เรื่องสั้นสอนใจ ชุดที่ ( 14 )

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส
ตอบกลับโพส
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ธ.ค. 11, 2025 2:38 pm

( 1 )

เรื่องสั้น ------> กษัตริย์และธิดาทั้งสาม จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The King and His Three Daughters”

แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กษัตริย์พระองค์หนึ่งประสงค์จะทราบว่าพระธิดาทั้งสามของพระองค์รักพระองค์มากน้อย
เพียงใด จึงตรัสถามพระธิดาทั้งสามว่า “บอกพ่อซิว่าลูกรักพ่อมากแค่ไหน?”

พระธิดาองค์โตตอบว่า “พ่อที่รักคะ ลูกรักพ่อมากกว่าเพชรและทับทิมทั้งหมดในโลกนี้รวมกัน”
พระราชาทรงพอพระทัยมากกับคำตอบ

พระธิดาองค์กลางตอบว่า “พ่อที่รักคะ ลูกรักพ่อมากเท่ากับทองคำและอัญมณีล้ำค่าทั้งหมดในโลก”
พระราชาทรงพอพระทัยมากกับคำตอบเช่นเดียวกับคำตอบของพระธิดาองค์โต

ส่วนพระธิดาองค์เล็กมีความคิดที่ต่างออกไปและตอบว่า “พ่อที่รักคะ ลูกรักพ่อเท่ากับเกลือ
ทั้งหมดในโลกนี้ค่ะ”

กษัตริย์กริ้วมากกับคำตอบของพระธิดาองค์เล็ก พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ขับพระธิดาองค์เล็ก
ออกไปจากอาณาจักรของพระองค์และห้ามกลับเข้ามาในพระราชวังตลอดไป

พระธิดาองค์เล็กเป็นทุกข์ร้องไห้เสียใจมากและเข้าไปในป่า ไม่นานต่อมา มีเจ้าชายคนหนึ่ง
ผ่านมาและได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอ และเมื่อพบเธอ เจ้าชายก็ตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น
เจ้าชายพาเธอไปพักอาศัยที่ปราสาทของเขาและขอเธอแต่งงาน

พระธิดาองค์เล็กตอบตกลงแต่มีเงื่อนไขว่า พระราชบิดาของเธอจะต้องเสด็จมาในงานแต่งงาน
เท่านั้น หลังจากนั้น เธอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนถึงเรื่องที่เธอถูกขับไล่ออกจากพระราชวังและ
ห้ามกลับเข้าพระราชวังอีก
เจ้าชายตอบตกลงและให้เตรียมจัดงานอภิเษกสมรสขึ้น เจ้าชายส่งหนังสือเชิญกษัตริย์ที่เป็น
พระราชบิดาของเจ้าหญิงด้วย แต่ไม่เปิดเผยพระนามของสตรีสาวที่จะเป็นคู่ครองโดยแจ้งเพียงว่า
เป็นความลับของพระราชวัง

ในวันอภิเษกสมรส กษัตริย์ผู้ได้รับเชิญเสด็จมาประทับ ณ โต๊ะจัดเลี้ยงที่มีพระกระยาหารมากมาย
ในภาชนะประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าและจัดวางอย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พระองค์ทรง
ลิ้มรสเล็กน้อยของพระกระยาหารทั้งหมดแล้ว พระองค์กริ้วมาก ทรงมีพระสุรเสียงดังก้องว่า “อะไรกันนี่
อาหารจืดชืดทุกอย่างเลย คนทำอาหารไม่รู้จักใส่เกลือกันบ้างเลยหรือ!”

พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ก็มีสตรีสาวสวยในชุดเจ้าสาวถือขวดเกลือมายืนอยู่ต่อหน้า
พระพักตร์ทูลว่า “ฝ่าพระบาท นี่คือเกลือเพคะ”

กษัตริย์จำเสียงของพระธิดาองค์เล็กได้ทันที และทรงตระหนักถึงความผิดพลาดของพระองค์
และดังนั้นเสด็จพ่อขอให้พระธิดาองค์เล็กยกโทษให้ เธอร้องไห้ด้วยความดีใจ ไม่ถือโกรธเสด็จพ่อ
และพระธิดาองค์เล็กกับเจ้าชายพระสวามีของเธอก็ได้นำความสงบสุขมาสู่อาณาจักรทั้งสอง

-------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ธ.ค. 11, 2025 2:45 pm

( 2 )


เรื่องสั้น ------> อีกากับกวาง จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “Crow and Deer Story”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

อีกากับกวางเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เล็ก ขณะเดียวกันก็มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอยากกินกวางที่
อ้วนท้วนสมบูรณ์ตัวนี้ มันจึงคิดวางแผนอยู่ในใจว่า “ถ้าจะกินกวางตัวนี้ให้ได้ ก่อนอื่นฉันจะต้องทำ
ให้กวางไว้วางใจฉันก่อน”

วันรุ่งขึ้น สุนัขจิ้งจอกก็กลับมายังจุดที่กวางและอีกาพูดคุยกันตามปกติ จากนั้นมันก็ทักทายทั้งสอง
ว่า “สวัสดีคุณทั้งสอง ฉันเห็นพวกคุณอยู่ด้วยกันมา 2-3 ครั้งแล้ว ตัวฉันเองอยากก็จะสมัครขอเป็น
เพื่อนกับพวกคุณด้วย!”

อีกาอุทานขึ้นทันทีว่า “ว้าว! เราจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไงล่ะ!”
สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตอบว่า "โธ่เอ๋ย ทำไมสุนัขจิ้งจอกจะเป็นเพื่อนกับพวกคุณไม่ได้
โปรดให้โอกาสฉันพิสูจน์ตัวเองก่อนสิครับ ฉันสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีจริง ๆ !"

อย่างไรก็ตามอีกายังคงไม่วางใจสุนัขจิ้งจอก แต่กวางเป็นสัตว์ที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมพูดกับอีกาว่า
"โอ้ ดูท่าทางสุนัขจิ้งจอกสุภาพเรียบร้อยดีนะ เราจะให้โอกาสเขาเป็นเพื่อนบ้างได้ไหมนะ!"

อีการ้องเสียงหลงว่า “นี่เพื่อนกวางสติดีหรือเปล่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรับสุนัขจิ้งจอกเป็นเพื่อน!!”

“ฉันไม่ถือสาสิ่งที่พวกคุณปรึกษากันหรอก! ฉันไปก่อนนะเพื่อน!' สุนัขจิ้งจอกพูดอย่างเรียบร้อยก่อน
จะเดินจากไป

วันรุ่งขึ้น เมื่อกวางอยู่ตามลำพัง สุนัขจิ้งจอกก็เข้ามาทักทายกวางอีกด้วยน้ำเสียงที่น่าฟังว่า
"สวัสดีกวางที่น่ารัก คุณรู้ไหมว่ามีฟาร์มแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ในฟาร์มนั้นมีพืชผักอร่อย ๆ
มากมาย ถ้าคุณไปที่นั่นละก็ คุณก็จะได้กินพืชผักสดสีเขียวอย่างไม่อั้นทีเดียว"

กวางแสนซื่อได้ยินสุนัขจิ้งจอกชักชวนก็ตกลง ตอบว่า "ไปสิ เราไปลุยกันเลย!" แล้วสุนัขจิ้งจอกก็
พากวางไปที่ฟาร์มนั้น กวางก็กระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีเมื่อเห็นพืชผลในฟาร์มและเริ่มกินอย่าง
เพลิดเพลินจนอิ่ม

“ขอบคุณมากเพื่อน วันนี้ฉันกินอิ่มแล้ว เรากลับเข้าป่ากันเถอะ” กวางพูดกับสุนัขจิ้งจอก

ขณะเดินกลับเข้าป่าด้วยกัน สุนัขจิ้งจอกก็เริ่มดำเนินการตามแผนที่สอง มันเริ่มพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยว
กับอีกาจนกวางหลงเชื่อและไม่พูดคุยกับอีกาอีกต่อไป นับแต่วันนั้น กวางก็ไปที่ฟาร์มกับสุนัขจิ้งจอกและ
กินพืขผลที่นั่นต่อไป

หลังจากนั้น 3–4 วัน เจ้าของฟาร์มออกตรวจแปลงผักของตนและพบร่องรอยความเสียหาย เจ้าของ
ฟาร์มโกรธมากและสังเกตเห็นรอยเท้ากวางอยู่ในบริเวณที่เสียหาย จึงวางตาข่ายดักตอนเย็นวันเดียวกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น กวางก็มาที่ฟาร์มตามปกติ และติดอยู่ในตาข่ายอย่างง่ายดาย สุนัขจิ้งจอกที่ระวังตัว
อยู่ตลอดเวลาเห็นกวางติดกับก็น้ำลายไหลเพราะเข้าตามแผนที่มันวางไว้ จากนั้นมันก็วิ่งไปซ่อนตัวอยู่หลัง
ต้นไม้ ในช่วงเวลาเดียวกันอีกาก็บังเอิญบินอยู่เหนือฟาร์มและพูดกับตัวเองว่า “ดูเหมือนเพื่อนกวางของเรา
ติดอยู่ในตาข่ายนะ ฉันต้องไปช่วยเพื่อนให้ได้” แล้วอีกาก็บินมาหากวางที่ติดอยู่ในตาข่าย

“โอ้ เพื่อนรัก! โปรดยกโทษให้ฉันด้วย! ฉันสมควรตายเพราะฉันไม่ฟังที่คุณเคยเตือนไม่ให้คบกับ
สุนัขจิ้งจอก” กวางสะอึกสะอื้นพูดกับอีกา

อีกาเป็นสัตว์หัวไว มันคิดแผนช่วยเพื่อนกวางได้ในพริบตา พูดขึ้นว่า “ฟังให้ดีนะ ทันทีที่เพื่อนได้ยิน
เสียงฝีเท้าของเจ้าของฟาร์มเข้ามาใกล้ ให้เพื่อนกลั้นหายใจและนอนนิ่งทำตัวเหมือนตายไปแล้ว”

หลังจากบอกวิธีแกล้งทำเป็นตายให้กวางแล้ว มันก็บินไปเกาะบนกิ่งไม้เฝ้าดูกวางอยู่ห่าง ๆ
ไม่นาน ต่อมา เมื่อเจ้าของฟาร์มพบว่ามีกวางติดตาข่ายและเข้าใจว่ากวางตายแล้วก็เปิดตาข่ายออก
และทันทีที่ ตาข่ายเปิดออก กวางก็กระโดดตัวลอยวิ่งหนีไปทันทีโดยมีอีกาบินตามไปด้วย และทั้งสอง
ก็เป็นเพื่อนรักกันต่อไป

ข้อคิด : มิตรภาพที่แท้จริงไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน :
True friendship does not ask anything in return.

-------------------------------------
แก้ไขล่าสุดโดย rosa-lee เมื่อ จันทร์ ธ.ค. 15, 2025 4:59 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

เสาร์ ธ.ค. 13, 2025 12:40 pm

( 3 )


เรื่องสั้น -----> เพื่อนคู่หู : ลิงกับช้างในป่า จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง
“Story of Two Friends - Monkey and the Elephant in a Jungle”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

ในป่าแห่งหนึ่ง มีลิงกับช้างเป็นเพื่อนคู่หูกัน วันหนึ่งทั้งสองเกิดเถียงกันว่าใครจะเก่งกว่ากัน ---
ช้างอ้างว่าตนแข็งแรงและเก่งกว่า ส่วนลิงก็แย้งว่าตนว่องไวปราดเปรียวกว่า หลังจากโต้เถียงกัน
อยู่ครู่ใหญ่จนเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสองจึงตกลงจะไปให้นกฮูกผู้ชาญฉลาดเป็นกรรมการตัดสิน

เมื่อทั้งสองไปถึงนกฮูกและขอให้นกฮูกช่วยตัดสินปัญหาที่ทั้งสองโต้เถียงกันอยู่ นกฮูกตอบว่า
จะให้คำตอบได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองจะต้องแข่งกันไปเก็บผลไม้ที่หายากมากชนิดหนึ่ง ผู้แข่งขันทั้งสอง
จะต้องเผชิญความท้าทายที่ยากลำบากมาก เริ่มจากการข้ามแม่น้ำใหญ่ที่น้ำไหลเชี่ยว หลังจากนั้น
จะต้องบุกป่าฝ่าดงอีกไกลก่อนจะถึงต้นไม้ที่สูงใหญ่และเก็บผลไม้สีทองจากต้นไม้ต้นนี้ ผู้ชนะจะได้แก่
ผู้ที่สามารถนำผลไม้สีทองมาให้นกฮูกได้ก่อน

หลังจากนั้นลิงและช้างก็เริ่มแข่งขันกันทันที ลิงมาถึงแม่น้ำก่อนแต่ไม่สามารถข้ามแม่น้ำได้
เมื่อช้างไปถึงแม่น้ำก็เห็นลิงผู้เป็นเพื่อนคู่หูมีสีหน้าเศร้าสลดก็รู้สึกเห็นใจและยอมให้ลิงกระโดดขึ้นไป
อยู่หลัง แล้วทั้งสองก็ข้ามแม่น้ำไปด้วยกัน

ทั้งสองเริ่มแข่งกันกันต่อหลังจากข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำแล้ว ช้างซึ่งวิ่งเร็วกว่าลิงไปถึง
ต้นไม้หายากก่อน แต่แล้วช้างก็ยอมจำนนเพราะไม่สามารถปีนขึ้นต้นไม้หรือชูงวงได้สูงจนเก็บผลไม้ที่
ห้อยอยู่ได้ และดังนั้นเมื่อลิงมาถึงต้นไม้ก็ปีนขึ้นไปต้นไม้อย่างรวดเร็วและเด็ดผลไม้ได้สำเร็จ อย่างไร
ก็ตาม เมื่อลิงมาถึงแม่น้ำเพื่อจะข้ามกลับไปหานกฮูก มันก็พบอุปสรรคจากแม่น้ำอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุด
ก็ต้องอาศัยหลังช้าง และที่สุดทั้งสองก็นำผลไม้สีทองมาให้นกฮูกพร้อมกัน

นกฮูกถามทั้งสองว่า "ใครเป็นคนนำผลไม้มาให้ฉัน"

ลิงซึ่งเป็นผู้เก็บผลไม้สีทองบอกนกฮูกว่าเป็นฝีมือของมัน พอลิงพูดจบ ช้างก็แย้งว่า
ถ้ามันไม่ช่วยเพื่อนลิงข้ามแม่น้ำ ลิงก็ไม่มีทางไปถึงต้นไม้นั้นได้

หลังจากฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่ายแล้ว นกฮูกผู้ชาญฉลาดก็ตัดสินอย่างเที่ยงธรรมว่า "คุณทั้ง
สองต่างก็มีความสามารถและมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน ผมจึงตัดสินให้คุณทั้งสองเสมอกัน
และขอให้คุณทั้งสองเป็นเพื่อนคูหูที่รักกันตลอดไป”

---------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ธ.ค. 15, 2025 4:55 pm

( 4 )


เรื่องสั้น ------> ช่างตัดเสื้อร่างเล็ก จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The Story of the Little Tailor”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

เช้าวันหนึ่งในฤดูร้อนที่สดใส ช่างตัดเสื้อร่างเล็กกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างอย่างมีอารมณ์ดีหลังจ
ากประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานในอาชีพช่างตัดเสื้อที่ผ่านมา ต่อมาเขาได้ยินแม่ค้าขายผลไม้
กวนผ่านมา จึงเลือกซื้อมา 1 ขวดและเปิดขวดออกทาแยมบนขนมปังก่อนจะรับประทานอย่างพลิดเพลิน
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้ว่า เขายังมีเสื้อแจ็กเก็ตซึ่งเป็นงานด่วนเย็บค้างอยู่ ช่างตัดเสื้อจึงวาง
ขนมปังทาแยมที่ยังกินไม่หมดไว้ข้างตัวแล้วรีบทำงานต่อ

ขณะที่ทำงานอยู่นั้น กลิ่นแยมบนแผ่นขนมปังดึงดูดแมลงวันมาตอมและเกาะบนอาหารโปรดของ
พวกมัน ช่างตัดเสื้อรู้สึกโกรธมากคว้าเศษผ้าหนาชิ้นหนึ่งฟาดอย่างเร็วและแรงลงไปที่ขนมปังทาแยม
ที่วางอยู่ข้างตัว และปราบแมลงวันได้ในคราวเดียวถึง 7 ตัว

ช่างตัดเสื้อภูมิใจมากในฝีมือการปราบแมลงวันของตนและอยากจะประกาศก้องให้โลกรู้ว่าเขาสามารถ
จัดการแมลงวันได้ถึง 7 ตัวในคราวเดียว เขาทำป้ายที่อ่านได้ว่า “สำเร็จโทษ 7 ชีวิตในคราวเดียว”

เขาเดินถือป้ายขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออวดความสามารถของตนและได้พบกับยักษ์ตนหนึ่งที่เมื่ออ่าน
ข้อความที่ป้ายแล้วก็เข้าใจผิดคิดว่าชายร่างเล็กฆ่าคนได้ถึง 7 คนในการใช้อาวุธฟาดฟันเพียงครั้งเดียว
ยักษ์จึงต้องการจะสื่อให้เขาเข้าใจว่ามันเก่งกว่าเขาอีก ดังนั้นมันจึงหยิบหินมาก้อนหนึ่งและใช้มือข้าง
นั้นบีบก้อนหินในมือคั้นเป็นน้ำไหลออกมาได้ จากนั้นยักษ์ก็ท้าให้เขาแสดงฝีมือให้ดูบ้าง

ช่างตัดเสื้อร่างเล็กผู้มีไหวพริบดี ล้วงเนยแข็งเนื้ออ่อนชิ้นหนึ่งจากกระเป๋ากางเกงขณะที่ยักษ์หันหน้า
ไปทางอื่น จากนั้นก็ใช้มือบีบจนมีของเหลวคล้ายน้ำซึมออกจากมือ ยักษ์เข้าใจว่าเขาสามารถบีบก้อนหิน
เป็นของเหลวได้เหมือนกัน จึงท้าให้เขาขว้างก้อนหินให้สูงไปในอากาศ ช่างตัดเสื้อที่ซ่อนนกน้อยตัวหนึ่ง
ไว้ในเสื้อ ก็ใช้มือกุมนกไว้จนดูคล้ายกับกุมก้อนหินอยู่และเมื่อขว้างออกไปก็จะมองเห็นคล้ายกับก้อนหิน
ลอยสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนลับสายตาไปโดยยักษ์ไม่รู้ว่าที่จริงเขาขว้างนกออกไป และในที่สุดยักษ์ก็
เสียหน้าเพราะเป็นฝ่ายแพ้ จากนั้นมันก็หาวิธีกำจัดคู่แข่งร่างเล็กต่อไป

ยักษ์ปั้นหน้ายิ้มแย้มแสดงความยินดีที่เขาเป็นฝ่ายชนะและเชิญเขาไปพักกับเพื่อนยักษ์ค่ำวันนั้น
ช่างตัดเสื้อตอบตกลงแต่ก็ไม่วางใจในเจตนาที่ฟังดูดีของยักษ์ และดังนั้นหลังจากเข้านอนได้ไม่นาน
ช่างตัดเสื้อก็ค่อย ๆ ลงจากเตียงนอนอย่างเงียบกริบและแอบหนีออกจากถิ่นที่อยู่ของพวกยักษ์ ตกดึก
คืนนั้นยักษ์เข้าใจว่าช่างตัดเสื้อกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง มันจึงยกเตียงขึ้นและเอาไปทุ่มลงไปที่หน้าผา

เช้าวันรุ่งขึ้น ยักษ์ได้ยินเสียงช่างตัดเสื้อตะโกนเรียกมัน ยักษ์กลัวจนตัวสั่นและไม่กล้าโผล่หน้า
มาให้เขาเห็นอีกเลย

ข้อคิด : จิตใจแข็งแกร่งกว่าพละกำลังของร่างกาย :
The mind being superior to the body's strength.

-----------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ธ.ค. 15, 2025 4:59 pm

( 5 )


เรื่องสั้น ------> แม่ไก่น้อยขนแดง จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The Little Red Hen”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กาลครั้งหนึ่ง มีแม่ไก่น้อยขนแดงอาศัยอยู่ในฟาร์มแห่งหนึ่ง แม่ไก่น้อยมีเพื่อนบ้าน 3 ตัว
ได้แก่หนูจอมขี้เกียจ แมวขี้เซาและห่านจอมโวย

อยู่มาวันหนึ่ง แม่ไก่น้อยขนแดงพบเมล็ดข้าวสาลีกองหนึ่งจึงคิดจะปลูกข้าว เธอขอแรง
เพื่อนทั้งสามช่วยปลูก --- “ใครจะช่วยฉันเพาะเมล็ดข้าวบ้าง”

แมว หนู และห่านทั้งสามตอบพร้อมกันว่า “ฉันไม่เอาด้วยหรอก !”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเพาะเมล็ดข้าวเองนะ !” แม่ไก่แดงตัวน้อยพูดแล้วก็ลงมือเพาะเมล็ดข้าว
ทั้งหมดตามลำพัง

ราวสามเดือนต่อมา ข้าวสาลีก็เติบโตและออกรวงมีเมล็ดโตพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ แม่ไก่น้อย
ขนแดงก็ถามเพื่อนทั้งสามอีกครั้งว่า “ใครจะช่วยฉันเกี่ยวข้าวสาลี นวดและแบกไปส่งที่โรงสีข้าวบ้าง”
เพื่อนบ้านทั้งสามตอบพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งว่า “ฉันไม่เอาด้วยหรอก !”

แม่ไก่น้อยขนแดงจึงต้องเกี่ยวข้าวสาลีทั้งหมด ใช้ปีกนวดข้าว และนำไปบดเป็นแป้งที่โรงสี
จากนั้นก็นำแป้งสาลีที่ได้แบ่งออกเป็นถุง ๆ แบกกลับบ้านโดยไม่มีเพื่อนบ้านทั้งสามช่วยเลย

แม่ไก่ทำงานหนักและเหนื่อยมาก หลังจากพักผ่อนจนเริ่มมีแรงแล้วก็จะนำแป้งไปนวดเพื่อ
อบทำขนมปัง และเมื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านทั้งสาม ก็ได้คำตอบเหมือนเดิมว่า
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก !” เธอจึงนวดแป้งและอบขนมปังด้วยตัวเอง

หลังจากแม่ไก่อบขนมปังได้ไม่นาน กลิ่นหอมของขนมปังกระจายไปทั่ว แล้วแม่น้อยขนแดง
ก็ถามเพื่อน ๆ ของเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ใครจะช่วยฉันกินขนมปังกองโตนี้บ้าง” คราวนี้ทั้งแมว
หนู และห่านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฉันกินด้วย!”

เป็นครั้งแรกที่แม่ไก่น้อยขนแดงประหลาดใจเพราะเธอไม่เคยได้รับคำตอบที่น่าฟังเช่นนี้มาก่อน
แม่ไก่จึงพูดเปรยเป็นการให้บทเรียนเพื่อนบ้านว่า “ก่อนหน้านี้เพื่อนทั้งสามปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน
ไม่ยอมช่วยฉันทำงานมาตลอด ตอนนี้ก็ถึงคราวที่ฉันจะต้องเรียนรู้เหมือนเพื่อน ๆ บ้าง คือรู้จักปฏิเสธ
ไม่ให้เพื่อนได้ลิ้มรสขนมปังอบกรอบที่หอมน่ากินนี้นะคะ!”

ข้อคิด : ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว : As you sow, so shall you reap.

-------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ธ.ค. 17, 2025 1:32 pm

( 6 )

เรื่องสั้น -----> เรื่องสุนัขกับแกะ จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “The Dog and the Sheep Story”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กาลครั้งหนึ่ง ชาวนาคนหนึ่งเป็นเจ้าของแกะฝูงหนึ่งโดยมีสุนัขเลี้ยงแกะชื่อโทนี่ทำหน้าที่เฝ้า
ดูแล ปกติตลอดทั้งวัน โทนี่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย มันชอบนอนอาบแดดและเคี้ยวกระดูกชิ้นโตเล่น
แกะในฝูงบางตัวรู้สึกไม่พอใจที่ไม่เคยเห็นโทนี่ทำงานเลยขณะที่พวกมันต้องทำงานหนักทุกวัน
หลังจากนั้นพวกแกะก็ซุบซิบกันถึงเรื่องนี้และที่สุดแกะทุกตัวก็พูดว่า “ใช่แล้ว เราต้องทำอะไรบาง
อย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้” ที่สุดก็มีแกะตัวหนึ่งในฝูงกล่าวว่า “เราต้องนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ชาวนาทราบ"

เมื่อแกะกลับเข้าคอกในตอนเย็น แกะทุกตัวก็ส่งตัวแทนแกะร้องเรียนกับชาวนาว่า “ท่านให้
กระดูกชิ้นโตเป็นรางวัลกับโทนี่ทุกวันโดยที่พวกเราไม่เห็นเขาทำอะไรเลยนอกจากนอนอาบแดดเคี้ยว
กระดูกเล่น ขณะที่พวกเราต้องเลือกกินหญ้าต้นงาม ๆ เพื่อจะได้มีขนแกะคุณภาพดีและให้น้ำนมมาก
โดยที่พวกเราไม่เคยได้รับรางวัลจากท่านเลย”

ชาวนารับฟังคำร้องเรียนและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “แน่นอน ฉันเข้าใจความกังวลใจ
ของพวกเธอ แล้วฉันจะจัดการแก้ไขปรับปรุงให้”

พวกแกะดีใจมากและนอนหลับอย่างเป็นสุข

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกมันตั้งตารอว่าจะได้รับรางวัลบางอย่างเป็นพิเศษ แต่ก็ประหลาดใจเพราะเช้าวันนั้น
หลังจากชาวนาพาฝูงแกะไปที่ทุ่งหญ้าแล้ว ชาวนาก็พาโทนี่ออกไปจากฟาร์มหายหน้าทั้งวัน จนใกล้ค่ำ
แล้วทั้งสองก็ยังไม่กลับมาปล่อยให้พวกมันอยู่กันตามลำพัง และไม่นานต่อมาพวกแกะก็ได้ยินเสียง
เห่าหอนของหมาป่า พวกมันรู้สึกหวาดกลัวมากเพราะเป็นเวลาที่หมาป่ากำลังจะออกหากิน

ทันใดนั้น โทนี่ก็ปรากฏตัวจากที่ไหนสักแห่งใกล้ฝูงแกะและเห่าคำรามด้วยเสียงดังน่ากลัว
หมาป่าที่กำลังบุกเข้ามารีบวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไม่เป็นขบวน หลังจากเหตุการณ์ค่ำวันนั้น แกะทุก
ตัวขอบคุณโทนี่ที่ช่วยชีวิตพวกมันและเข้าใจวิธีการทำงานของโทนี่โดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ

------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ธ.ค. 24, 2025 6:48 pm

( 7 )


------->เรื่องสั้น
ช้างกับหนู จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “Story of the Elephants and the Mice”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กาลครั้งหนึ่ง มีหนูฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าอย่างสงบสุขพร้อมกับราชาหนู ต่อมามีช้างโขลงหนึ่ง
ผ่านเข้ามาและทำลายโพรงที่อยู่ของหนูทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีหนูหลายตัวที่วิ่งหนีไม่ทันถูกช้าง
เหยียบตายอีกด้วย

ราชาหนูจึงตัดสินใจไปเจรจากับช้างที่เป็นจ่าโขลง และขอร้องให้เขาพาช้างในโขลงไปหากินที่อื่น

ช้างจ่าโขลงเข้าใจปัญหาของพวกหนูและมีความเห็นอกเห็นใจจึงพาช้างในโขลงของตนไปหากินที่อื่น
ส่วนพวกหนูก็ช่วยกันขุดรูทำโพรงใหม่ใกล้บริเวณเดิมและอาศัยอยู่ในป่านั้นต่อไปด้วยความสงบสุข

อยู่มาวันหนึ่ง ช้างโขลงนี้ติดอยู่ในตาข่ายใหญ่ของนายพรานกลุ่มหนึ่ง พวกมันพยายามหาทางออก
จากตาข่ายที่ทำด้วยเชือกที่เหนียวมากแต่ไม่สำเร็จ ทันใดนั้นช้างจ่าโขลงก็นึกถึงราชาหนูที่มันเคยให้
ความช่วยเหลือ ช้างจ่าโขลงให้พวกช้างทุกตัวช่วยกันปลดตาข่ายให้ช้างเพียงตัวเดียวเป็นอิสระให้ได้
และไม่นานต่อมาพวกมันก็ทำได้สำเร็จ จากนั้นช้างจ่าโขลงก็ส่งช้างตัวนี้ไปพบราชาหนูในบริเวณที่
พวกเขาเคยทำลายโพรงของพวกมันมาก่อนเพื่อแจ้งข่าวร้ายที่พวกช้างกำลังประสบอยู่

เมื่อราชาหนูรับทราบถึงเหตุร้ายที่เกิดกับโขลงช้าง ราชาหนูก็ให้หนูในฝูงทุกตัววิ่งแข่งกันไปให้
ความช่วยเหลือ และเมื่อพวกมันมาถึง ต่างก็ใช้ฟันที่แหลมคมกัดตาข่ายเชือกจนขาดกระจุยได้ในเวลา
ไม่นาน และช้างทั้งโขลงก็รอดพ้นจากตาข่ายของพวกนายพรานได้โดยสวัสดิภาพ

ข้อคิด : เพื่อนแท้คือเพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือในยามยาก : A friend in need is a friend indeed.

---------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ธ.ค. 24, 2025 6:51 pm

( 8 )


------>เรื่องสั้น
เด็กชายผู้กล้า จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง “The Brave Boy”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

ครั้งหนึ่งมีเด็กชายผู้กล้าคนหนึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวใกล้ป่า เขาชอบปีนต้นไม้และเนินเขา
บิดาของเขาเป็นพรานล่าสัตว์และนำสัตว์ที่ล่าได้กลับมาเลี้ยงดูครอบครัวทุกวัน ทั้งนี้เป็นเพราะบิดา
ของเขามีหินสีดำนำโชคอยู่ก้อนหนึ่ง ทุกครั้งที่ออกล่าสัตว์และมีหินดำก้อนนี้ติดตัวไปด้วย
เขาจะล่าสัตว์ได้เสมอ

วันหนึ่งบิดาของเขาทำหินสีดำของเขาหายไปและหาเท่าก็ไม่พบทำให้ล่าสัตว์ไม่ได้และอาหาร
สำรองที่บ้านก็เริ่มร่อยหรอลงเป็นลำดับ ผู้เป็นแม่ขอให้ลูกชายช่วยหาหินดำของบิดาแต่ก็หาไม่พบเช่นกัน

ลูกชายผู้กล้าจึงออกไปหาเพื่อน“ลำธาร” เพราะรู้ว่าลำธารมีหินมากมาย แต่น่าเสียดายที่พบว่า ลำธาร
มีแต่หินหลายสีแต่ไม่มีหินสีดำเลยแม้แต่ก้อนเดียว หลังจากนั้นลำธารก็เล่าให้เพื่อนเด็กผู้กล้าว่า ตนได้ให้
หินสีดำทั้งหมดที่มีกับชายชราอารมณ์ร้ายคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ที่"หน้าผาดำ"และชายชราก็ได้ให้สัตว์ในครอบ
ครองทั้งหมดกับตนเป็นการแลกเปลี่ยน ชายชราเชื่อว่าหินดำทั้งหมดเป็นหินนำโชคและจะทำให้เขาเป็น
บุคคลที่โชคดีที่สุดในป่านี้

เมื่อเด็กชายผู้กล้ารู้ว่าชายชราอารมณ์ร้ายมีหินดำหลายก้อนก็ตัดสินใจปีนหน้าผาดำและหาทางจะเอา
หินดำก้อนหนึ่งจากบ้านของชายชราคนนั้น และก็โชคดีที่ในวันนั้นชายชราไม่อยู่บ้าน เด็กผู้กล้าจึงเข้าไป
ในบ้านและหยิบหินดำมาก้อนหนึ่งใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง

อย่างไรก็ตาม ทันทีเด็กชายผู้กล้าออกมาอยู่นอกบ้าน เขาก็เห็นชายชราอารมณ์ร้ายยืนจ้องหน้าเขาอยู่
ชายชราถามเขาว่าได้เอาหินดำของเขาไปหรือไม่ หนูน้อยไม่ตอบและหลีกทางให้ชายชราเข้าไปในบ้านเพื่อ
ตรวจนับหินดำเอาเอง และขณะที่เขาเริ่มนับหินดำ เด็กผู้กล้าก็รีบเผ่นหนีอย่างรวดเร็วและปีนลงจากหน้า
ผาดำกลับบ้านพร้อมกับส่งหินดำให้บิดา บิดาดีใจมากที่ลูกชายผู้กล้าสามารถนำหินดำมาได้และช่วยชีวิต
ทุกคนที่บ้านเพราะนับจากวันนั้นเป็นต้นมา บิดาก็สามารถล่าสัตว์ได้อีกครั้งหนึ่งและทุกคนก็มี
อาหารกินมากพอทุกวัน

ข้อคิด : ครอบครัวคือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เราจะพึงมีได้ในโลกนี้ เราจึงควรเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว
ของตนเองไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม :
Family is the most precious thing that one can have in this world. One should be willing
to do anything for one’s family no matter how difficult it gets.

------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ธ.ค. 24, 2025 6:57 pm

( 9 )


------>เรื่องสั้น
อูฐกับม้าลาย จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง “The Story of the Camel and the Zebra”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

ครั้งหนึ่งมีอูฐกับม้าลายอาศัยอยู่ด้วยกันและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแม้ว่าสัตว์ทั้งสองนี้จะแตกต่าง
กันมากก็ตาม อย่างไรก็ตามม้าลายคิดอยู่เสมอว่า มันเป็นสัตว์ที่สวยงามกว่าเพราะมันมีขนสีดำสลับ
กับสีขาวอย่างลงตัว

นอกจากนั้นมันยังคิดด้วยว่าอูฐเป็นสัตว์น่าเกลียด เช่นมีโหนกสูงโด่ง มีเท้ารูปร่างประหลาด
แถมยังมีขนตาหนายาวจนน่าเกลียด เป็นต้น

วันหนึ่ง อูฐชวนม้าลายไปเล่นโคลนกับมัน ม้าลายตอบปฏิเสธทันทีเพราะจะทำให้ขนที่ขาวดำ
ของมันสกปรก อูฐรู้สึกเสียใจที่ต้องไปเล่นโคลนตามลำพังและไม่เข้าใจว่าทำไมม้าลายจึงมีรสนิยม
ไม่เหมือนกับมันเลย

ไม่กี่วันต่อมา เกิดภัยแล้งเพราะไม่มีฝนตกติดต่อกันหลายวันและอากาศร้อนระอุ น้ำในป่าเขา
เริ่มแห้งขอด ม้าลายเริ่มวิตกกังวลกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น มันเห็นลาตัวหนึ่งบรรทุกน้ำเต็มถังบนหลัง
มันจงร้องขอน้ำจากลา แต่ลาปฏิเสธพูดว่า “ฉันก็ต้องดื่มน้ำเหมือนกัน และนี่ก็เป็นน้ำถังสุดท้ายที่ฉันมี
เสียใจด้วยนะ”

เมื่อม้าลายขาดน้ำดื่มมันก็เริ่มสับสนและที่สุดมันก็เดินไปหาเพื่อนอูฐซึ่งบอกมันว่า จะพามันไปที่
โอเอซิสหรือแหล่งน้ำในทะเลทรายเพราะมันมีจมูกที่สามารถได้กลิ่นน้ำจากระยะไกลจนสุดขอบฟ้าได้

ม้าลายรู้สึกแปลกใจที่อูฐไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับภัยแล้งเลย มันยังคงใช้ชีวิตที่สงบสุขุมเยือกเย็น
เป็นปกติ จากนั้นอูฐก็อธิบายให้ม้าลายทราบว่า โหนกที่หลังของมันนั้นเป็นถังเก็บน้ำที่ติดตัวมันอยู่
เสมอและมันสามารถใช้น้ำที่เก็บอยู่ในตัวนี้ได้หลายสัปดาห์หรือนานถึงหนึ่งเดือนทีเดียว ส่วนเท้าที่
บานใหญ่ก็ช่วยให้มันเดินไปบนทรายที่ร้อนระอุได้อย่างสบาย ผิวหนังที่หนาไม่มีสีสันสวยงามก็ช่วย
ปกป้องมันจากความร้อนและพายุทรายได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นขนตาที่หนายาวก็ช่วยปกป้อง
ดวงตาของมันจากพายุทรายได้อีกด้วย

หลังจากนั้นอูฐก็ไม่ลังเลใด ๆ ที่จะช่วยพาเพื่อนม้าลายไปยังโอเอซิส และเอาตัวมันบังม้าลายไว้
เมื่อเกิดพายุทราย ม้าลายขอบคุณเพื่อนอูฐที่ให้ความช่วยเหลือ และตระหนักได้ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่ดูน่า
เกลียดจะไร้ประโยชน์ หลังจากนั้นเมื่อภัยแล้งผ่านไป ทั้งสองก็เล่นด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

ข้อคิด : ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ดูสวยงามจะมีประโยชน์ในยามจำเป็น และก็ไม่ควรดูถูกทุกสิ่งที่ดูน่าเกลียด
เพราะพวกมันอาจมีประโยชน์ก็ได้ เราไม่มีทางรู้หรอก! : Not all beautiful things are useful
in times of need, and not all ugly things should be looked down upon. They might just
come in handy, you never know!

---------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ธ.ค. 24, 2025 7:15 pm

( 10 )


----> เรื่องสั้น
เรื่องเงา จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง “The Shadow Story”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายผู้ร่าเริงคนหนึ่งอาศัยในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้
แม่น้ำและป่าเขา เช้าวันหนึ่งเมื่อเขาตื่นแต่เช้าออกไปเล่นนอกบ้าน เขาสังเกตเห็นเงาของตัวเอง
เป็นสีดำมืด เขารู้สึกเศร้าและเริ่มร้องไห้ เมื่อนางฟ้าได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยก็มาหาเขา
และถามว่า “ทำไมหนูจึงร้องไห้คะ”
เด็กน้อยสะอื้นตอบว่า “ผมรู้สึกว่าโลกนี้มืดมนเป็นสีดำ” จากนั้นเด็กน้อยก็ชี้ไปที่เงาแล้วถามว่า
“ทำไมผมต้องอยู่ในโลกที่ไร้สีสันและน่าเศร้าอย่างนี้ เจ้าเงานี่เองทำให้ผมไม่สบายใจ”

นางฟ้าเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กน้อยก็ถามต่อไปว่า “แล้วหนูได้ยินเสียงนกร้องทุกเช้าไหม?
หนูได้ยินเสียงแม่น้ำไหลไหม?”
“ได้ยินครับ” เด็กน้อยตอบ “แต่ตอนที่นกร้องผมไม่เห็นตัวของมันครับ สิ่งที่ผมมองเห็นจริง ๆ
ก็มีแต่เงามืดที่อยู่ตรงหน้าผมเท่านั้น และถ้านกมองเห็นเงาของมัน นกก็คงจะรู้สึกเศร้าเหมือนกันครับ”

นางฟ้าจึงให้เด็กนั่งลงและหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ขึ้นพูดว่า "หนูมองไปข้างหน้าสิ!"

เด็กน้อยเช็ดน้ำตาแล้วมองไปข้างหน้าและมองไปรอบตัว เขามองเห็นทุ่งนาสีเขียวและหยาด
น้ำค้างบนใบไม้เป็นประกายเมื่อต้องแสงแดดยามเช้า พร้อมกันนั้นก็ยังเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่น
ไปมาพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน ภาพที่เด็กน้อยเห็นล้วนน่าชื่นชมและเปลี่ยนอารมณ์
ของเด็กน้อยได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเด็กน้อยก็พูดกับนางฟ้าว่า “ผมไม่เห็นเงามืดดำที่น่าเกลียดแล้วครับ”

นางฟ้าจึงอธิบายให้เด็กน้อยฟังว่า “ที่จริงเงาดำยังมีอยู่ แต่มันอยู่ข้างหลัง หนูสามารถเอาชนะมัน
ได้ด้วยการไม่ไปสนใจกับเงาหรือสิ่งที่อยู่ข้างหลังเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย ดังนั้น ให้หนูมองไป
ข้างหน้าและออกไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นชมทิวทัศน์ที่อยู่รอบตัวดีกว่า
จะมากังวลกับเงาดำ”

เด็กน้อยเข้าใจสิ่งที่นางฟ้าอธิบายและทำตามด้วยความดีใจ

ข้อคิด : เมื่อเรารู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ให้พึงระลึกว่ายังมีสิ่งที่ดีที่เราสามารถ
มุ่งหน้าไปหาได้เสมอ : When we feel like the situations are tough , there is always
a good thing that we can focus on.

----------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ธ.ค. 30, 2025 3:34 pm

( 11 )

เรื่องสั้น -----> ปีใหม่ จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง “New Year Story”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

ในวันส่งท้ายปีเก่า เด็ก ๆ ทุกคนจะสนุกสนานกันมาก จอห์นนี่ก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่
ตื่นเต้นมากช่นกัน เช้าวันนั้นพ่อพาเขาไปเลือกซื้อของขวัญที่ถูกใจที่ตลาดนัดซึ่งมีผู้คน
มากมายและมีหลอดไฟ หลากสีแขวนประดับอยู่ทั่วบริเวณตลาด

ขณะที่จอห์นนี่เดินชมสินค้าที่มีทั้งที่คุ้นตาและแปลกตาอยู่นั้น เขาสังเกตเห็นร้านหนึ่ง
เป็นร้านขายนกที่นกแต่ละตัวถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ ในสภาพที่น่าสงสาร เพราะแทบทุกตัว
พยายามเอาจะงอยปากกัดและกระแทกซี่กรงเพื่อจะบินออกไปสู่อิสรภาพ หลายตัวมีคราบ
เลือดติดอยู่ที่บริเวณจะงอยปากด้วย

จอห์นนี่รู้สึกสะเทือนใจและทนไม่ได้กับสภาพความเป็นอยู่ของนกที่เห็น เขาเดินไป
ที่ร้านและตั้งคำถามกับคนขายนกว่า “นกมันทำผิดอะไรหรือถึงต้องถูกขังให้อยู่ในกรงเช่นนี้”

คนขายนกรู้สึกอึดอัดไม่น้อยเช่นกันก่อนจะตอบว่า “ที่จริงผมก็ไม่ชอบขายนกหรอก
แต่ผมก็ไม่มีทางเลือก ผมจำเป็นต้องหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของผมครับ”

หลังจากได้ยินคำตอบแล้ว จอห์นนี่ก็คิดหาทางจะปล่อยพวกมันเป็นอิสระ จึงหันหน้า
ไปสบตากับพ่อเป็นเชิงขอความเห็น ขณะเดียวกันจอห์นนี่ก็ใช้มือข้างหนึ่งล้วงไปที่
กระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกางเกง พ่อจึงถามลูกชายว่า

“ลูกกำลังคิดจะทำอะไรหรือ”

จอห์นนี่รู้สึกสับสนอยู่ครู่หนึ่ง แต่ที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าการปล่อยนกเป็นอิสระน่าจะสำคัญ
กว่าของขวัญที่เคยได้รับและความสนุกสนานในงานฉลองต่าง ๆ ที่เขารู้จัก แล้วเขาก็กุมมือ
พ่อไว้แน่นพร้อมกับพูดกับพ่อว่า

“พ่อครับ ผมสามารถมีเวลาสนุกกับเพื่อน ๆ ในวันส่งท้ายปีใหม่ค่ำนี้ได้ แต่นกพวกนี้ก็น่าจะ
ได้รับโอกาสบินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรีในท้องฟ้าเหมือนกันนะครับ”

เมื่อพ่อฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนกของลูกแล้ว พ่อไม่ได้ตอบลูกโดยตรง แต่ยื่นเงิน
จำนวนหนึ่ง ที่มากพอให้กับคนขายนกเพื่อขอซื้อนกในกรงทั้งหมด นอกจากนั้นพ่อยังได้
พูดข้อความสั้น ๆ กับคนขายนกที่เขาคิดไม่ถึงด้วยว่า “หลังวันขึ้นปีใหม่ 2 วัน ผมขอเชิญ
คุณมาทำงานเป็นผู้ช่วยผมที่บริษัทของผมด้วยนะครับ”

คนขายนกดีใจมากที่ต่อไปเขาจะไม่ต้องฝืนใจทำงานที่ไม่ชอบอีกต่อไป เขาทยอยส่ง
กรงที่มีนกถูกขังอยู่ให้จอห์นนี่ทีละกรง และจอห์นนี่ก็เป็นผู้ปลดสลักประตูกรงออกทีละกรง
ตามลำดับพร้อมกับปรบมือแสดงความดีใจทุกครั้งที่นกแต่ละตัวบินออกจากกรงไปสู่อิสรภาพ

หลังจากนั้น จอห์นนี่ก็พูดกับพ่อด้วยความโล่งอกว่า “ลูกขอบคุณพ่อมาก เพราะไม่มี
ของขวัญปีใหม่ชิ้นใดจะดีไปกว่าของขวัญที่พ่อเพิ่งมอบให้ลูกครับ

ตอนนี้เรากลับบ้านไปฉลองส่งท้ายปีใหม่ที่บ้านกับเพื่อน ๆ ได้แล้วครับพ่อ”

-----------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อาทิตย์ ม.ค. 04, 2026 8:58 pm

( 12 )

นิทานพื้นบ้านรัสเซียเกี่ยวกับแม่มดบาบายากา
จาก Inspirational Moral Stories เรื่อง “A Russian Folklore - Baba Yaga”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

เรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านรัสเซียเกี่ยวกับแม่มดบาบายากา (Baba Yaga)
และเด็กหญิงวาสิลิซ่า (Vasilisa)
นานมาแล้ว เด็กหญิงชื่อวาสิลิซ่าอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอ หนูน้อยเป็นเด็กอ่อนหวา
และใจดีมาก อยู่มาวันหนึ่งแม่ของเธอป่วยหนักและรู้ตัวว่าตนจะเสียชีวิตในไม่ช้า ก่อนเสียชีวิต
ไม่กี่วัน แม่ได้ให้ตุ๊กตาที่นางทำจากเศษผ้าแก่ลูกสาวพร้อมกับสั่งลูกสาวให้อาหารตุ๊กตาทุกวัน
เพราะเป็นตุ๊กตาวิเศษที่สามารถเนรมิตให้ความช่วยเหลือผู้เป็นเจ้าของได้ หลังจากนั้นแม่เธอ
ก็เสียชีวิต

ไม่นานต่อมาพ่อของวาสิลิซ่าแต่งงานใหม่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลูกสาวสองคน แม่เลี้ยงและ
ลูกทั้งสองเป็นคนใจร้าย ทั้งสามแม่ลูกไม่ชอบวาซิลิซ่าและวางแผนจะกำจัดเธอให้ได้

วันหนึ่ง เมื่อพ่อของวาสิลิซ่าเดินทางไปทำงานนอกบ้านหลายวัน แม่เลี้ยงทำลายตะเกียง
ที่บ้านแตกหมดทำให้บ้านทั้งหลังมืดมิดและบอกวาสิลิซ่าว่าเป็นเพราะมีลมพัดแรงมากจนตะเกียง
ตกแตกทั้งหมด แล้วแม่เลี้ยงก็สั่งให้วาสิลิซ่าไปที่กระท่อมบ้านแม่มดบาบายากาเพื่อไปขอตะเกียง
จากแม่มด วาสิลิซ่าอุ้มตุ๊กตาที่คุณแม่ให้ก่อนเสียชีวิตไปด้วยก่อนเดินออกจากบ้านไป

ระหว่างทางไปบ้านแม่มดบาบายากา เธอได้ยินเสียงม้าสามตัววิ่งควบมาทางข้างหลังและ
วิ่งผ่านเธอไปอย่างรวดเร็ว เธอสังเกตเห็นคนขี่ม้าในชุดสีขาวเป็นประกายผ่านไปเป็นคนแรก
คนที่สองบนหลังม้าใส่ชุดสีแดงเพลิง และคนที่สามใส่ชุดสีดำสนิทราวกับกลางคืน วาสิลิซ่า
รู้สึกประหลาดใจว่า พวกเขาเป็นใครขณะที่เธอเดินเข้าไปใกล้กระท่อมของแม่มดบาบายากา
เธอรู้สึกหวาดกลัวและกอดตุ๊กตาไว้แน่นก่อนจะเคาะประตูบ้านแม่มด

ทันทีที่เธอเคาะประตู ๆ ก็เปิดออกพร้อมกับแม่มดบาบายากานั่งขี่ไม้กวาดอยู่ แม่มดถาม
เธอว่า “หนูเป็นใคร มารบกวนฉันทำไม” วาสิลิซ่ายืนตัวแข็งทื่อฝด้วยความกลัวขณะจับตามองดู
แม่มด เธอตอบแม่มดด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาว่า “หนูชื่อวาสิลิซ่า! แม่เลี้ยงของหนูส่งหนูมาที่นี่เพื่อ
ขอรับตะเกียงจากคุณ เพราะที่บ้านมืดไม่มีตะเกียงเลย”

แม่มดบาบายากาหัวเราะพร้อมกับพูดว่า “เอาละ ฉันจะให้หนู แต่หนูต้องทำงานบางอย่างให้
ฉันก่อน หากหนูทำไม่เสร็จฉันจะกินหนูเป็นอาหาร” วาสิลิซ่าตกลงเพราะรู้ว่าจะกลับบ้านไม่ได้
หากไม่มีตะเกียงมาด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้น แม่มดบอกวาสิลิซ่าว่า “ฟังให้ดีนะหนูน้อย! ฉันจะไปธุระและจะกลับมาตอนพระอาทิตย์
ตก หนูต้องทำความสะอาดบ้านและสวน เตรียมอาหารเย็น และแยกถั่วขาวออกจากถั่วดำให้เสร็จก่อน
ฉันกลับ ถ้าหนูทำงานไม่เสร็จเก่อนฉันกลับ หนูก็จะเป็นอาหารมื้อเย็นของฉัน” พูดจบแม่มดบาบายากา
ก็ขี่ไม้กวาดเหาะออกไปอย่างรวดเร็ว

วาซิลิซ่าระลึกถึงสิ่งที่แม่บอกเธอเกี่ยวกับตุ๊กตาผ้าได้ ดังนั้นเธอจึงให้อาหารตุ๊กตาของเธอและ
ขอให้ตุ๊กตาช่วย ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงคนมาที่หน้าประตูกระท่อม และเมื่อเปิดประตูเธอก็พบคนขี่ม้า
ในชุดขาวที่ขี่ม้าผ่านเธอไปในวันก่อน และเมื่อถึงบ่ายวันนั้น คนขี่ม้าในชุดขาวก็ทำทุกอย่างที่แม่มดสั่ง
ให้เธอทำตอนเช้า
ดังนั้นเมื่อแม่มดกลับมาตอนพระอาทิตย์ตก แม่มดก็ประหลาดใจที่เห็นงานทั้งหมดที่สั่งไว้เสร็จสมบูรณ์
วาสิลิซ่าขอบคุณตุ๊กตาของเธอก่อนไปพักผ่อน

เมื่อแม่มดกินอาหารเย็นเสร็จก็เรียกวาสิลิซ่าไปหาและพูดว่า

“วันนี้หนูทำงานได้เสร็จเรียบร้อยดีมาก แต่พรุ่งนี้หนูยังมีงานต้องทำอีก คือต้องไปตักน้ำที่แม่น้ำ
ใส่โอ่งใหญ่ข้างกระท่อมให้เต็ม” พอพูดเสร็จแม่มดก็ยื่นถังตักน้ำให้วาสิลิซ่า แต่เมื่อเธอมองดูที่
ถัง เธอก็พบว่า ก้นถังถูก เจาะเป็นรูหลายรู เธอจึงพูดกับตัวเองว่า “แล้วยังงี้ ฉันจะตักน้ำใส่ในถังนี้
ได้อย่างไรล่ะ”

เช้าวันรุ่งขึ้น วาสิลิซ่าถือถังที่แม่มดให้และเดินไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ หลังจากนั้นเธอก็อธิษฐานขอ
ให้ตุ๊กตาผ้าของเธอช่วย ทันใดนั้นเธอก็เห็นคนขี่ม้าในชุดแดงเพลิงกำลังควบม้าจากแม่น้ำขี่ผ่านตัว
เธอไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเธอเดินกลับมาถึงกระท่อม เธอไปดูที่โอ่งใบใหญ่ข้างกระท่อมก็พบว่ามีน้ำ
อยู่เต็มโอ่งแล้ว

แม่มดบาบายากาประหลาดใจมากเมื่อเห็นว่าวาซิลิซ่าทำงานสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นแม่มด
ก็คิดหางานที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่สมองของแม่มดจะคิดออกให้วาสิลิซ่าทำ คือให้นับดาวในท้องฟ้า
ทั้งหมด แล้วแม่มดจะกลับมาเอาคำตอบที่ถูกต้องในตอนเช้า หากคำตอบผิดก็หมายถึงวาสิลิซ่าจะต้อง
เป็นอาหารเช้าของแม่มด ก่อนค่ำวันนั้น วาซิลิซ่าให้อาหารเตุ๊กตาผ้าของเธอ จากนั้นก็วางตุ๊กตาลงนอน
ที่เตียงของเธอ แล้วเธอก็นอนบนเตียงเคียงคู่กับตุ๊กตาพร้อมกับพยายามนับดาวที่เธอมองเห็นอยู่พักใหญ่
แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากเธอนับซ้ำไปซ้ำมาจนเวียนหัวไปหมด แล้วเธอก็สะอื้นไห้จนหลับไปด้วยความอ่อนล้า

ทันทีที่เธอลืมตาตื่นในตอนเช้า เธอเห็นคนขี่ม้าในชุดดำสนิทมาหาเธอที่หน้าต่างและกระซิบบอก
ตัวเลขให้ ครู่ต่อมาแม่มดบาบายากาก็มาขอคำตอบซึ่งหนูน้อยก็ให้คำตอบตามตัวเลขที่คนขี่ม้าในชุดดำ
เพิ่งกระซิบบอกไป และก็เป็นคำตอบที่ถูกต้องอีก

แม่มดบาบายากาพูดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่มีทางที่หนูจะทำภารกิจทั้งสามสำเร็จได้ด้วยตัวเองหาก
ไม่มี “อัศวินเช้า อัศวินกลางวัน และอัศวินกลางคืน”ช่วยทำงาน และสาเหตุที่พวกเขามาช่วยหนู ก็เพราะว่า
หนูเป็นเด็กดีจริง ๆ ฉันจะทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ในวันก่อน ตอนนี้หนูเอาตะเกียงกลับบ้านไปได้แล้ว
และเรื่องเศร้าทั้งหมดของหนูก็จะสิ้นสุดลงด้วย”

วาสิลิซ่า มีความสุขมากที่ในที่สุดเธอก็จะสามารถกลับบ้านได้พร้อมกับตะเกียง เธอขอบคุณตุ๊กตาผ้า
ของเธอและอธิษฐานขอบคุณอัศวินขี่ม้าทั้งสาม เมื่อเธอกลับถึงบ้านพร้อมกับตะเกียง เธอพบว่าบ้านของเธอ
ยังคงมืดอยู่ เธอส่งตะเกียงให้แม่เลี้ยง และทันทีที่แม่เลี้ยงยื่นมือมารับตะเกียง แม่เลี้ยงก็กลายเป็นฝุ่นผง
ไปพร้อมกับลูกสาวทั้งสองของเธอ นับแต่วันนั้นเป็นต้นไป วาสิลิซ่าและบิดาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อาทิตย์ ม.ค. 04, 2026 9:05 pm

( 13 )

เรื่องสั้น ------> ขายปลาสดที่นี่ จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “Fresh Fish Sold Here”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

พ่อค้าขายปลาคนหนึ่งเปิดร้านขายปลาโดยติดป้ายหน้าร้านว่า “ขายปลาสดที่นี่” เพื่อดึงดูดลูกค้า

ลูกค้าคนหนึ่งเดินมาที่ร้านและถามพ่อค้าขายปลาว่า “ทำไมต้องเขียนคำว่า ‘สด’ด้วยล่ะ
เขียนแค่คำว่า ‘ขายปลาที่นี่’ ก็น่าจะพอแล้วครับ”

พ่อค้าปลาขอบคุณเขาและลบคำว่า 'สด' ออกจากป้าย ข้อความที่ป้ายจึงอ่านได้ว่า “ปลาขายที่นี่”

ไม่นานต่อมา ก็มีลูกค้าอีกคนหนึ่งอ่านป้ายและแนะนำว่า “ไม่เห็นจำเป็นต้องเขียนคำว่า ‘ที่นี่’ เลย
เพราะลูกค้าที่มองเห็นป้าย ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าคุณขายปลาที่นี่”

พ่อค้าฟังคำแนะนำและเห็นด้วย จึงลบคำว่า ‘ที่นี่’ ออก ข้อความที่ป้ายจึงอ่านได้ว่า “ขายปลา”

หลังจากพ่อค้าติดป้ายที่เพิ่งแก้ไขตามคำแนะนำของลูกค้ามา 2 ครั้งได้ไม่ถึงอึดใจ ก็มีครูโรงเรียน
ประจำหมู่บ้านผ่านมาและพูดกับเจ้าของร้านว่า “ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า ที่นี่เป็นร้านขายปลา ไม่ใช่องค์กร
การกุศลที่แจกปลาฟรี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเขียนคำว่า ‘ขาย’ ไม่ใช่หรือ

อีกครั้งหนึ่งที่พ่อค้าขายปลาเห็นคล้อยตาม และที่สุดป้ายหน้าร้านจึงเหลือแต่คำว่า ‘ปลา’ เพียงคำเดียว

หลังจากนั้นก็มีลูกค้าอีกคนหนึ่งมาซื้อปลาที่ร้านและพูดขึ้นว่า “ฉันได้กลิ่นปลามาตั้งแต่ยังเดินมา
ไม่ถึงตลาดดี ไม่เห็นจำเป็นต้องเขียนคำว่า ‘ปลา’ เลย เพราะกลิ่นปลาแรงขนาดนี้ คนที่จะซื้อปลาเขา
ก็รู้อยู่แล้วว่าที่นี่มีปลาขาย”

พ่อค้าขายปลาขอบคุณลูกค้าเป็นครั้งสุดท้าย และลบคำว่า ‘ปลา’ออก ที่สุดป้ายที่ติดที่หน้าร้าน
จึงเป็นป้ายเปล่า ๆ ไม่มีข้อความใดทั้งสิ้น

ในที่สุดภรรยาของคนขายปลาก็มาที่ร้านขายปลาของสามี เธอต่อว่าสามีทันทีที่มาถึงว่า
“นี่น่ะหรือเป็นวิธีเรียกลูกค้าของคุณ คุณติดป้ายเปล่า ๆ ไว้เพื่อประโยชน์อะไรไม่ทราบ
คุณแค่เขียนคำว่า ‘ขายปลาสดที่นี่’ ไม่เป็นเหรอ”

หลังจากพ่อค้าขายปลาได้รับฟังคำแนะนำจาก ‘ผู้หวังดีเสียแล้ว’ มาหลายคนก็รู้สึกสับสนและ
ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอะไร หรือไม่ควรจะทำอะไร ที่สุดภรรยาของเขาจึงบอกเขาว่า “ที่รักคะ
เราควรรับฟังคำแนะนำของคนอื่นเสมอ แต่หลังจากนั้น เราก็ต้องรู้จักใช้วิจารณญาณของเราไตร่ตรอง
ดูว่าคำแนะนำเหล่านั้นเหมาะสมถูกต้องหรือไม่ หลังจากนั้นเราจึงค่อยตัดสินใจทำตามสิ่งที่เราคิดว่า
ถูกต้องและมีเหตุผลรองรับเท่านั้น”

หลังจากฟังคำแนะนำที่ให้สติของภรรยาแล้ว พ่อค้าขายปลาก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนที่ป้ายว่า
“ขายปลาสดที่นี่” นับแต่นั้นมา เขาก็ขายปลาต่อไปทุกวันอย่างมีความสุข

ข้อคิด : จงรับฟังทุกคน แต่ทำตามที่สมองและหัวใจบอก
: Listen to everyone but do whatever your head and heart ask you to do.

------------------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พุธ ม.ค. 07, 2026 7:14 pm

( 14 )

เรื่องสั้น -------> นิวตันกับไดมอนด์สุนัขของท่าน จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “Newton and His Pet Diamond”
แปลและเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

เซอร์ ไอแซก นิวตัน เป็นนักวิทยาศาสตร์เรืองนาม ท่านเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์
และวิทยาศาสตร์ ท่านเลี้ยงสุนัขชื่อไดมอนด์ซึ่งท่านรักมากราวเป็นเพื่อนรักคนหนึ่ง มันได้รับ
การดูแลเสมือนสมาชิกในครอบครัว แม้ว่ามันจะหูหนวกก็ตาม

นิวตันทำงานคนเดียวโดยไม่มีสิ่งใดรบกวน อยู่มาคืนหนึ่ง หลังจากท่านค้นพบความจริง
ทางวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งที่โลกยังไม่รู้จักมาก่อน ท่านดีใจมากและออกไปเดินนอกบ้านเพื่อสูด
อากาศบริสุทธิ์ ท่านเก็บรวบรวมแผ่นกระดาษที่ใช้ในงานวิจัยทั้งหมดของท่านไว้ในแฟ้ม
และวางไว้บนโต๊ะทำงานก่อนจะออกไปเดินพักผ่อนข้างนอก

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกไปอยู่ด้านนอกแล้ว เจ้าไดมอนด์ซึ่ง
นอนอยู่ใต้โต๊ะตลอดเวลารับรู้ว่านิวตันออกไปจากห้องจึงตัดสินใจจะตามท่านไปด้วย และเมื่อมัน
รีบลุกขึ้นอย่างเร็วเพื่อไปหานายโดยที่มันมองอะไรไม่เห็น มันก็ชนโต๊ะอย่างแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทำให้เทียนที่จุดสว่างอยู่ บนโต๊ะล้มลงและเริ่มไหม้แฟ้มกระดาษที่มีผลงานวิจัยสะสมมา
เป็นเวลานานลุกไหม้ไปหมด

แน่นอน นิวตันตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เพราะไฟไหม้แฟ้มในครั้งนั้นทำให้งานวิจัย
ที่สำคัญของท่านสูญเปล่าไปหมดสิ้น นิวตันทำได้เพียงมองไปที่สุนัขที่กำลังดมกลิ่นไปมาและ
กระดิกหางไปที่กระดาษที่ไฟกำลังลุกโชนอยู่บนโต๊ะ จากนั้นท่านก็ก้มตัวเอื้อมมือข้างหนึ่งไปลูบหัว
มันเบา ๆ โดยไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวใด ๆ พร้อมกับพูดว่า “โธ่เอ๋ย เจ้าไดมอนด์เพื่อนยาก
แกไม่มีวันรู้หรอกว่าแกได้ทำอะไรลงไป”

นิวตันเป็นชายที่น่าทึ่งมากคนหนึ่ง ท่านไม่เพียงแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น
แต่ยังเป็นผู้ที่มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อีกทั้งมีความอดทน
และการให้อภัยซึ่งเป็นจิตวิญญาณของวิญญูชนด้วย

*************************
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 6960
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ม.ค. 08, 2026 6:44 pm

( 15 )

เรื่องสั้น -----> มิตรภาพและความรัก จาก Inspirational Moral Stories
เรื่อง “Story of Friendship and Love”
แปลและปรับเรียบเรียงโดย กอบกิจ ครุวรรณ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งไม่มีใครเหลียวแลเธอ เธอใช้ชีวิตอยู่
ตามลำพัง เธอรู้สึกเหงาและอยากมีเพื่อนเหมือนคนอื่นบ้าง และไม่นานต่อมาก็มีเด็กหญิง
จากบ้านที่ร่ำรวยคนหนึ่งเป็นเด็กที่สุภาพเรียบร้อยผ่านมาพบเธอและถูกชะตากัน หลังจาก
พูดคุยกันได้ไม่นาน ทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และเนื่องจากเด็กหญิงยากจนไม่มี
พ่อแม่หรือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่กี่วันต่อมาเด็กหญิงจากบ้านที่ร่ำรวยก็ขออนุญาตคุณพ่อ
คุณแม่รับเพื่อนผู้ยากจนเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยและเมื่อได้สอบถามพูดคุยกับเด็กหญิง
ยากจนแล้ว ทั้งสองก็อนุญาตให้เธอเข้ามาอยู่ในบ้านได้ในฐานะเพื่อนรักของลูกสาว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มิตรภาพที่เด็กหญิงทั้งสองมีต่อกันก็เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคน
พวกเธอเป็นเพื่อนรักกัน อยู่เคียงข้างกันเสมอเและไม่เคยทะเลาะกันเลย เวลาแห่งความสุข
ของทั้งสองผ่านไปหลายเดือน จนวันหนึ่งเด็กหญิงลูกเจ้าของบ้านป่วยหนักและถูกส่งตัวเข้า
รับการรักษาในโรงพยาบาลและอาการป่วยรุนแรงมากขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต แพทย์บอกว่า
ร่างกายของเธอขาดเลือด (low haemoglobin) และจำเป็นต้องให้เลือดโดยด่วนแต่ขณะนั้น
ทางโรงพยาบาลไม่มีเลือดที่ตรงกับกรุ๊ปเลือดของเธอ

เพื่อนรักที่มาอยู่ที่บ้านซึ่งเฝ้าไข้อยู่ด้วยความเป็นห่วงเมื่อทราบปัญหาจากปากของแพทย์
เธอขอร้องให้แพทย์ช่วยตรวจเลือดของเธอทันที และทราบผลในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมาว่า
เด็กหญิงทั้งสองมีกรุ๊ปเลือดเดียวกัน

การเปลี่ยนถ่ายเลือดของทั้งสองผ่านไปด้วยดี ทุกคนต่างทึ่งที่เห็นมิตรภาพอันบริสุทธิ์
ของทั้งสอง และเพียงสองวันต่อมา แพทย์ก็อนุญาตให้เด็กหญิงผู้ป่วยกลับบ้านได้ท่ามกลางความ
ยินดีและความสุขของทุกคน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เห็นลูกของตนหายเป็นปกติ
และเลี้ยงดูเพื่อนของลูกสาวเสมือนเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่ง

ข้อคิด : เพื่อนแท้คือเพื่อนที่สนับสนุนและอยู่เคียงข้างคุณเสมอในทุกสถานการณ์ :
True friends are the one who always supports and stands by you in any situation.

----------------------------------
ตอบกลับโพส