ยอมต่อพระประประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของคุณซึ่งไม่เหมือนเสมอไปกับน้ำใจของตัวคุณ

คุณพ่อแลงก์ตัน ชี้ให้เห็นถึงการประจญในความคิดว่าความเมตตาหมายถึงการช่วยให้รอดพ้น
ที่มาจาก ไม้กางเขน (เราไม่ต้องเข้าไปมีส่วนในไม้กางเขน... ผู้แปล) มากกว่าการได้รับความรอดพ้น
ผ่านทาง ไม้กางเขน​ (เราเข้าไปมีส่วนในการถูกตรึงบนไม้กางเขน..​. ผู้แปล) แม้ว่านักบุญเปโตรได้ทำ
ความผิดพลาดใหญ่หลวง นักบุญเปโตรเรียนรู้จากบทเรียนที่ท่านปรามพระเยซูเจ้ามิให้เข้าไปยังกรุง
เยรูซาเล็ม เพื่อพระเยซูเจ้าจะได้หลบเลี่ยงจากไม้กางเขน​พระเยซู​เจ้าทรงตำหนิท่าน : “ถอยไปข้างหลัง
ซาตาน!” (มธ16:23) เหมือนจะประชดประชัน แม้แต่ซาตานก็ยังเข้ามาในแผนการของพระเจ้า​ เพราะ
มันมักจะล่อลวงเรา แต่พระเจ้าทรงเข้าจัดการซาตาน (ด้วยวิธีการของมัน... ผู้แปล) เพราะพระองค์ทรง
รู้ว่าปีศาจจะจี้จุดสำแดงความยากจนและความน่าสมเพชของเรา แต่จะกลับเป็นหนทางให้เราสามารถ
เข้ามาหาความเมตตาของพระเจ้า ซาตานต้องการให้เราเชื่อว่าเราไม่มีอะไรและมันจะแสดงให้เราเห็น
ความอ่อนแอและชีวิตที่แตกสลาย ซึ่งแท้จริงเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เราเห็นสิ่งนี้ นี่เราพูดแบบ
ทำนองประชดประชัน

จำไว้ว่าพระเจ้าทรงปรารถนานำสิ่งดีออกมาแม้แต่จากความชั่วร้าย​ เมื่อปีศาจสำแดงความตกต่ำ
และความอ่อนแอของเราทั้งหมดออกมา จะไม่เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องสิ้นหวัง นั่นเป็นเป้าหมายของปีศาจ
มันยังอาจจะกลายเป็นสิ่งดีเพราะสามารถนำเราไปยังจุดที่เรากล่าวไว้ว่า “พระองค์ตรัสถูกต้อง ลูกไม่มี
อะไร - ลูกต้องการพระองค์ พระเจ้าข้า”​ นี่คือสิ่งจำเป็นที่ทำให้เราร้องขอความเมตตา ดังที่พ่อจำได้ว่า
เคยอ่านถึงคำขอของนักบุญท่านหนึ่งว่า “ลูกจะไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างเปลือยเปล่า ไม่มี
อะไรนอกจากความเมตตาของพระองค์”​

พระเจ้าดูเหมือนว่าทรงเงียบต่อเรา เป็นอะไรที่แม้พ่อยอมรับว่ารู้สึกเช่นนั้นจากช่วงเวลาหนึ่งถึง
ช่วงเวลาหนึ่ง ในช่วงเวลาทดลองดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ทรงประทับอยู่ที่นั่น แต่ดังที่คุณพ่อแลงก์ตัน
เน้นย้ำ ไม้กางเขนไม่เคยเป็นคำพูดสุดท้ายของพระเจ้า เป็นการเสด็จกลับคืนชีพเป็นคำพูดสุดท้าย​
เราจำเป็นต้องผ่านเข้าไปในทางกางเขนก่อนเพื่อจะเข้าสู่พระสิริรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนพระชนม์ชีพ
นักบุญโฟสติมาเขียนว่า “ลูกมิได้ทูลขอให้พระองค์ปลดลูกลงจากกางเขน แต่ลูกอ้อนวอนพระองค์
โปรดประทานพละกำลัง ให้ลูกยืนหยัดอยู่บนกางเขนได้”​ (บันทึกฯ 1484)

พระเจ้าอาจทรงยอมให้เราอยู่บนไม้กางเขนต่อไป เมื่อคำทูลขอให้เราออกมาจากไม้กางเขนนั้นไม่
เป็นผลดีก่อประโยชน์ในชีวิตของเรา เป็นความจริงว่าหลายครั้งเราภาวนาด้วยแรงจูงใจผิดๆ (ยก4:3)
จึงเป็น เหตุผลว่าพระเจ้าไม่ทรงประทานให้แก่เราตามที่เราทูลขอ ตัวอย่างหนึ่ง เราภาวนาทูลขอเพื่อ
บางคนที่กำลังจะสิ้นใจให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป - การมีชีวิตอยู่ตลอดไปในโลกนี้พร้อมกับ
ความทุกข์ทรมานก็ไม่ใช่พระพรเสมอไป

หากเราต้องการจะสามารถยอมรับอย่างสิ้นเชิงและยอมรับความทุกข์ทรมานด้วยความไว้วางใจ
ประการแรกเราต้องรู้คุณค่าของการยอมต่อพระเจ้าเสียก่อน (นี่เป็นหัวเรื่องบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้)
ความทุกข์​ทรมาน ส่งผลลัพธ์สองทาง : คืออาจนำเราไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และความขมขื่นใจ หรืออาจ
นำเราไปสู่ความไว้วางใจ เมื่อเรากล่าวว่า “พระเจ้าข้า บัดนี้ลูกต้องการพระองค์มากยิ่งกว่าแต่ก่อน”​
บุญราศี เซบัสเตียน วาลแฟร์ (1629-1710) เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อทุกสิ่งผ่านพ้นไปแล้วคุณจะไม่เสียใจ
เลยที่ต้องมีความทุกข์ทรมาน ; ยิ่งกว่านั้นคุณจะรู้สึกเสียใจที่มีความทุกข์ทรมานน้อยเหลือเกิน และยัง
ทนทุกข์อันเล็กน้อยนั้นอย่างไม่เหมาะสมอีกด้วย”​

แม้ว่าเราไม่ต้องทูลขอความทุกข์ทรมานให้มีมากขึ้น แต่เราก็ไม่ควรเพิกเฉยต่อความทุกข์ทรมาน
ด้วยเช่นกัน อีกครั้งหนึ่ง คุณพ่อ​แลงก์​ต​ันได้ชี้จุดดีในเรื่องนี้ ท่านกล่าวว่าเราสามารถและอาจจะบ่นว่า
ต่อพระเจ้า แท้จริงเพลงสดุดีในพระคัมภีร์ ที่เรียกว่าเพลงสดุดีประเภทคร่ำครวญ บทที่ 86, 130 อาจ
ช่วยเราให้แสดงความรู้สึกแท้จริงของเราออกมาต่อพระเจ้าแม้ยามที่เราผิดหวัง​ เสียใจและขาดความ
ไว้วางใจ เราสามารถพร่ำบ่นออกมา เพราะแสดงให้เห็นว่าเราเชื่อว่าพระเจ้าสดับฟังเราอยู่ อย่ากลัวที่
จะระบายออกมาต่อพระองค์​ แม้จะเป็นเรื่องที่เราต้องอดทนต่อผู้ที่กระทำต่อเราอย่างที่สุด ถึงกระนั้น
ในสถานการณ์นี้ พระเจ้าก็ยังทรงมีพระทัยดีงามยิ่งใหญ่กว่า

เราสามารถเห็นได้จากตัวอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงใช้คนในโลกเพื่อพระเกียรติมงคลของพระองค์ เช่น
พระองค์ทรงให้เราต้องอดทนผู้คนบางคนในชีวิตของเราเพื่อเปิดโอกาสให้เราเติบโตขึ้นในฤทธิ์กุศล
ความวุ่นวายที่เราต้องรับจากบุคคลเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เราตระหนักถึงความจำเป็นที่เราต้องสวด
ภาวนาให้แก่เขา และยังเป็นโอกาสช่วยพวกเขาให้ได้พบความรอดพ้นในชีวิตของเขา
พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถเตรียมแผนการชั้นเลิศเช่นนี้เอาไว้

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ตอบกลับโพส