🕊 การประจักษ์พระมารดาพระเจ้าแห่งซิลูวา ลิธัวเนีย 🕊
ที่เบียดเบียนทำลายล้างคาทอลิกเกือบหมดประเทศ
ทำลายราบคาบกลับเกิดอัศจรรย์มากมายอีกครั้งจนปัจจุบันจนได้สมญาว่า
ลูรด์แห่งยุโรปตะวันออก
ในปี คศ. 1251 เมื่อแกรนด์ดยุก Mindaugas แห่งลิธัวเนียได้รับการล้างบาปเข้าสู่คริสตศาสนา
ชาวลิธัวเนียกก็ได้เข้าเป็นคริสตชนทั้งหมด พระศาสนจักรสากลเจริญรุ่งเรืองเผยแผ่ทั่วลิธ้วเนีย
จนปี 1457 ขุนนางชื่อ Petras Giedgaudas ซึ่งเป็นที่ปรึกษาพระเจ้า Vytautas มหาราช ได้สร้าง
โบสถ์ขึ้นที่เมืองซิลูวา(Siluva) และได้นำภาพไอค่อนพระมารดาพระเจ้าอุ้มพระเยซูคริสต์ที่ถือ
พระคัมภีร์มาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ โดยให้ชื่อว่า วัดแม่พระบังเกิด และได้กลายเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียง มีผู้แสวงบุญจำนวนมากทั่วลิธัวเนียเดินทางมาที่นี่ มาขอพร
มีอัศจรรย์เกิดขึ้น และผู้คนหายจากโรคร้ายต่างๆ
ในศตวรรษที่16 เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาคริสต์จนเกิดนิกายโปรแตสแตนท์ต่างๆในยุโรป
โปรแตสแตนต์นิกายคาลวิน เริ่มไหลบ่าเข้ามาในลิธัวเนีย ในปี1532 เมื่อชนชั้นสูงในลิธัวเนียเริ่ม
เปลี่ยนเป็นโปรแตสแตนต์ ก็เริ่มมีการเบียดเบียนบังคับประชาชนให้เปลี่ยนจากคาทอลิกมาเป็น
โปรแตสแตนต์ วัดคาทอลิกที่แข็งข้อถูกทำลาย นักบวชและบาดหลวงถูกบังคับให้สึก หรือถูก
เนรเทศ เด็กๆถูกสั่งให้เรียนศาสนาแบบโปรแตสแตนต์จากศิษยาภิบาลคาลวิน แต่กระนั้นเหล่า
คาทอลิกที่ไม่ยอมทิ้งความเชื่อยังคงแอบทำกิจศาสนาแบบคาทอลิก และมาแสวงบุญที่วัดแห่ง
ซิลูวานี้ จนถึงปี 1551 การเบียดเบียนกวาดล้างคาทอลิกก็มาถึงวัดอันสำคัญแห่งลิธัวเนียในเมืองซิลูวา
คุณพ่อ ฮอนัส (Fr. Honas Holubka)เจ้าอาวาสวัดแม่พระบังเกิด จึงได้นำของสำคัญของวัดรวมทั้ง
รูปไอค่อนแม่พระใส่กล่องเหล็กที่แข็งแรงมากกล่องหนึ่ง และฝั่งซ่อนไว้ ก่อนจะหลบหนีการเบียดเบียน
และเพื่อเป็นการทำลายศูยน์รวมจิตใจชาวคาทอลิก วัดแม่พระบังเกิดแห่งซิลูวาลิธัวเนียอันงดงาม
ก็ถูกชาวลัทธิคาลวินทำลายลงจนราบคาบ
ยาวนานร่วม80ปี ที่คริสตชนและความเชื่อคาทอลิก ถูกทำลายให้ล้มหายตายจากไปจากดินแดนนี้
จนแทบหมดสิ้น ในปีคศ.1608 เด็กชาวบ้านในซิลูวา ต้อนฝูงสัตว์ไปยังทุ่งราบที่พวกเขาไม่เคยรู้เลย
ว่าทุ่งหญ้านี้เคยเป็นที่ตั้งวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีชื่อเสียงของชนชาติตน
ขณะที่พวกเขากำลังเลี้ยงแกะและเล่นสนุก พวกเขาก็สะดุดกับภาพนิมิตอันงดงาม ของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ที่อุ้มลูกน้อยของเธอในอ้อมแขน เธอยืนบนก้อนหิน และไม่พูดสิ่งใดเลย หากแต่ร้องไห้อย่างขมขื่น
พวกเขาไม่รู้ว่าเธอคือใคร แต่ก็รู้ว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเพราะเธอและลูกชายของเธอมีแสงสว่าง
ไสวอย่างอัศจรรย์ เด็กๆรีบวิ่งกลับไปบอกพ่อแม่และคนในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครเชื่อและคิดว่าเด็กๆ
เล่นเหลวไหล แต่เมื่อพวกเขานำเด็กๆมาแยกสอบสวน แม้เด็กที่อายุน้อยที่สุดก็เล่าตรงกันถึงลักษณะ
ของหญิงสาวผู้งดงามกับลูกชายของเธอ แต่งกายไม่เหมือนคนสมัยนั้นในลิธัวเนีย แต่มีผ้าคลุมผมสีขาว
และชุดยาวสีฟ้า ผมสีน้ำตาลสลวย เธอร้องไห้อย่างเศร้าโศก จนน้ำตาบางหยดไหลตกเป็นประกาย
บนก้อนหินที่เธอเหยียบยืน และทั้งเธอและลูกชายนั้นมีแสงประหลาดเรืองรองตลอดเวลา
วันรุ่งขึ้นชาวบ้านตกลงใจตามเด็กๆไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้ง และคราวนี้ ศิษยาภิบาลโปรแตสแตนต์
คาลวินที่สอนศาสนาแก่เด็กๆชื่อ ซาเลียโมนัส (Saliamonas) ก็ไปด้วย เขาพยายามโน้มน้าวทุกคนว่า
สิ่งที่เห็นมาจากปีศาจ เป็นปีศาจปลอมตัวมาเพื่อนำเด็กๆหันเหออกจากนิกายคาลวินไปหลงผิดเป็น
คาทอลิก ทันใดนั้นเอง สตรีและบุตรชายของเธอก็ปรากฎกายอย่างสว่างไสวขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
พวกผู้ใหญ่ต่างตกใจกลัวมาก สตรีงามนั้นร้องไห้ และไม่พูดสิ่งใด ศบ.ซาเลียโมนัส จึงรวบรวมความกล้า
ถามเธอว่า "เธอร้องไห้ทำไม" สตรีงามผู้นั้นจึงตอบเขาว่า
"แต่เดิม ทั่วผืนดินนี้ พระบุตรสุดที่รักของฉันได้รับการนมัสการจากผู้คนมากมาย แต่ตอนนี้ พวกเขากลับ
ทำให้ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ กลายเป็นเรือกสวนไร่นาและที่เลี้ยงสัตว์"
ทันใดนั้นหญิงงามผู้โศกเศร้ากับลูกชายของเธอก็หายวับไปต่อหน้าทุกคน การเล่าลือเรื่องสตรีงามผู้อุ้ม
บุตรชายแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านและตำบล ปากต่อปากเร็วกว่าไฟลามทุ่ง จนไปถึงหูชายชราตาบอด
อายุร้อยกว่าปีคนหนึ่งในหมู่บ้านใกล้ๆ
ชายชราตาบอดระลึกนึกได้ว่า เมื่อยังเป็นเด็กหนุ่มเขาเคยช่วยคุณพ่อเจ้าวัดคนสุดท้ายของซีลูวาฝัง
กล่องที่บรรจุสมบัติล้ำค่าของวัดไว้ข้างก้อนหินในคืนวันหนึ่งเมื่อแปดสิบปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงขอให้
ชาวบ้านช่วยพาไปที่นั่นเพื่อชี้จุด แต่ยังไม่ทันถึงสถานที่นั้น ดวงตาที่มืดบอดเพราะวัยชราของเขาก็ได้
รับการรักษาให้หาย ทำให้เขาคุกเข่าลงด้วยความปลื้มปิติและขอบพระคุณพระเจ้า ดังนั้นเขาจึงสามารถ
ชี้จุดที่แน่นอนได้ และเมื่อทำการขุดก็พบกล่องโลหะที่บรรจุรูปไอค่อน อุปกรณ์มิสซา และเอกสารสำคัญต่างๆ
ซึ่งเอกสารสำคัญ คือโฉนดที่ดินของวัด และเอกสารระบุว่ากษัตริย์ได้เคยยกถวายที่ดินนี้แก่พระศาสนจักร
คาทอลิก ซึ่งแม้การต่อสู้ในชั้นศาลที่ ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่เป็นโปรแตสแตนต์มากกว่าครึ่ง ในที่สุด
ก็สามารถโอนที่ดินคืนมาได้ถึงจะใช้เวลานานร่วม 10 ปี ก็ตาม
ข่าวการชนะคดีในปี 1622 และเสียงร่ำลือเรื่องการประจักษ์ของแม่พระ นำชาวคาทอลิกที่ต้องเก็บซ่อน
ความศรัทธาของตนไว้ กลับฟื้นคืนสู่ลิทัวเนียอีกครั้ง เมื่อวัดไม้หลังเล็กตั้งขึ้นมาในปี 1627 และรูปไอค่อน
เก่าแก่ มารดาพระเจ้าอุ้มพระบุตรผู้ถือพระคัมภีร์ไว้ในมือ ได้ถูกนำกลับมาประดิษฐานในวัดอีกครั้ง ก็เกิด
การแสวงบุญ และการอัศจรรย์ต่างๆ ข่าวการเกิดอัศจรรย์มากมาย นำผู้คนทั่วลิธัวเนียมาที่วัดแห่งนี้
จนถึงปี ค.ศ.1641 จึงได้มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้แสวงบุญที่หลั่งไหลกันมา
ยังที่นี่พร้อมโรงเรียนฟรีสำหรับเด็กในหมู่บ้าน
วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1775 พระสันตะปาปาปิโอที่ 6 ก็ได้ประกาศรับรองการประจักษ์ของแม่พระ
แห่งซิลูวา ในปี 2002 วัดแม่พระบังเกิดแห่งซิลูวา ได้รับการอภิเษกเป็นมหาวิหารแม่พระบังเกิด
(Basilica of the Birth of the Blessed Virgin Mary) หินที่แม่พระะเหยียบเมื่อประจักษ์มายังคง
ประดิษฐานในมหาวิหารที่ตำแหน่งเดิมของมัน และผู้คนนับหมื่น เดินทางมาแสวงบุญที่นี่
และเฉลิมฉลองการประจักษ์ของแม่พระแห่งซิลูวาในทุกปี
การประจักษ์ของแม่พระนี้ไม่ใช่เพียงการทวงที่ดินวัด หรือเพื่อรักษาภาพไอค่อน แต่คือ
การทวงคืนศรัทธา ที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิต จิตวิญญาณ และประวัติศาสตร์นับร้อยปีของ
บรรพบุรุษคริสตชนชาวลิธัวเนีย
การประจักษ์ของแม่พระแห่งซิลูวา บอกเราว่า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเราเลย แม้ในเวลาถูก
เบียดเบียน และในเวลาที่ความศรัทธาถูกกดขี่จนเกือบจางหาย แม่ไม่สามารถทอดทิ้งลูก
ของตนฉันใด มารดาของบรรดาคริสตชนย่อมไม่สามารถทอดทิ้งพงศ์พันธ์ของนางได้ฉันนั้น
ในยามที่สถานการณ์ในชีวิตเลวร้าย จนเรารู้สึกเหมือนถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เหมือนศรัทธาของเรา
ถูกพรากไป ขอพระเยซูคริสต์ผู้กลับคืนชีพทรงฟื้นจิตวิญาณแห่งความเชื่อของเรากลับมาด้วยเทอญ
ขอแม่พระแห่งซิลูวา ข่วยวิงวอนเทอญ
cr. facebook.com/holysmn


