เรื่องยาวจินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี
…………เรื่องยาวจินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี…………… ( 18 ตอนจบ )
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 1 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 1. ตุ๊กตาขี้ผึ้ง
โซฟีวัย 3 ขวบเศษอาศัยอยู่กับมารดาในบ้านนอกกรุงปารีส โดยมีพี่เลี้ยงและคนทำสวนผัก
ผลไม้ ร่วมพักอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนบิดาทำงานและมีที่พักอยู่ในกรุงปารีส นาน ๆ
จึงได้กลับบ้านอยู่กับครอบครัว
เช้าวันหนึ่งมีไปรษณีย์รถม้านำพัสดุในลังไม้มาส่งที่บ้านที่โซฟีอาศัยอยู่ ทันทีที่โซฟีทราบว่ามีของ
ที่พ่อส่งมาให้ก็ตะโกนเรียกเร่งให้พี่เลี้ยงรีบเปิดลังไม้ออกทันทีเพื่อจะดูของที่ได้รับ
พี่เลี้ยงวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่แล้วรีบจัดการทันที เมื่อฝาลังเปิดออก โซฟีก็มองเห็นหัวตุ๊กตา
สีบลอนด์ผมหยิกตัวหนึ่งในลังไม้ โซฟีตื่นเต้นดีใจมากและทำท่าจะคว้าตุ๊กตาซึ่งยังมีกระดาษห่อ
ของขวัญห่ออยู่
พี่เลี้ยง : ระวัง! อย่าเพิ่งดึงตุ๊กตาออกจากลังนะ เดี๋ยวตุ๊กตาจะแตกเพราะยังมีเชือกพันอยู่รอบตัวตุ๊กตา
โซฟี: งั้นพี่ก็รีบเอาเชือกออกให้หนูเร็ว ๆ สิ หนูจะได้เล่นกับตุ๊กตาได้ซะที
พี่เลี้ยงใช้กรรไกรตัดเชือกและฉีกกระดาษที่หุ้มตุ๊กตาออก จากนั้นโซฟีก็ใช้มือทั้งสองอุ้มตุ๊กตาแก้ม
สีชมพู ดวงตาสีฟ้าสดใส เป็นตุ๊กตาที่ทำจากขี้ผึ้ง สวมชุดผ้าลายหยักและมีสายคาดเอวสีฟ้าพร้อมกับ
ถุงน่องผ้าฝ้าย สวมรองเท้าบูทหนังสีดำ โซฟีระดมจูบตุ๊กตานับสิบครั้งก่อนจะอุ้มไว้ในอ้อมแขน
พร้อมกับกระโดดโลดเต้นไปมา
การส่งเสียงตื่นเต้นดีใจของโซฟีทำให้”ปอล”ลูกพี่ลูกน้องวัยห้าขวบซึ่งมากับมารดาผู้เป็นพี่สาวแม่
ของโซฟีและมาค้างคืนที่บ้านโซฟีอยู่บ่อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องแสดงความดีใจอย่างผิดปกติของ
โซฟีแต่ไกล ปอลก็วิ่งเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
โซฟี : พี่ปอล! ดูสิ ตุ๊กตาที่พ่อส่งมาให้ สวยมากใช่ไหมล่ะ!
ปอล : ขอพี่ดูหน่อยสิ พี่จะได้ดูได้ชัด ๆ
โซฟี : ไม่ได้นะ เดี๋ยวพี่ทำพังหมด
ปอล : พี่รับรองว่าจะระวังเป็นอย่างดี และจะรีบคืนให้
โซฟีจึงส่งตุ๊กตาให้พี่ปอลพร้อมกับพูดย้ำอีกครั้งว่า “อย่าทำตกเป็นอันขาดนะ” ปอลใช้มือพลิก
สำรวจ ดูตุ๊กตาไปมาจนทั่ว ก่อนจะส่งตุ๊กตาคืนให้โซฟีพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อย
โซฟี : ทำไมเธอต้องส่ายหัวด้วยล่ะ
ปอล : เพราะตุ๊กตาตัวนี้บอบบางมาก พี่กลัวว่าน้องนั่นแหละจะทำมันพังนะสิ
โซฟี : โธ่! ไม่ต้องกลัวหรอกพี่ น้องจะดูแลมันเป็นอย่างดี รับรองว่าจะไม่ทำพังแน่ เดี๋ยวน้องจะบอก
ให้แม่ชวนพี่แมเดอลีน (6 ขวบ) กับพี่คามิลล์ (7 ขวบ) มากินข้าวกลางวันพรุ่งนี้ด้วยกัน พี่ ๆ ทั้งสอง
จะได้เห็นตุ๊กตาแสนน่ารักตัวนี้ด้วย
ปอล : เดี๋ยวพวกเขาก็ทำตุ๊กตาของน้องพังหรอก
โซฟี : ไม่หรอกน่า พี่ทั้งสองเป็นคนน่ารักมาก และไม่เคยแกล้งน้องเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น โซฟีอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่าง บรรจงหวีผมใหม่ให้ตุ๊กตาและคิดจะแต่งตัวให้ตุ๊กตา
อย่างสุดฝีมือเพื่อจะอวดตุ๊กตาให้พี่แมเดอลีนและพี่คามิลล์ดูซึ่งอีกไม่นานก็คงจะมาถึง หลังจากโซฟี
พิจารณาดูตุ๊กตาได้สักครู่ โซฟีก็คิดว่าตุ๊กตาตัวเย็นเกินไป จึงพูดกับตัวเองว่า “มันคงหนาวนะ อย่างนี้
ก็ต้องเอาไปตากแดดให้ตัวอุ่นขึ้นสักหน่อยดีกว่า เมื่อพี่ทั้งสองมาดูตุ๊กตาจะได้เห็นว่า น้องรู้จักดูแล
ตุ๊กตาที่พ่อให้เป็นของขวัญได้เป็นอย่างดีเชียวนะ” ว่าแล้วโซฟีก็เอาตุ๊กตาไปวางตากแดดที่หน้าต่าง
ห้องรับแขก
แม่ : (อยู่ชั้นบนของบ้านได้ยินเสียงผิดปกติที่ชั้นล่างจึงส่งเสียงถามลงมาว่า)
โซฟี, ลูกกำลังทำอะไรอยู่ที่หน้าต่างเหรอ”
โซฟี : อ๋อ หนูเอาตุ๊กตาไปตากแดดค่ะ เพราะมันตัวเย็นมาก
แม่ : ระวังนะลูก เดี๋ยวตุ๊กตาจะละลายเพราะถูกแดดเผา
โซฟี : ไม่มีทางหรอกแม่ ตุ๊กตากำลังหนาวจนตัวแข็งราวกับท่อนไม้อยู่ค่ะ
แม่ : แต่แดดจะทำให้ตุ๊กตาตัวอ่อนปวกเปียกได้นะ แม่ขอเตือนลูก
โปรดติดตามตอนที่ ( 2 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 1 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 1. ตุ๊กตาขี้ผึ้ง
โซฟีวัย 3 ขวบเศษอาศัยอยู่กับมารดาในบ้านนอกกรุงปารีส โดยมีพี่เลี้ยงและคนทำสวนผัก
ผลไม้ ร่วมพักอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ส่วนบิดาทำงานและมีที่พักอยู่ในกรุงปารีส นาน ๆ
จึงได้กลับบ้านอยู่กับครอบครัว
เช้าวันหนึ่งมีไปรษณีย์รถม้านำพัสดุในลังไม้มาส่งที่บ้านที่โซฟีอาศัยอยู่ ทันทีที่โซฟีทราบว่ามีของ
ที่พ่อส่งมาให้ก็ตะโกนเรียกเร่งให้พี่เลี้ยงรีบเปิดลังไม้ออกทันทีเพื่อจะดูของที่ได้รับ
พี่เลี้ยงวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่แล้วรีบจัดการทันที เมื่อฝาลังเปิดออก โซฟีก็มองเห็นหัวตุ๊กตา
สีบลอนด์ผมหยิกตัวหนึ่งในลังไม้ โซฟีตื่นเต้นดีใจมากและทำท่าจะคว้าตุ๊กตาซึ่งยังมีกระดาษห่อ
ของขวัญห่ออยู่
พี่เลี้ยง : ระวัง! อย่าเพิ่งดึงตุ๊กตาออกจากลังนะ เดี๋ยวตุ๊กตาจะแตกเพราะยังมีเชือกพันอยู่รอบตัวตุ๊กตา
โซฟี: งั้นพี่ก็รีบเอาเชือกออกให้หนูเร็ว ๆ สิ หนูจะได้เล่นกับตุ๊กตาได้ซะที
พี่เลี้ยงใช้กรรไกรตัดเชือกและฉีกกระดาษที่หุ้มตุ๊กตาออก จากนั้นโซฟีก็ใช้มือทั้งสองอุ้มตุ๊กตาแก้ม
สีชมพู ดวงตาสีฟ้าสดใส เป็นตุ๊กตาที่ทำจากขี้ผึ้ง สวมชุดผ้าลายหยักและมีสายคาดเอวสีฟ้าพร้อมกับ
ถุงน่องผ้าฝ้าย สวมรองเท้าบูทหนังสีดำ โซฟีระดมจูบตุ๊กตานับสิบครั้งก่อนจะอุ้มไว้ในอ้อมแขน
พร้อมกับกระโดดโลดเต้นไปมา
การส่งเสียงตื่นเต้นดีใจของโซฟีทำให้”ปอล”ลูกพี่ลูกน้องวัยห้าขวบซึ่งมากับมารดาผู้เป็นพี่สาวแม่
ของโซฟีและมาค้างคืนที่บ้านโซฟีอยู่บ่อย ๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องแสดงความดีใจอย่างผิดปกติของ
โซฟีแต่ไกล ปอลก็วิ่งเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
โซฟี : พี่ปอล! ดูสิ ตุ๊กตาที่พ่อส่งมาให้ สวยมากใช่ไหมล่ะ!
ปอล : ขอพี่ดูหน่อยสิ พี่จะได้ดูได้ชัด ๆ
โซฟี : ไม่ได้นะ เดี๋ยวพี่ทำพังหมด
ปอล : พี่รับรองว่าจะระวังเป็นอย่างดี และจะรีบคืนให้
โซฟีจึงส่งตุ๊กตาให้พี่ปอลพร้อมกับพูดย้ำอีกครั้งว่า “อย่าทำตกเป็นอันขาดนะ” ปอลใช้มือพลิก
สำรวจ ดูตุ๊กตาไปมาจนทั่ว ก่อนจะส่งตุ๊กตาคืนให้โซฟีพร้อมกับส่ายหัวเล็กน้อย
โซฟี : ทำไมเธอต้องส่ายหัวด้วยล่ะ
ปอล : เพราะตุ๊กตาตัวนี้บอบบางมาก พี่กลัวว่าน้องนั่นแหละจะทำมันพังนะสิ
โซฟี : โธ่! ไม่ต้องกลัวหรอกพี่ น้องจะดูแลมันเป็นอย่างดี รับรองว่าจะไม่ทำพังแน่ เดี๋ยวน้องจะบอก
ให้แม่ชวนพี่แมเดอลีน (6 ขวบ) กับพี่คามิลล์ (7 ขวบ) มากินข้าวกลางวันพรุ่งนี้ด้วยกัน พี่ ๆ ทั้งสอง
จะได้เห็นตุ๊กตาแสนน่ารักตัวนี้ด้วย
ปอล : เดี๋ยวพวกเขาก็ทำตุ๊กตาของน้องพังหรอก
โซฟี : ไม่หรอกน่า พี่ทั้งสองเป็นคนน่ารักมาก และไม่เคยแกล้งน้องเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น โซฟีอยู่ในห้องรับแขกชั้นล่าง บรรจงหวีผมใหม่ให้ตุ๊กตาและคิดจะแต่งตัวให้ตุ๊กตา
อย่างสุดฝีมือเพื่อจะอวดตุ๊กตาให้พี่แมเดอลีนและพี่คามิลล์ดูซึ่งอีกไม่นานก็คงจะมาถึง หลังจากโซฟี
พิจารณาดูตุ๊กตาได้สักครู่ โซฟีก็คิดว่าตุ๊กตาตัวเย็นเกินไป จึงพูดกับตัวเองว่า “มันคงหนาวนะ อย่างนี้
ก็ต้องเอาไปตากแดดให้ตัวอุ่นขึ้นสักหน่อยดีกว่า เมื่อพี่ทั้งสองมาดูตุ๊กตาจะได้เห็นว่า น้องรู้จักดูแล
ตุ๊กตาที่พ่อให้เป็นของขวัญได้เป็นอย่างดีเชียวนะ” ว่าแล้วโซฟีก็เอาตุ๊กตาไปวางตากแดดที่หน้าต่าง
ห้องรับแขก
แม่ : (อยู่ชั้นบนของบ้านได้ยินเสียงผิดปกติที่ชั้นล่างจึงส่งเสียงถามลงมาว่า)
โซฟี, ลูกกำลังทำอะไรอยู่ที่หน้าต่างเหรอ”
โซฟี : อ๋อ หนูเอาตุ๊กตาไปตากแดดค่ะ เพราะมันตัวเย็นมาก
แม่ : ระวังนะลูก เดี๋ยวตุ๊กตาจะละลายเพราะถูกแดดเผา
โซฟี : ไม่มีทางหรอกแม่ ตุ๊กตากำลังหนาวจนตัวแข็งราวกับท่อนไม้อยู่ค่ะ
แม่ : แต่แดดจะทำให้ตุ๊กตาตัวอ่อนปวกเปียกได้นะ แม่ขอเตือนลูก
โปรดติดตามตอนที่ ( 2 )ในวันพรุ่งนี้
แก้ไขล่าสุดโดย rosa-lee เมื่อ อังคาร ก.พ. 03, 2026 12:23 pm, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 2 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
โซฟีได้ยินเสียงเตือนของแม่แต่ไม่เชื่อคำเตือน ยังคงปล่อยให้ตุ๊กตานอนตามยาวตากแดด
ที่หน้าต่างต่อไป ขณะเดียวกันโซฟีก็ได้ยินเสียงรถยนต์มาจอดที่หน้าบ้านและรีบวิ่งไปที่
รถยนต์ที่เพิ่งมาถึงเพราะทราบดีว่าพี่ทั้งสองมาถึงแล้วพร้อมกับป้า
ปอลซึ่งมาค้างอยู่ที่บ้านยืนรอรับทุกคนที่บันไดหน้าบ้าน จากนั้นทุกคนก็กรูกันไปที่ห้องรับแขก
พร้อมกับส่งเสียงอื้ออึงถามตอบกันไปมา แม้ว่าผู้มาใหม่อยากจะดูตุ๊กตาทันที แต่การพบปะกัน
ตามธรรมเนียม ผู้มาใหม่แต่ละคนต้อง “สวัสดี” และทักทายเจ้าของบ้านซึ่งได้แก่นางเรอัน (Réan)
มารดาชองโซฟี หลังจากนั้นทุกคนจึงจับกลุ่มกันรอบโซฟีซึ่งอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ
แมเดอลีน : (มองไปที่ตุ๊กตา) แปลกจังนะ ตุ๊กตาตัวนี้ตาบอด ดูสิมองไม่เห็นลูกตาเลย
คามิลล์ : เป็นตุ๊กตาที่สวยมากนะ แต่น่าเสียดายที่ตาบอด !
แมเดอลีน : มันตาบอดได้อย่างไร! มันน่าจะต้องมีลูกตาสิ
โซฟีมองไปที่ตุ๊กตาในมือโดยไม่พูดอะไรเลยและเริ่มร้องไห้
นางเรอัน : แม่เตือนลูกแล้วใช่ไหม แต่ลูกไม่เชื่อแม่ ยังขืนเอาตุ๊กตาไปตากแดดอีก ยังดีนะที่ใบหน้า
และแขนขายังอยู่ครบ ตอนนี้หยุดร้องไห้ได้แล้วเพราะแม่เป็นหมอผ่าตัดฝีมือดีและน่าจะรักษาตา
ให้หายบอดได้
โซฟี : คงจะรักษาไม่ได้หรอกแม่ เพราะลูกตาหายไปหมดเลย
นางเรอันยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบของลูกพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาไว้ในมือและเขย่าตุ๊กตาเบา ๆ
ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงบางอย่างกลิ้งอยู่ในหัวของตุ๊กตา
นางเรอัน : เสียงที่ได้ยินกันก็คือลูกตาทั้งสองของตุ๊กตาที่ตกลงไปอยู่ในหัวของตุ๊กตา เพราะขี้ผึ้งที่อยู่
รอบตาละลายทำให้ลูกตาหล่นลงไปอยู่ในหัว แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวแม่จะจัดการรักษาให้อยู่ใน
สภาพเดิมได้ ตอนนี้พวกหนูช่วยกันแกะเสื้อผ้าของตุ๊กตาออกให้หมด แม่จะไปเตรียมอุปกรณ์รักษาตุ๊กตา
โปรดติดตามตอนที่ ( 3 ) ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
โซฟีได้ยินเสียงเตือนของแม่แต่ไม่เชื่อคำเตือน ยังคงปล่อยให้ตุ๊กตานอนตามยาวตากแดด
ที่หน้าต่างต่อไป ขณะเดียวกันโซฟีก็ได้ยินเสียงรถยนต์มาจอดที่หน้าบ้านและรีบวิ่งไปที่
รถยนต์ที่เพิ่งมาถึงเพราะทราบดีว่าพี่ทั้งสองมาถึงแล้วพร้อมกับป้า
ปอลซึ่งมาค้างอยู่ที่บ้านยืนรอรับทุกคนที่บันไดหน้าบ้าน จากนั้นทุกคนก็กรูกันไปที่ห้องรับแขก
พร้อมกับส่งเสียงอื้ออึงถามตอบกันไปมา แม้ว่าผู้มาใหม่อยากจะดูตุ๊กตาทันที แต่การพบปะกัน
ตามธรรมเนียม ผู้มาใหม่แต่ละคนต้อง “สวัสดี” และทักทายเจ้าของบ้านซึ่งได้แก่นางเรอัน (Réan)
มารดาชองโซฟี หลังจากนั้นทุกคนจึงจับกลุ่มกันรอบโซฟีซึ่งอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ
แมเดอลีน : (มองไปที่ตุ๊กตา) แปลกจังนะ ตุ๊กตาตัวนี้ตาบอด ดูสิมองไม่เห็นลูกตาเลย
คามิลล์ : เป็นตุ๊กตาที่สวยมากนะ แต่น่าเสียดายที่ตาบอด !
แมเดอลีน : มันตาบอดได้อย่างไร! มันน่าจะต้องมีลูกตาสิ
โซฟีมองไปที่ตุ๊กตาในมือโดยไม่พูดอะไรเลยและเริ่มร้องไห้
นางเรอัน : แม่เตือนลูกแล้วใช่ไหม แต่ลูกไม่เชื่อแม่ ยังขืนเอาตุ๊กตาไปตากแดดอีก ยังดีนะที่ใบหน้า
และแขนขายังอยู่ครบ ตอนนี้หยุดร้องไห้ได้แล้วเพราะแม่เป็นหมอผ่าตัดฝีมือดีและน่าจะรักษาตา
ให้หายบอดได้
โซฟี : คงจะรักษาไม่ได้หรอกแม่ เพราะลูกตาหายไปหมดเลย
นางเรอันยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบของลูกพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาไว้ในมือและเขย่าตุ๊กตาเบา ๆ
ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงบางอย่างกลิ้งอยู่ในหัวของตุ๊กตา
นางเรอัน : เสียงที่ได้ยินกันก็คือลูกตาทั้งสองของตุ๊กตาที่ตกลงไปอยู่ในหัวของตุ๊กตา เพราะขี้ผึ้งที่อยู่
รอบตาละลายทำให้ลูกตาหล่นลงไปอยู่ในหัว แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวแม่จะจัดการรักษาให้อยู่ใน
สภาพเดิมได้ ตอนนี้พวกหนูช่วยกันแกะเสื้อผ้าของตุ๊กตาออกให้หมด แม่จะไปเตรียมอุปกรณ์รักษาตุ๊กตา
โปรดติดตามตอนที่ ( 3 ) ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 3 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
ทันทีที่แม่ของโซฟีพูดจบ เด็กทั้งสี่ก็กุลีกุจอช่วยกันถอดชุดตุ๊กตาออก ตอนนี้โซฟีหยุดร้องไห้
แล้วและกำลังรอสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
แม่กลับมาและเริ่มใช้กรรไกรตัดส่วนหัวของตุ๊กตาออกจากลำตัวที่มีเชือกเย็บติดอยู่ที่หน้าอก
และลูกตาของตุ๊กตาก็หล่นลงไปอยู่บนตักของแม่ แม่ใช้ปากคีบจับลูกตากลับขึ้นมาวางไว้บน
ถาดเล็ก แม่รอให้หัวของตุ๊กตาเย็นขึ้นและแข็งตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้ปากคีบคีบลูกตาทั้งสอง
กลับมาวางบนหน้าของตุ๊กตาที่ตำแหน่งเดิมอย่างเบามือ
ขณะที่นางเรอันซ่อมตุ๊กตาอยู่นั้น เด็กทุกคนนิ่งเงียบแทบหยุดหายใจ สายตาทุกคู่จ้องดูการ
กระทำของแม่ของโซฟี ใจของโซฟีแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
อย่างไรก็ตาม หลังการรอคอยด้วยความอดทนและตื่นเต้นอยู่ครู่ใหญ่ ที่สุดนางเรอันก็สามารถทำ
ให้ตุ๊กตากลับมาสวยงามได้อย่างเดิม โซฟีกระโดดตัวลอยกอดคอแม่และจูบแก้มแม่หลายฟอด
ปากก็พร่ำอยู่ตลอดว่า “ขอบคุณค่ะแม่ ๆ ต่อไปลูกจะเชื่อแม่ค่ะ รับรองได้”
พวกเด็ก ๆ ช่วยกันจัดการกับเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาจนเหมือนเดิมและแห่แหนตุ๊กตาไปทั่วบ้านพร้อม
กับร้องเพลง “คุณแม่จงเจริญ ! แม่เป็นเทวดาผู้แสนดีของเรา!”
ตุ๊กตาเป็นขวัญใจของเด็กทุกคน ต่างได้เล่นกับตุ๊กตาอย่างระมัดระวังอยู่ได้หลายวัน อย่างไรก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไป ตุ๊กตาที่ผ่านมือของเด็กอยู่หลายวันเริ่มสูญเสียความงามไปทีละน้อยดังที่จะเล่าต่อไป
หลังจากที่ตุ๊กตาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ 4-5 วัน โซฟีก็คิดได้ว่า น่าจะมีการอาบน้ำให้ตุ๊กตาบ้าง
เพราะเด็กทุกคนยังต้องมีคนอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดอยู่ทุกวัน ดังนั้นโซฟีจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำสบู่เช็ด
ตุ๊กตาไปทั่วตัวอย่างแข็งขันจนสีลอกออกหมดกลายเป็นตุ๊กตาที่ปราศจากสี แก้มและริมฝีปากของ
ตุ๊กตาซีดมากราวกับมันเป็นไข้ไม่สบาย อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีต้องเสียน้ำตาเมื่อเธอมองไปที่ตุ๊กตาของเธอ
วันหนึ่ง โซฟีคิดว่าถึงวลาที่ต้องดัดผมให้ตุ๊กตาแล้ว จากนั้นโซฟีก็นำที่ม้วนผมโลหะมาม้วนผมของ
ตุ๊กตา แล้วเอาเตารีดที่ร้อนมากมานาบที่ม้วนผมเพื่อให้ลอนผมหยิกและทนอยู่ได้นาน โซฟีวางเตารีด
ร้อนบนที่ม้วนผมอยู่ครู่ใหญ่ และเมื่อยกเตารีดออก ปรากฏว่าเส้นผมทั้งหัวของตุ๊กตาหลุดไปติดอยู่
ในม้วนผมกลายเป็นตุ๊กตาหัวล้าน แล้วโซฟีก็ได้แต่ร้องไห้
ยิ่งกว่านั้น วันต่อมา โซฟีซึ่งชอบเล่นเป็นครูและอยากให้ตุ๊กตาของเธอแข็งแรงจึงจัดให้ตุ๊กตาดึงตัว
ขึ้นลงกับบาร์สูง โดยเอาเส้นด้ายผูกที่แขนทั้งสองข้างของตุ๊กตาและแขวนแขนทั้งสองไว้กับราวที่ขึงอยู่
แต่ขณะที่กำลังแขวนแขนของตุ๊กตากับราวอยู่นั้น เธอเกิดทำพลาด ตุ๊กตาหลุดมือและตกลงไปบนพื้นที่
ค่อนข้างสูงจากพื้น ทำให้แขนตุ๊กตาหักไปข้างหนึ่ง นางเรอันผู้เป็นแม่ปลอบใจลูกด้วยการพยายามซ่อม
แขนตุ๊กตาให้ แต่เนื่องจากแม่ไม่มีขี้ผึ้งมาเสริม แขนที่ซ่อมเสร็จจึงสั้นกว่าแขนอีกข้างหนึ่ง โซฟีจึงได้แต่
ร้องไห้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น
ไม่นานต่อมา โซฟีคิดว่าจะต้องทำให้เท้าของตุ๊กตาอุ่นขึ้นบ้างเพื่อรักษาสุขภาพของตุ๊กตา เพราะ
เธอเห็นพวกผู้ใหญ่มักแช่เท้าในอ่างน้ำอุ่นอยู่บ่อย ๆ โซฟีจึงเอาตุ๊กตาไปแช่เท้าในถังน้ำร้อนและเมื่อ
ยก ตุ๊กตาขึ้นจากถังน้ำก็พบว่า เท้าทั้งคู่ของตุ๊กตาละลายอยู่ในถังนั้น โซฟีก็ร้องไห้อีกครั้งหนึ่งแต่
ก็ไม่สามารถ แก้ไขได้
ตุ๊กตาที่ได้รับเคราะห์กรรมต่าง ๆ ตลอดมา ในที่สุดก็ไม่เหลือความเป็นตุ๊กตาที่น่ารักอีกต่อไป
กลายเป็นตุ๊กตาที่น่าเกลียด พวกพี่ ๆ ก็ชอบแกล้งล้อโซฟีถึงทารุณกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตา
ท้ายที่สุดโซฟียัง อุตส่าห์สอนตุ๊กตาของเธอให้รู้จักปีนต้นไม้ ผลก็คือตุ๊กตาตกต้นไม้และแตก
เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ครั้งนี้โซฟี ไม่ร้องไห้อีกต่อไป แต่เชิญพี่ ๆ ทุกคนมาร่วมงานฝังศพตุ๊กตาของเธอ
โปรดติดตามตอนที่ ( 4 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
ทันทีที่แม่ของโซฟีพูดจบ เด็กทั้งสี่ก็กุลีกุจอช่วยกันถอดชุดตุ๊กตาออก ตอนนี้โซฟีหยุดร้องไห้
แล้วและกำลังรอสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
แม่กลับมาและเริ่มใช้กรรไกรตัดส่วนหัวของตุ๊กตาออกจากลำตัวที่มีเชือกเย็บติดอยู่ที่หน้าอก
และลูกตาของตุ๊กตาก็หล่นลงไปอยู่บนตักของแม่ แม่ใช้ปากคีบจับลูกตากลับขึ้นมาวางไว้บน
ถาดเล็ก แม่รอให้หัวของตุ๊กตาเย็นขึ้นและแข็งตัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้ปากคีบคีบลูกตาทั้งสอง
กลับมาวางบนหน้าของตุ๊กตาที่ตำแหน่งเดิมอย่างเบามือ
ขณะที่นางเรอันซ่อมตุ๊กตาอยู่นั้น เด็กทุกคนนิ่งเงียบแทบหยุดหายใจ สายตาทุกคู่จ้องดูการ
กระทำของแม่ของโซฟี ใจของโซฟีแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
อย่างไรก็ตาม หลังการรอคอยด้วยความอดทนและตื่นเต้นอยู่ครู่ใหญ่ ที่สุดนางเรอันก็สามารถทำ
ให้ตุ๊กตากลับมาสวยงามได้อย่างเดิม โซฟีกระโดดตัวลอยกอดคอแม่และจูบแก้มแม่หลายฟอด
ปากก็พร่ำอยู่ตลอดว่า “ขอบคุณค่ะแม่ ๆ ต่อไปลูกจะเชื่อแม่ค่ะ รับรองได้”
พวกเด็ก ๆ ช่วยกันจัดการกับเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาจนเหมือนเดิมและแห่แหนตุ๊กตาไปทั่วบ้านพร้อม
กับร้องเพลง “คุณแม่จงเจริญ ! แม่เป็นเทวดาผู้แสนดีของเรา!”
ตุ๊กตาเป็นขวัญใจของเด็กทุกคน ต่างได้เล่นกับตุ๊กตาอย่างระมัดระวังอยู่ได้หลายวัน อย่างไรก็ตาม
เมื่อเวลาผ่านไป ตุ๊กตาที่ผ่านมือของเด็กอยู่หลายวันเริ่มสูญเสียความงามไปทีละน้อยดังที่จะเล่าต่อไป
หลังจากที่ตุ๊กตาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ 4-5 วัน โซฟีก็คิดได้ว่า น่าจะมีการอาบน้ำให้ตุ๊กตาบ้าง
เพราะเด็กทุกคนยังต้องมีคนอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดอยู่ทุกวัน ดังนั้นโซฟีจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำสบู่เช็ด
ตุ๊กตาไปทั่วตัวอย่างแข็งขันจนสีลอกออกหมดกลายเป็นตุ๊กตาที่ปราศจากสี แก้มและริมฝีปากของ
ตุ๊กตาซีดมากราวกับมันเป็นไข้ไม่สบาย อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีต้องเสียน้ำตาเมื่อเธอมองไปที่ตุ๊กตาของเธอ
วันหนึ่ง โซฟีคิดว่าถึงวลาที่ต้องดัดผมให้ตุ๊กตาแล้ว จากนั้นโซฟีก็นำที่ม้วนผมโลหะมาม้วนผมของ
ตุ๊กตา แล้วเอาเตารีดที่ร้อนมากมานาบที่ม้วนผมเพื่อให้ลอนผมหยิกและทนอยู่ได้นาน โซฟีวางเตารีด
ร้อนบนที่ม้วนผมอยู่ครู่ใหญ่ และเมื่อยกเตารีดออก ปรากฏว่าเส้นผมทั้งหัวของตุ๊กตาหลุดไปติดอยู่
ในม้วนผมกลายเป็นตุ๊กตาหัวล้าน แล้วโซฟีก็ได้แต่ร้องไห้
ยิ่งกว่านั้น วันต่อมา โซฟีซึ่งชอบเล่นเป็นครูและอยากให้ตุ๊กตาของเธอแข็งแรงจึงจัดให้ตุ๊กตาดึงตัว
ขึ้นลงกับบาร์สูง โดยเอาเส้นด้ายผูกที่แขนทั้งสองข้างของตุ๊กตาและแขวนแขนทั้งสองไว้กับราวที่ขึงอยู่
แต่ขณะที่กำลังแขวนแขนของตุ๊กตากับราวอยู่นั้น เธอเกิดทำพลาด ตุ๊กตาหลุดมือและตกลงไปบนพื้นที่
ค่อนข้างสูงจากพื้น ทำให้แขนตุ๊กตาหักไปข้างหนึ่ง นางเรอันผู้เป็นแม่ปลอบใจลูกด้วยการพยายามซ่อม
แขนตุ๊กตาให้ แต่เนื่องจากแม่ไม่มีขี้ผึ้งมาเสริม แขนที่ซ่อมเสร็จจึงสั้นกว่าแขนอีกข้างหนึ่ง โซฟีจึงได้แต่
ร้องไห้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น
ไม่นานต่อมา โซฟีคิดว่าจะต้องทำให้เท้าของตุ๊กตาอุ่นขึ้นบ้างเพื่อรักษาสุขภาพของตุ๊กตา เพราะ
เธอเห็นพวกผู้ใหญ่มักแช่เท้าในอ่างน้ำอุ่นอยู่บ่อย ๆ โซฟีจึงเอาตุ๊กตาไปแช่เท้าในถังน้ำร้อนและเมื่อ
ยก ตุ๊กตาขึ้นจากถังน้ำก็พบว่า เท้าทั้งคู่ของตุ๊กตาละลายอยู่ในถังนั้น โซฟีก็ร้องไห้อีกครั้งหนึ่งแต่
ก็ไม่สามารถ แก้ไขได้
ตุ๊กตาที่ได้รับเคราะห์กรรมต่าง ๆ ตลอดมา ในที่สุดก็ไม่เหลือความเป็นตุ๊กตาที่น่ารักอีกต่อไป
กลายเป็นตุ๊กตาที่น่าเกลียด พวกพี่ ๆ ก็ชอบแกล้งล้อโซฟีถึงทารุณกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตุ๊กตา
ท้ายที่สุดโซฟียัง อุตส่าห์สอนตุ๊กตาของเธอให้รู้จักปีนต้นไม้ ผลก็คือตุ๊กตาตกต้นไม้และแตก
เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ครั้งนี้โซฟี ไม่ร้องไห้อีกต่อไป แต่เชิญพี่ ๆ ทุกคนมาร่วมงานฝังศพตุ๊กตาของเธอ
โปรดติดตามตอนที่ ( 4 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 4 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 2. งานฝังศพตุ๊กตา
แมเดอลีนและคามิลล์มาถึงบ้านโซฟีแต่เช้าตรู่เพื่อมาร่วมงานฝังศพตุ๊กตา ทุกคนมีสีหน้า
เป็นประกายบ่งถึงความสนุกสนานที่จะได้รับในการร่วมงานศพครั้งนี้ โซฟีและปอลก็รู้สึก
ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าคนอื่น
โซฟี : พี่ ๆ ทุกคนมาทางนี้เร็วเข้า เราจะเริ่มงานด้วยการทำหีบศพตุ๊กตากันก่อน
คามิลล์ : เราจะใช้อะไรทำหีบศพตุ๊กตากันเหรอ
โซฟี : น้องมีกล่องใส่ของเล่นเก่าอยู่ใบหนึ่ง เมื่อวานนี้ น้องให้พี่เลี้ยงช่วยตัดผ้าปูที่นอนสีชมพู
ที่ไม่ใช้แล้วคลุมกล่อง ตอนนี้น้องมีหีบศพตุ๊กตาแล้ว มาดูทางนี้กันสิพวกเรา
แล้วทุกคนก็วิ่งตามกันไปที่เรือนคนใช้ เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่เลี้ยงเพิ่งเย็บหมอนและที่นอนสำหรับ
รองศพตุ๊กตาเสร็จพอดี เด็กทุกคนชื่นชอบหีบศพนี้มาก ทุกคนบรรจงจัดวางชิ้นส่วนที่เคยเป็นศีรษะ
แขน ขา และลำตัวที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงในหีบศพตุ๊กตา นอกจากนั้น ยังมีการใช้ผ้าสีชมพูอ่อน
อีกชิ้นหนึ่งคลุมชิ้นส่วนทั้งหมดให้ดูเหมือนกับสภาพเดิมของตุ๊กตา
หลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็นำหีบศพที่มีศพตุ๊กตามาวางลงบนเปลหามที่นางเรอันทำเตรียมไว้ตั้งแต่
เมื่อนางทราบเรื่องการจัดงานฝังศพตุ๊กตาในวันนั้น เมื่อทุกอย่างพร้อม เด็กทุกคนต่างอาสาเป็นผู้
หามเปลศพ แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นเปลหามที่เล็กมาก หลังจากปรึกษาหารือกันครู่ใหญ่ ที่สุด
ทุกคนลงความเห็นให้โซฟีและปอลเป็นผู้หามเพราะทั้งสองมีอายุน้อยและตัวเล็กที่สุด ให้คามิลล์เดิน
นำหน้าขบวนและแมเดอลีนปิดท้ายขบวนโดยถือตะกร้าเล็กที่มีดอกไม้อยู่เต็มเพื่อใช้โปรยหลังจาก
วางหีบศพลงในหลุมฝังศพแล้ว
ขบวนแห่ศพตุ๊กตาตระเวนไปรอบบริเวณบ้านอย่างสนุกสนานก่อนจะไปหยุดที่สวนหย่อมปลูก
ดอกไม้ของโซฟี จากนั้นผู้หามเปลศพก็วางหีบศพลงแล้วก็ช่วยกันขุดหลุมลึกราวครึ่งเมตรก่อนจะ
วางหีบศพของผู้วายชนม์ลงในหลุม ผู้ร่วมพิธีฯ ทุกคนโปรยดอกไม้ลงบนหีบศพก่อนจะเอาดินที่อยู่
รอบ ๆ กลบและเกลี่ยดินเป็นเนินสูง หลังจากนั้นก็ช่วยกันปลูกต้นดอกไม้ราว 10 ต้นก่อนจะวิ่งไปเอา
บัวรดน้ำใส่น้ำจากบ่อในสวนผักและนำมารดน้ำต้นดอกไม้ที่เพิ่งปลูกเสร็จ ทุกคนสนุกสนานกันมาก
ขณะที่รดน้ำ เพราะมีการราดน้ำที่ขากันจนที่สุดกลายเป็นการวิ่งไล่ราดน้ำกัน บางคนกระโดดกรีดร้อง
เพื่อหลบไม่ให้ถูกน้ำราดใส่ ทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์การฝังศพที่สนุกสนานเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่
เป็นงานฝังตุ๊กตาที่แตกหักแถมยังหัวล้าน ไม่มีทั้งหัวและแขนขา ทุกคนดีใจที่สามารถกำจัดตุ๊กตาตัวนี้
ออกไปได้ และก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกคนมีความสุข ก่อนกลับบ้าน คามิลล์และแมเดอลีนถามปอลและ
โซฟีว่า เมื่อไรจะทำให้ตุ๊กตาที่เหลือแตกอีกจะได้มาร่วมงานฝังศพตุ๊กตากันได้อีก
โปรดติดตามตอนที่ ( 5 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 2. งานฝังศพตุ๊กตา
แมเดอลีนและคามิลล์มาถึงบ้านโซฟีแต่เช้าตรู่เพื่อมาร่วมงานฝังศพตุ๊กตา ทุกคนมีสีหน้า
เป็นประกายบ่งถึงความสนุกสนานที่จะได้รับในการร่วมงานศพครั้งนี้ โซฟีและปอลก็รู้สึก
ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าคนอื่น
โซฟี : พี่ ๆ ทุกคนมาทางนี้เร็วเข้า เราจะเริ่มงานด้วยการทำหีบศพตุ๊กตากันก่อน
คามิลล์ : เราจะใช้อะไรทำหีบศพตุ๊กตากันเหรอ
โซฟี : น้องมีกล่องใส่ของเล่นเก่าอยู่ใบหนึ่ง เมื่อวานนี้ น้องให้พี่เลี้ยงช่วยตัดผ้าปูที่นอนสีชมพู
ที่ไม่ใช้แล้วคลุมกล่อง ตอนนี้น้องมีหีบศพตุ๊กตาแล้ว มาดูทางนี้กันสิพวกเรา
แล้วทุกคนก็วิ่งตามกันไปที่เรือนคนใช้ เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่เลี้ยงเพิ่งเย็บหมอนและที่นอนสำหรับ
รองศพตุ๊กตาเสร็จพอดี เด็กทุกคนชื่นชอบหีบศพนี้มาก ทุกคนบรรจงจัดวางชิ้นส่วนที่เคยเป็นศีรษะ
แขน ขา และลำตัวที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงในหีบศพตุ๊กตา นอกจากนั้น ยังมีการใช้ผ้าสีชมพูอ่อน
อีกชิ้นหนึ่งคลุมชิ้นส่วนทั้งหมดให้ดูเหมือนกับสภาพเดิมของตุ๊กตา
หลังจากนั้น เด็ก ๆ ก็นำหีบศพที่มีศพตุ๊กตามาวางลงบนเปลหามที่นางเรอันทำเตรียมไว้ตั้งแต่
เมื่อนางทราบเรื่องการจัดงานฝังศพตุ๊กตาในวันนั้น เมื่อทุกอย่างพร้อม เด็กทุกคนต่างอาสาเป็นผู้
หามเปลศพ แต่ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเป็นเปลหามที่เล็กมาก หลังจากปรึกษาหารือกันครู่ใหญ่ ที่สุด
ทุกคนลงความเห็นให้โซฟีและปอลเป็นผู้หามเพราะทั้งสองมีอายุน้อยและตัวเล็กที่สุด ให้คามิลล์เดิน
นำหน้าขบวนและแมเดอลีนปิดท้ายขบวนโดยถือตะกร้าเล็กที่มีดอกไม้อยู่เต็มเพื่อใช้โปรยหลังจาก
วางหีบศพลงในหลุมฝังศพแล้ว
ขบวนแห่ศพตุ๊กตาตระเวนไปรอบบริเวณบ้านอย่างสนุกสนานก่อนจะไปหยุดที่สวนหย่อมปลูก
ดอกไม้ของโซฟี จากนั้นผู้หามเปลศพก็วางหีบศพลงแล้วก็ช่วยกันขุดหลุมลึกราวครึ่งเมตรก่อนจะ
วางหีบศพของผู้วายชนม์ลงในหลุม ผู้ร่วมพิธีฯ ทุกคนโปรยดอกไม้ลงบนหีบศพก่อนจะเอาดินที่อยู่
รอบ ๆ กลบและเกลี่ยดินเป็นเนินสูง หลังจากนั้นก็ช่วยกันปลูกต้นดอกไม้ราว 10 ต้นก่อนจะวิ่งไปเอา
บัวรดน้ำใส่น้ำจากบ่อในสวนผักและนำมารดน้ำต้นดอกไม้ที่เพิ่งปลูกเสร็จ ทุกคนสนุกสนานกันมาก
ขณะที่รดน้ำ เพราะมีการราดน้ำที่ขากันจนที่สุดกลายเป็นการวิ่งไล่ราดน้ำกัน บางคนกระโดดกรีดร้อง
เพื่อหลบไม่ให้ถูกน้ำราดใส่ ทุกคนไม่เคยมีประสบการณ์การฝังศพที่สนุกสนานเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่
เป็นงานฝังตุ๊กตาที่แตกหักแถมยังหัวล้าน ไม่มีทั้งหัวและแขนขา ทุกคนดีใจที่สามารถกำจัดตุ๊กตาตัวนี้
ออกไปได้ และก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกคนมีความสุข ก่อนกลับบ้าน คามิลล์และแมเดอลีนถามปอลและ
โซฟีว่า เมื่อไรจะทำให้ตุ๊กตาที่เหลือแตกอีกจะได้มาร่วมงานฝังศพตุ๊กตากันได้อีก
โปรดติดตามตอนที่ ( 5 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 5 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 3. ปูนขาว
หนูน้อยโซฟีเป็นเด็กหัวรั้นและแทบไม่เคยเชื่อฟังคุณแม่เลย ดังเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้
วันหนึ่งแม่ของโซฟีห้ามไม่ให้เธอเดินไปที่ลานหน้าบ้านคนเดียวเพราะช่วงนั้นมีช่างปูนกำลัง
ทำงานเทปูนขาวเพื่อทำเล้าไก่ ทุกครั้งที่คุณแม่ไปตรวจงานสร้างเล้าไก่ โซฟีจะขอตามไปด้วย
อยากเสมอซึ่งแม่จะสั่งให้โซฟีอยู่ข้างตัวท่านเพราะโซฟีชอบวิ่งไปทางซ้ายทางขวาอยู่เป็นประจำ
และวันหนึ่งโซฟีก็ถามเหตุผลที่ต้องเดินอยู่ข้างตัวแม่
แม่ : เพราะการทำงานของพวกช่างปูนมีการโยนรับส่งก้อนหินและก้อนอิฐซึ่งอาจพลาดมาถูกลูกได้
และนอกจากนั้นยังมีพื้นที่เป็นทรายและปูนขาวที่จะทำให้ลูกเดินลื่นล้มบาดเจ็บได้
โซฟี : แม่คะ แม่ไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะ เพราะหนูจะระวังค่อย ๆ เดินไม่ล้มอย่างแน่นอน
แม่ : ลูกน่ะเชื่อว่าดูแลตัวเองได้ แต่แม่เป็นผู้ใหญ่ แม่รู้ดีว่าปูนขาวเป็นปูนที่ร้อนและกัดผิวหนังเราได้
โซฟี : แต่ คุณแม่คะ...
แม่ : หยุดพูดได้แล้วลูก แม่รู้จักอันตรายของปูนขาวดีและไม่อยากให้ลูกไปเดินที่ลานหน้าบ้านที่ยังมี
งานสร้างเล้าไก่อยู่ถ้าแม่ไม่อยู่ด้วย
โซฟีหน้าเสีย ก้มหน้าลงต่ำโดยไม่พูดอะไรอีก แต่คิดในใจว่า “ยังไง ๆ หนูก็จะไปแน่ เพราะสนุกดี”
หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงต่อมา มีคนผ่านมาที่หน้าบ้านเพื่อขายดอกไม้ นางจึงพาโซฟีออก
จากลานและไปเลือกซื้อดอกไม้ที่หน้าบ้าน ส่วนโซฟีกลับไปอยู่ในห้องของเธอได้ครู่หนึ่งก็เริ่มหันซ้าย
หันขวาดูว่าไม่มีพี่เลี้ยงหรือคนอื่นอยู่แถวนั่น แล้วโซฟีก็ออกจากห้องและรีบเดินไปที่ลานอีกครั้งหนึ่ง
คนเดียว ขณะนั้นพวกช่างปูนกำลังทำงานกันอยู่และไม่มีใครคิดว่าโซฟีกำลังดูการทำงานของพวกเขา
แล้วโซฟีก็เดินไปแอบอยู่ใกล้อ่างขนาดใหญ่ที่มีปูนขาวผสมน้ำอยู่เต็ม ผิวปูนขาวเปียกในอ่างราบเรียบ
ราวกับเนื้อครีมสดใสสีขาวนวล
โซฟีคิดในใจว่า “ดูปูนขาวนี่สิ สีขาวสดสวยจังเลย! ถ้าได้เอาเท้าเหยียบเล่นคงจะสนุกเป็นแน่
เอาละ จะเดินไถลตัวให้ลื่นไปมาบนปูนขาวในอ่างนี้เหมือนกับไถลตัวไปบนพื้นน้ำแข็งสักหน่อยนะ
แล้วโซฟีก็เหยียบเท้าข้างหนึ่งลงไปโดยคิดว่าเป็นพื้นแข็งลื่นเหมือนกับพื้นดินในหน้าหนาว ทันใด
นั้น ขาข้างที่เหยียบลงบนปูนเปียกก็จมลงในอ่างทันทีและเพื่อไม่ให้เสียหลักล้มลง โซฟีจำต้องก้าว
ขาอีกข้างหนึ่งลงไปในอ่างด้วย และเท้าทั้งสองข้างก็จมอยู่ในอ่างปูนเปียกครึ่งชา โซฟีร้องลั่นกับ
สิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่คาดฝัน เคราะห์ดีที่มีช่างปูนคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เขารีบคว้าตัวโซฟีขึ้นจากอ่าง
ปูนก่อนจะวางตัว ให้ยืนลงบนพื้นดินที่นั่นพร้อมกับพูดว่า
“หนูรีบถอดรองเท้าและถุงเท้ายาวออกนะครับ หนูเห็นไหมรองเท้าและถุงเท้าเริ่มไหม้แล้ว
ถ้าขืนยังสวมถุงเท้าและรองเท้าอยู่อีกละก็ ปูนขาวจะกัดขาหนูจนไหม้นะครับ”
อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีโชคดีที่พี่เลี้ยงอยู่ไม่ไกลนัก เธอได้ยินเสียงร้องของโซฟีและรีบวิ่งมา กระชาก
รองเท้าและถุงเท้าออกจากขาของโซฟีออกและใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดขาทั้งสองข้างให้ จากนั้นก็อุ้มโซฟีเข้า
ไปในบ้าน ซึ่งก็พอดีที่แม่เดินกลับเข้ามาในบ้านเพื่อจะเอาเงินชำระค่าดอกไม้ที่เพิ่งซื้อ
แม่ : โซฟี, ทำไมลูกถอดรองเท้าและถุงเท้าออกล่ะคะ
โซฟีนิ่งเงียบด้วยความอายไม่พูดตอบใด ๆ พี่เลี้ยงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางเรอันทราบตั้งแต่ต้น
“ยังดีนะคะที่คุณหนูอยู่ไม่ไกลนัก มิฉะนั้นขาของน้องคงจะไหม้เพราะถูกปูนขาวกัดแล้ว ดูสิคะ ผ้ากันเปื้อน
ที่เช็ดเท้าให้คุณหนูยังไหม้เป็นรูพรุนไปหมดเลยค่ะ”
แม่ : (มองไปที่ผ้ากันเปื้อนแล้วหันไปพูดกับโซฟี) แม่น่าจะต้องเฆี่ยนลูกเพราะความดื้อของลูก แต่พระก็ได้
ลงโทษจนลูกหน้าถอดสีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ลงโทษเพิ่มอีก แต่แม่จะยึดเงิน 5 ฟรังก์ที่แม่เก็บไว้ให้
ลูกสำหรับไปเที่ยวงานฉลองของหมู่บ้านครั้งหน้า แม่จะเอาเงินนี้ไปซื้อผ้ากันเปื้อนผืนใหม่แทนผืนที่ถูก
ปูนขาวไหม้ของพี่เลี้ยงจนใช้ไม่ได้แล้ว”
ไม่ว่าโซฟีจะร้องไห้อ้อนวอนไม่ให้แม่ยึดเงิน 5 ฟรังก์ไปเพียงใดก็ตามก็ไม่เป็นผล
โซฟีจึงได้แต่พูดทั้งน้ำตาว่าต่อไปเธอจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังแม่
โปรดติดตามตอนที่ ( 6 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 3. ปูนขาว
หนูน้อยโซฟีเป็นเด็กหัวรั้นและแทบไม่เคยเชื่อฟังคุณแม่เลย ดังเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้
วันหนึ่งแม่ของโซฟีห้ามไม่ให้เธอเดินไปที่ลานหน้าบ้านคนเดียวเพราะช่วงนั้นมีช่างปูนกำลัง
ทำงานเทปูนขาวเพื่อทำเล้าไก่ ทุกครั้งที่คุณแม่ไปตรวจงานสร้างเล้าไก่ โซฟีจะขอตามไปด้วย
อยากเสมอซึ่งแม่จะสั่งให้โซฟีอยู่ข้างตัวท่านเพราะโซฟีชอบวิ่งไปทางซ้ายทางขวาอยู่เป็นประจำ
และวันหนึ่งโซฟีก็ถามเหตุผลที่ต้องเดินอยู่ข้างตัวแม่
แม่ : เพราะการทำงานของพวกช่างปูนมีการโยนรับส่งก้อนหินและก้อนอิฐซึ่งอาจพลาดมาถูกลูกได้
และนอกจากนั้นยังมีพื้นที่เป็นทรายและปูนขาวที่จะทำให้ลูกเดินลื่นล้มบาดเจ็บได้
โซฟี : แม่คะ แม่ไม่ต้องห่วงหนูหรอกค่ะ เพราะหนูจะระวังค่อย ๆ เดินไม่ล้มอย่างแน่นอน
แม่ : ลูกน่ะเชื่อว่าดูแลตัวเองได้ แต่แม่เป็นผู้ใหญ่ แม่รู้ดีว่าปูนขาวเป็นปูนที่ร้อนและกัดผิวหนังเราได้
โซฟี : แต่ คุณแม่คะ...
แม่ : หยุดพูดได้แล้วลูก แม่รู้จักอันตรายของปูนขาวดีและไม่อยากให้ลูกไปเดินที่ลานหน้าบ้านที่ยังมี
งานสร้างเล้าไก่อยู่ถ้าแม่ไม่อยู่ด้วย
โซฟีหน้าเสีย ก้มหน้าลงต่ำโดยไม่พูดอะไรอีก แต่คิดในใจว่า “ยังไง ๆ หนูก็จะไปแน่ เพราะสนุกดี”
หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงต่อมา มีคนผ่านมาที่หน้าบ้านเพื่อขายดอกไม้ นางจึงพาโซฟีออก
จากลานและไปเลือกซื้อดอกไม้ที่หน้าบ้าน ส่วนโซฟีกลับไปอยู่ในห้องของเธอได้ครู่หนึ่งก็เริ่มหันซ้าย
หันขวาดูว่าไม่มีพี่เลี้ยงหรือคนอื่นอยู่แถวนั่น แล้วโซฟีก็ออกจากห้องและรีบเดินไปที่ลานอีกครั้งหนึ่ง
คนเดียว ขณะนั้นพวกช่างปูนกำลังทำงานกันอยู่และไม่มีใครคิดว่าโซฟีกำลังดูการทำงานของพวกเขา
แล้วโซฟีก็เดินไปแอบอยู่ใกล้อ่างขนาดใหญ่ที่มีปูนขาวผสมน้ำอยู่เต็ม ผิวปูนขาวเปียกในอ่างราบเรียบ
ราวกับเนื้อครีมสดใสสีขาวนวล
โซฟีคิดในใจว่า “ดูปูนขาวนี่สิ สีขาวสดสวยจังเลย! ถ้าได้เอาเท้าเหยียบเล่นคงจะสนุกเป็นแน่
เอาละ จะเดินไถลตัวให้ลื่นไปมาบนปูนขาวในอ่างนี้เหมือนกับไถลตัวไปบนพื้นน้ำแข็งสักหน่อยนะ
แล้วโซฟีก็เหยียบเท้าข้างหนึ่งลงไปโดยคิดว่าเป็นพื้นแข็งลื่นเหมือนกับพื้นดินในหน้าหนาว ทันใด
นั้น ขาข้างที่เหยียบลงบนปูนเปียกก็จมลงในอ่างทันทีและเพื่อไม่ให้เสียหลักล้มลง โซฟีจำต้องก้าว
ขาอีกข้างหนึ่งลงไปในอ่างด้วย และเท้าทั้งสองข้างก็จมอยู่ในอ่างปูนเปียกครึ่งชา โซฟีร้องลั่นกับ
สิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่คาดฝัน เคราะห์ดีที่มีช่างปูนคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เขารีบคว้าตัวโซฟีขึ้นจากอ่าง
ปูนก่อนจะวางตัว ให้ยืนลงบนพื้นดินที่นั่นพร้อมกับพูดว่า
“หนูรีบถอดรองเท้าและถุงเท้ายาวออกนะครับ หนูเห็นไหมรองเท้าและถุงเท้าเริ่มไหม้แล้ว
ถ้าขืนยังสวมถุงเท้าและรองเท้าอยู่อีกละก็ ปูนขาวจะกัดขาหนูจนไหม้นะครับ”
อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีโชคดีที่พี่เลี้ยงอยู่ไม่ไกลนัก เธอได้ยินเสียงร้องของโซฟีและรีบวิ่งมา กระชาก
รองเท้าและถุงเท้าออกจากขาของโซฟีออกและใช้ผ้ากันเปื้อนเช็ดขาทั้งสองข้างให้ จากนั้นก็อุ้มโซฟีเข้า
ไปในบ้าน ซึ่งก็พอดีที่แม่เดินกลับเข้ามาในบ้านเพื่อจะเอาเงินชำระค่าดอกไม้ที่เพิ่งซื้อ
แม่ : โซฟี, ทำไมลูกถอดรองเท้าและถุงเท้าออกล่ะคะ
โซฟีนิ่งเงียบด้วยความอายไม่พูดตอบใด ๆ พี่เลี้ยงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางเรอันทราบตั้งแต่ต้น
“ยังดีนะคะที่คุณหนูอยู่ไม่ไกลนัก มิฉะนั้นขาของน้องคงจะไหม้เพราะถูกปูนขาวกัดแล้ว ดูสิคะ ผ้ากันเปื้อน
ที่เช็ดเท้าให้คุณหนูยังไหม้เป็นรูพรุนไปหมดเลยค่ะ”
แม่ : (มองไปที่ผ้ากันเปื้อนแล้วหันไปพูดกับโซฟี) แม่น่าจะต้องเฆี่ยนลูกเพราะความดื้อของลูก แต่พระก็ได้
ลงโทษจนลูกหน้าถอดสีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ลงโทษเพิ่มอีก แต่แม่จะยึดเงิน 5 ฟรังก์ที่แม่เก็บไว้ให้
ลูกสำหรับไปเที่ยวงานฉลองของหมู่บ้านครั้งหน้า แม่จะเอาเงินนี้ไปซื้อผ้ากันเปื้อนผืนใหม่แทนผืนที่ถูก
ปูนขาวไหม้ของพี่เลี้ยงจนใช้ไม่ได้แล้ว”
ไม่ว่าโซฟีจะร้องไห้อ้อนวอนไม่ให้แม่ยึดเงิน 5 ฟรังก์ไปเพียงใดก็ตามก็ไม่เป็นผล
โซฟีจึงได้แต่พูดทั้งน้ำตาว่าต่อไปเธอจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังแม่
โปรดติดตามตอนที่ ( 6 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 6 ))
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 4. ปลาน้อยในขวดโหลแก้ว
วันหนึ่งมีคนให้ลูกปลานางเรอันราว 10 ตัวในขวดโหลแก้วที่มีน้ำและกองทรายเล็ก ๆ
ที่ก้นขวดโหลซึ่งทำให้พวกมันสามารถว่ายเล่นและซ่อนตัวได้
ทุกเช้านางจะโปรยเศษขนมปังให้ลูกปลาเหล่านี้ โซฟีที่อยู่ข้างแม่ชอบดูลูกปลาแย่งกันกิน
เศษขนมปังขณะที่แม่ให้อาหารปลาอยู่เป็นประจำ
พ่อของโซฟีไม่ค่อยได้กลับมานอนที่บ้านเพราะทำงานและพักอยู่ในกรุงปารีส ทุกครั้งที่พ่อกลับ
บ้านมักจะมีของแปลก ๆ มาฝากโซฟีเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน พ่อซื้อมีดพับเล็กสวยมากมาฝาก
โซฟีดีใจมากและใช้มีดพับตัดขนมปัง แอปเปิล ดอกไม้ ฯลฯ
เช้าวันหนึ่งโซฟีเล่นทำสลัดผักผลไม้ โดยใช้มีดตัดผักผลไม้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและวางทั้งหมด
ลงบนใบไม้ใหญ่ใบหนึ่งแล้ว จากนั้นก็ขอน้ำส้ม น้ำมันมันมะกอกกับพี่เลี้ยง แต่พี่เลี้ยงปฏิเสธ
พี่เลี้ยง : พี่ให้หนูไม่ได้หรอก เดี๋ยวหนูทำหกเลอะเสื้อผ้าหมด แต่พี่จะให้เกลือป่นแทนนะ
โซฟีเอาเกลือที่ได้โรยใส่สลัดผักผลไม้ที่เล่นอยู่ แต่ก็ยังมีเกลือเหลืออยู่ในขวดอีกมาก
โซฟีจึงคิดจะเอาเกลือที่เหลือไปใส่อย่างอื่นเล่นต่อ “เอ จะใส่อะไรดีนะ...จะใส่ขนมปังก็ไม่ได้...
แต่เห็นแม่มักจะโรยเกลือบนชิ้นปลาหรือไม่ก็บนชิ้นเนื้อในจานอาหารอยู่บ่อย ๆ อ๋อ! คิดออกแล้ว
ต้องใช้มีดพับตัดเป็นชิ้น ๆ ก่อน แล้วค่อยโรยเกลือ น่าจะเป็นอาหารที่น่ากินทีเดียว!”
แล้วก็อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีคิดไม่ถึงว่า การทำเช่นนี้จะทำให้แม่ของเธอไม่มีปลาน้อยที่นางรัก
ในขวดโหลอีกต่อไป... โซฟีเดินไปที่ห้องรับแขกที่มีขวดโหล่ใส่ลูกปลาตั้งอยู่โดยไม่มีใครเห็น
เอามือไล่ควานจับปลาน้อยขึ้นมาวางในจานทีละตัวจนหมดโหล จากนั้นก็โรยเกลือไปบนลูกปลา
ที่กระโดดอยู่ด้วยความเจ็บปวดโดยที่เธอไม่ได้ตระหนักถึงเลย ลูกปลาอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วและ
ในที่สุดก็ไม่ไหวติงอีกต่อไป จากนั้นโซฟีก็ใช้มีดพับที่พ่อให้ตัดลูกปลาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะ
เรียงชิ้นปลาลงในจานอย่างเรียบร้อย แล้วเธอก็เริ่มคิดได้ว่า “ตายแล้ว! ปลาพวกนี้ว่ายน้ำไม่ได้
แล้วนี่ ถ้าแม่รู้เข้า แม่จะต้องลงโทษลูกแน่!... อ๋อ! คิดออกแล้ว.. ต้องใช้วิธีนี้แต่ต้องไม่ให้ใครเห็น”
โซฟีเทปลาที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่กลับเข้าไปในขวดโหลอย่างเดิมและมั่นใจว่า
“แม่จะต้องเชื่อว่า เป็นเพราะพวกมันทะเลาะกัดกันเองจนเนื้อตัวขาดเป็นชิ้น ๆ ตอนนี้ต้องเช็ดมีด
และจานให้สะอาด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้นเอง” แล้วโซฟีก็จัดทุกอย่างให้เข้าที่ตามเดิม
หลังจากนั้นเธอก็เข้าไปในห้องอ่านหนังสือและคว้าหนังสือการ์ตูนมาพลิกดูรูปต่าง ๆ โดยมีพี่เลี้ยง
นั่งอยู่ด้วย ที่จริงโซฟีไม่ได้ใส่ใจดูรูปภาพในหนังสือการ์ตูนเลย ใจของเธอเต้นแรงขณะที่หูก็คอย
ฟังว่าจะมีใครสักคนส่งเสียงดังผิดปกติขึ้นมาก่อน
ทันใดนั้น โซฟีก็ได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกชื่อคนใช้ทุกคนมาสอบถามด้วยเสียงดัง ทุกคนต่าง
ปฏิเสธไม่ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นกับปลาน้อยในขวดโหลเลย โซฟีนั่งตัวสั่นอยู่ตลอดเวลาการสอบถาม
ของแม่ ที่สุด พี่เลี้ยงที่นั่งอยู่กับโซฟีก็ถูกเรียกไปสอบถามด้วยและกลับมาอยู่กับโซฟีตามเดิม
พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“โชคดีนะ ที่เราทั้งสองนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือโดยไม่ได้ออกไปไหนเลย! หนูรู้ไหม แม่โกรธมาก
ที่พบว่าปลาในโหลกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตายหมด น่าสงสารจัง! ใครนะช่างใจร้ายฆ่าพวกมัน
นี่แม่ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำ ตอนที่แม่ถามพี่ ๆ ก็บอกท่านว่า หนูโซฟีไม่เกี่ยวเรื่องนี้ เพราะพี่
เห็นหนูเล่นทำสลัดผักผลไม้แล้วยังขอเกลือพี่ไปเล่นด้วย หลังจากนั้นเราทั้งสองก็โชคดีที่มาอยู่
ในห้องนี้โดยไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย”
ตลอดเวลาที่พี่เลี้ยงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง โซฟีหน้าแดง ก้มหน้านิ่งและมีน้ำตาไหล เธออยากจะ
สารภาพกับพี่เลี้ยงว่าเป็นฝีมือของตนเอง แต่ก็ไม่กล้า พี่เลี้ยงที่เห็นโซฟีน้ำตาไหลก็คิดว่า เป็นเพราะ
โซฟีสงสารปลาน้อยเหล่านั้นที่ถูกคนใจร้ายฆ่าตาย
พี่เลี้ยง : พี่มั่นใจว่า หนูกำลังเป็นทุกข์เช่นเดียวกับแม่ของหนูที่ปลาน้อยถูกฆ่าไปหมด แต่ที่จริงปลาพวก
นั้นก็โชคดีเหมือนกันนะที่ไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในขวดโหลแคบ ๆ อีกต่อไปแล้ว เราเลิกคิดถึงเรื่องนี้กันเถอะ
พี่จะจัดเสื้อผ้าหนูให้เรียบร้อยเพราะนี่ก็จวนจะถึงเวลากินข้าวกันแล้วนะ
โปรดติดตามตอนที่ ( 7 ) ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 4. ปลาน้อยในขวดโหลแก้ว
วันหนึ่งมีคนให้ลูกปลานางเรอันราว 10 ตัวในขวดโหลแก้วที่มีน้ำและกองทรายเล็ก ๆ
ที่ก้นขวดโหลซึ่งทำให้พวกมันสามารถว่ายเล่นและซ่อนตัวได้
ทุกเช้านางจะโปรยเศษขนมปังให้ลูกปลาเหล่านี้ โซฟีที่อยู่ข้างแม่ชอบดูลูกปลาแย่งกันกิน
เศษขนมปังขณะที่แม่ให้อาหารปลาอยู่เป็นประจำ
พ่อของโซฟีไม่ค่อยได้กลับมานอนที่บ้านเพราะทำงานและพักอยู่ในกรุงปารีส ทุกครั้งที่พ่อกลับ
บ้านมักจะมีของแปลก ๆ มาฝากโซฟีเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน พ่อซื้อมีดพับเล็กสวยมากมาฝาก
โซฟีดีใจมากและใช้มีดพับตัดขนมปัง แอปเปิล ดอกไม้ ฯลฯ
เช้าวันหนึ่งโซฟีเล่นทำสลัดผักผลไม้ โดยใช้มีดตัดผักผลไม้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและวางทั้งหมด
ลงบนใบไม้ใหญ่ใบหนึ่งแล้ว จากนั้นก็ขอน้ำส้ม น้ำมันมันมะกอกกับพี่เลี้ยง แต่พี่เลี้ยงปฏิเสธ
พี่เลี้ยง : พี่ให้หนูไม่ได้หรอก เดี๋ยวหนูทำหกเลอะเสื้อผ้าหมด แต่พี่จะให้เกลือป่นแทนนะ
โซฟีเอาเกลือที่ได้โรยใส่สลัดผักผลไม้ที่เล่นอยู่ แต่ก็ยังมีเกลือเหลืออยู่ในขวดอีกมาก
โซฟีจึงคิดจะเอาเกลือที่เหลือไปใส่อย่างอื่นเล่นต่อ “เอ จะใส่อะไรดีนะ...จะใส่ขนมปังก็ไม่ได้...
แต่เห็นแม่มักจะโรยเกลือบนชิ้นปลาหรือไม่ก็บนชิ้นเนื้อในจานอาหารอยู่บ่อย ๆ อ๋อ! คิดออกแล้ว
ต้องใช้มีดพับตัดเป็นชิ้น ๆ ก่อน แล้วค่อยโรยเกลือ น่าจะเป็นอาหารที่น่ากินทีเดียว!”
แล้วก็อีกครั้งหนึ่งที่โซฟีคิดไม่ถึงว่า การทำเช่นนี้จะทำให้แม่ของเธอไม่มีปลาน้อยที่นางรัก
ในขวดโหลอีกต่อไป... โซฟีเดินไปที่ห้องรับแขกที่มีขวดโหล่ใส่ลูกปลาตั้งอยู่โดยไม่มีใครเห็น
เอามือไล่ควานจับปลาน้อยขึ้นมาวางในจานทีละตัวจนหมดโหล จากนั้นก็โรยเกลือไปบนลูกปลา
ที่กระโดดอยู่ด้วยความเจ็บปวดโดยที่เธอไม่ได้ตระหนักถึงเลย ลูกปลาอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วและ
ในที่สุดก็ไม่ไหวติงอีกต่อไป จากนั้นโซฟีก็ใช้มีดพับที่พ่อให้ตัดลูกปลาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะ
เรียงชิ้นปลาลงในจานอย่างเรียบร้อย แล้วเธอก็เริ่มคิดได้ว่า “ตายแล้ว! ปลาพวกนี้ว่ายน้ำไม่ได้
แล้วนี่ ถ้าแม่รู้เข้า แม่จะต้องลงโทษลูกแน่!... อ๋อ! คิดออกแล้ว.. ต้องใช้วิธีนี้แต่ต้องไม่ให้ใครเห็น”
โซฟีเทปลาที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่กลับเข้าไปในขวดโหลอย่างเดิมและมั่นใจว่า
“แม่จะต้องเชื่อว่า เป็นเพราะพวกมันทะเลาะกัดกันเองจนเนื้อตัวขาดเป็นชิ้น ๆ ตอนนี้ต้องเช็ดมีด
และจานให้สะอาด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้นเอง” แล้วโซฟีก็จัดทุกอย่างให้เข้าที่ตามเดิม
หลังจากนั้นเธอก็เข้าไปในห้องอ่านหนังสือและคว้าหนังสือการ์ตูนมาพลิกดูรูปต่าง ๆ โดยมีพี่เลี้ยง
นั่งอยู่ด้วย ที่จริงโซฟีไม่ได้ใส่ใจดูรูปภาพในหนังสือการ์ตูนเลย ใจของเธอเต้นแรงขณะที่หูก็คอย
ฟังว่าจะมีใครสักคนส่งเสียงดังผิดปกติขึ้นมาก่อน
ทันใดนั้น โซฟีก็ได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกชื่อคนใช้ทุกคนมาสอบถามด้วยเสียงดัง ทุกคนต่าง
ปฏิเสธไม่ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นกับปลาน้อยในขวดโหลเลย โซฟีนั่งตัวสั่นอยู่ตลอดเวลาการสอบถาม
ของแม่ ที่สุด พี่เลี้ยงที่นั่งอยู่กับโซฟีก็ถูกเรียกไปสอบถามด้วยและกลับมาอยู่กับโซฟีตามเดิม
พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“โชคดีนะ ที่เราทั้งสองนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือโดยไม่ได้ออกไปไหนเลย! หนูรู้ไหม แม่โกรธมาก
ที่พบว่าปลาในโหลกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตายหมด น่าสงสารจัง! ใครนะช่างใจร้ายฆ่าพวกมัน
นี่แม่ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำ ตอนที่แม่ถามพี่ ๆ ก็บอกท่านว่า หนูโซฟีไม่เกี่ยวเรื่องนี้ เพราะพี่
เห็นหนูเล่นทำสลัดผักผลไม้แล้วยังขอเกลือพี่ไปเล่นด้วย หลังจากนั้นเราทั้งสองก็โชคดีที่มาอยู่
ในห้องนี้โดยไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย”
ตลอดเวลาที่พี่เลี้ยงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง โซฟีหน้าแดง ก้มหน้านิ่งและมีน้ำตาไหล เธออยากจะ
สารภาพกับพี่เลี้ยงว่าเป็นฝีมือของตนเอง แต่ก็ไม่กล้า พี่เลี้ยงที่เห็นโซฟีน้ำตาไหลก็คิดว่า เป็นเพราะ
โซฟีสงสารปลาน้อยเหล่านั้นที่ถูกคนใจร้ายฆ่าตาย
พี่เลี้ยง : พี่มั่นใจว่า หนูกำลังเป็นทุกข์เช่นเดียวกับแม่ของหนูที่ปลาน้อยถูกฆ่าไปหมด แต่ที่จริงปลาพวก
นั้นก็โชคดีเหมือนกันนะที่ไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในขวดโหลแคบ ๆ อีกต่อไปแล้ว เราเลิกคิดถึงเรื่องนี้กันเถอะ
พี่จะจัดเสื้อผ้าหนูให้เรียบร้อยเพราะนี่ก็จวนจะถึงเวลากินข้าวกันแล้วนะ
โปรดติดตามตอนที่ ( 7 ) ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 7 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
พี่เลี้ยงจัดเสื้อผ้าให้โซฟีพร้อมกับหวีผมให้ใหม่ โซฟียังคงนิ่งเงียบขณะเดินก้มหน้าเดินไป
ห้องกินข้าวที่แม่นั่งรออยู่แล้ว
แม่ : โซฟี, พี่เลี้ยงเล่าให้ลูกฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกปลาในขวดโหลแล้วใช่ไหมลูก พี่เลี้ยงบอก
แม่ว่า ลูกอยู่กับพี่ตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้ไปไหนเลย ทีแรกแม่ก็คิดว่าลูกเป็นคนทำ แม่สอบถาม
คนใช้ทุกคนแล้ว ก็ไม่มีใครทำ แม่จึงคิดว่า น่าจะเป็น “ซีมอน”คนทำสวนที่มีหน้าที่เป็นคนเปลี่ยน
น้ำให้ลูกปลาทุกเช้าและยังต้องทำทรายที่ก้นขวดให้สะอาดด้วย ซีมอนคงจะเบื่อที่ต้องทำงานนี้
ซ้ำ ๆ ทุกวันจึงจัดการกับปลาน้อยจนตายหมด พรุ่งนี้แม่จะไล่ซีมอนออกไม่ให้ทำงานกับเราอีกต่อไป
โซฟี : (เนื้อตัวสั่นด้วยความกลัวอย่างเห็นได้ชัด)…แต่แม่คะ! อย่าไล่ซีมอนออกเลยค่ะ ถ้าแม่ไล่เขา
ออกแล้ว ภรรยาและลูก ๆ ของเขาก็แย่ไปด้วยสิ
แม่ : ช่วยไม่ได้นี่ลูก ซีมอนไม่น่าจะฆ่าปลาน้อยของแม่นี่นา พวกมันไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแต่กลับ
ต้องถูกฆ่าตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
โซฟี : คุณแม่คะ! ลูกรับประกันว่าซีมอนไม่ได้เป็นคนทำค่ะ!
แม่ : ลูกรู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่เป็นฝีมือของซีมอน แต่แม่เชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของเขาเพราะมีแต่เขาคน
เดียวที่จะสามารถทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้ พรุ่งนี้เช้า แม่จะไล่เขาออกแน่
โซฟี : (ร้องไห้ดังกว่าเดิม พร้อมกับกำมือทั้งสอง) คุณแม่อย่าไล่เขานะคะ หนูเป็นคนทำเองค่ะ
แม่ : (ท่าทางตกใจ) ลูกเองรึ! เป็นไปได้ยังไงลูก! แม่เห็นลูกชอบดูพวกมันว่ายแย่งกันกินเศษขนมปัง
แล้วลูกจะลงมือฆ่าพวกมันทีละตัวได้หรือ! แม่ไม่เชื่อลูกหรอก แม่ว่าการที่ลูกสารภาพว่าเป็นคนทำ
เองเพราะลูกอยากแก้ตัวแทนซีมอนมากกว่า ลูกไม่อยากเห็นซีมอนถูกไล่ออกใช่ไหมล่ะ
โซฟี : ไม่ใช่หรอกค่ะแม่ ลูกเป็นคนทำเองจริง ๆ ...ที่จริงลูกก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเป็นคนฆ่าค่ะ
ลูกแค่อยากจะโรยเกลือไปบนชิ้นปลาให้มีรสเค็มเหมือนที่แม่ทำเวลากินปลาเท่านั้น ลูกไม่รู้มา
ก่อนว่าพวกมันจะเจ็บปวดเมื่อถูกเกลือโรยและเมื่อถูกตัดเป็นชิ้น ๆ เพราะพวกมันไม่ได้ส่งเสียงร้อง
โวยวายอะไรเลย แต่ตอนที่ลูกเห็นพวกมันเป็นชิ้น ๆ และไม่กระดุกกระดิกตัวเลย ลูกจึงเริ่มเข้าใจ
และใส่กลับลงไปในขวดโหล เอาขวดไปวางที่เดิม พี่เลี้ยงตอนนั้นไปทำงานที่อื่นไม่ได้อยู่กับลูก ๆ
จึงไปในห้องอ่านหนังสือ จากนั้นพี่เลี้ยงก็เข้ามานั่งอยู่ข้างหนูค่ะ
นางเรอันผู้เป็นแม่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากฟังคำอธิบายจากปากของลูก นางประหลาดใจที่
ลูกกล้ารับสารภาพผิดด้วยตัวเอง นางไม่ได้พูดตอบใด ๆ และเมื่อโซฟีเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาทั้งคู่
ของแม่จ้องตรงมาที่เธอ ใบหน้าของแม่ไม่ได้แสดงความโกรธใด ๆ แต่เป็นใบหน้าที่แสดงออกกถึง
ความเมตตาอ่อนโยน
แม่ก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “ลูกโซฟีรู้ไหมว่า แม่ถูกสอนมาว่า พระเจ้าจะลงโทษคนใจร้ายทุกคน และการ
กระทำของลูกก็เป็นการกระทำของคนใจร้าย แม่ควรจะต้องทำโทษลูกอย่างหนัก แต่การสำนึกผิด
ของลูกและกล้าสารภาพผิดทำให้ซีมอนไม่ต้องรับโทษแทนลูกเป็นการกระทำที่ถูกต้องและกล้าหาญ
มาก ฉะนั้นครั้งนี้ แม่จะไม่ทำโทษลูก และแม่ก็แน่ใจว่าลูกได้เรียนรู้แล้วว่า การโรยเกลือบนปลาที่ยัง
มีชีวิตอยู่ทำให้ปลาเจ็บปวดมากและฆ่าพวกมันได้ และที่จริง การใช้มีดตัดสัตว์ที่มีชีวิตไม่ว่าจะเป็น
ตัวอะไรก็เป็นการฆ่าสัตว์อย่างทรมานเสมอ
โซฟียังคงร้องไห้อยู่ แม่จึงพูดปลอบว่า “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ขอให้ลูกจำไว้เสมอว่า มีแต่การสารภาพผิด
ด้วยความเสียใจจริงเท่านั้นที่จะได้รับการให้อภัย”
โซฟีเช็ดน้ำตา กล่าวขอบคุณแม่แต่ยังคงเศร้าอยู่ทั้งวันเพราะการกระทำดังกล่าวของเธอ
โปรดติดตาม ( ตอนที่8 ). ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
พี่เลี้ยงจัดเสื้อผ้าให้โซฟีพร้อมกับหวีผมให้ใหม่ โซฟียังคงนิ่งเงียบขณะเดินก้มหน้าเดินไป
ห้องกินข้าวที่แม่นั่งรออยู่แล้ว
แม่ : โซฟี, พี่เลี้ยงเล่าให้ลูกฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกปลาในขวดโหลแล้วใช่ไหมลูก พี่เลี้ยงบอก
แม่ว่า ลูกอยู่กับพี่ตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้ไปไหนเลย ทีแรกแม่ก็คิดว่าลูกเป็นคนทำ แม่สอบถาม
คนใช้ทุกคนแล้ว ก็ไม่มีใครทำ แม่จึงคิดว่า น่าจะเป็น “ซีมอน”คนทำสวนที่มีหน้าที่เป็นคนเปลี่ยน
น้ำให้ลูกปลาทุกเช้าและยังต้องทำทรายที่ก้นขวดให้สะอาดด้วย ซีมอนคงจะเบื่อที่ต้องทำงานนี้
ซ้ำ ๆ ทุกวันจึงจัดการกับปลาน้อยจนตายหมด พรุ่งนี้แม่จะไล่ซีมอนออกไม่ให้ทำงานกับเราอีกต่อไป
โซฟี : (เนื้อตัวสั่นด้วยความกลัวอย่างเห็นได้ชัด)…แต่แม่คะ! อย่าไล่ซีมอนออกเลยค่ะ ถ้าแม่ไล่เขา
ออกแล้ว ภรรยาและลูก ๆ ของเขาก็แย่ไปด้วยสิ
แม่ : ช่วยไม่ได้นี่ลูก ซีมอนไม่น่าจะฆ่าปลาน้อยของแม่นี่นา พวกมันไม่ได้ทำผิดอะไรเลยแต่กลับ
ต้องถูกฆ่าตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
โซฟี : คุณแม่คะ! ลูกรับประกันว่าซีมอนไม่ได้เป็นคนทำค่ะ!
แม่ : ลูกรู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่เป็นฝีมือของซีมอน แต่แม่เชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของเขาเพราะมีแต่เขาคน
เดียวที่จะสามารถทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้ พรุ่งนี้เช้า แม่จะไล่เขาออกแน่
โซฟี : (ร้องไห้ดังกว่าเดิม พร้อมกับกำมือทั้งสอง) คุณแม่อย่าไล่เขานะคะ หนูเป็นคนทำเองค่ะ
แม่ : (ท่าทางตกใจ) ลูกเองรึ! เป็นไปได้ยังไงลูก! แม่เห็นลูกชอบดูพวกมันว่ายแย่งกันกินเศษขนมปัง
แล้วลูกจะลงมือฆ่าพวกมันทีละตัวได้หรือ! แม่ไม่เชื่อลูกหรอก แม่ว่าการที่ลูกสารภาพว่าเป็นคนทำ
เองเพราะลูกอยากแก้ตัวแทนซีมอนมากกว่า ลูกไม่อยากเห็นซีมอนถูกไล่ออกใช่ไหมล่ะ
โซฟี : ไม่ใช่หรอกค่ะแม่ ลูกเป็นคนทำเองจริง ๆ ...ที่จริงลูกก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเป็นคนฆ่าค่ะ
ลูกแค่อยากจะโรยเกลือไปบนชิ้นปลาให้มีรสเค็มเหมือนที่แม่ทำเวลากินปลาเท่านั้น ลูกไม่รู้มา
ก่อนว่าพวกมันจะเจ็บปวดเมื่อถูกเกลือโรยและเมื่อถูกตัดเป็นชิ้น ๆ เพราะพวกมันไม่ได้ส่งเสียงร้อง
โวยวายอะไรเลย แต่ตอนที่ลูกเห็นพวกมันเป็นชิ้น ๆ และไม่กระดุกกระดิกตัวเลย ลูกจึงเริ่มเข้าใจ
และใส่กลับลงไปในขวดโหล เอาขวดไปวางที่เดิม พี่เลี้ยงตอนนั้นไปทำงานที่อื่นไม่ได้อยู่กับลูก ๆ
จึงไปในห้องอ่านหนังสือ จากนั้นพี่เลี้ยงก็เข้ามานั่งอยู่ข้างหนูค่ะ
นางเรอันผู้เป็นแม่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากฟังคำอธิบายจากปากของลูก นางประหลาดใจที่
ลูกกล้ารับสารภาพผิดด้วยตัวเอง นางไม่ได้พูดตอบใด ๆ และเมื่อโซฟีเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาทั้งคู่
ของแม่จ้องตรงมาที่เธอ ใบหน้าของแม่ไม่ได้แสดงความโกรธใด ๆ แต่เป็นใบหน้าที่แสดงออกกถึง
ความเมตตาอ่อนโยน
แม่ก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “ลูกโซฟีรู้ไหมว่า แม่ถูกสอนมาว่า พระเจ้าจะลงโทษคนใจร้ายทุกคน และการ
กระทำของลูกก็เป็นการกระทำของคนใจร้าย แม่ควรจะต้องทำโทษลูกอย่างหนัก แต่การสำนึกผิด
ของลูกและกล้าสารภาพผิดทำให้ซีมอนไม่ต้องรับโทษแทนลูกเป็นการกระทำที่ถูกต้องและกล้าหาญ
มาก ฉะนั้นครั้งนี้ แม่จะไม่ทำโทษลูก และแม่ก็แน่ใจว่าลูกได้เรียนรู้แล้วว่า การโรยเกลือบนปลาที่ยัง
มีชีวิตอยู่ทำให้ปลาเจ็บปวดมากและฆ่าพวกมันได้ และที่จริง การใช้มีดตัดสัตว์ที่มีชีวิตไม่ว่าจะเป็น
ตัวอะไรก็เป็นการฆ่าสัตว์อย่างทรมานเสมอ
โซฟียังคงร้องไห้อยู่ แม่จึงพูดปลอบว่า “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ขอให้ลูกจำไว้เสมอว่า มีแต่การสารภาพผิด
ด้วยความเสียใจจริงเท่านั้นที่จะได้รับการให้อภัย”
โซฟีเช็ดน้ำตา กล่าวขอบคุณแม่แต่ยังคงเศร้าอยู่ทั้งวันเพราะการกระทำดังกล่าวของเธอ
โปรดติดตาม ( ตอนที่8 ). ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 8 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 5. ไก่ดำ
ปกติทุกเช้าโซฟีชอบไปกับแม่ที่ลานให้อาหารไก่ นางเรอันเลี้ยงไก่ฝูงใหญ่ในบริเวณบ้าน
แม่ไก่หลายตัวฟักไข่จนมีลูกเจี๊ยบเกิดใหม่หลายตัวที่ต่อมาเป็นแม่ไก่ที่แข็งแรงสวยงาม ทุกวัน
สองแม่ลูกไปตรวจดูแม่ไก่ที่ฟักไข่อยู่ในเล้าด้านในซึ่งแทบทุกวันมักจะมีลูกเจี๊ยบที่เพิ่งฟักออก
เป็นตัว เมื่อทั้งสองไปถึงลานเลี้ยงไก่ จะเห็นพวกแม่ไก่พ่อไก่วิ่งกรูกันออกมาอยู่รอบทั้งสอง
บางตัวก็ กระโดดเข้ามาจนชนมือเพื่อจิกกินขนมปังที่ถืออยู่และในตะกร้า เมื่อโซฟีเดินไปทางไหน
จะมีไก่หลายตัววิ่ง ตามเธอไปด้วยเป็นที่สนุกสนานมาก
วันหนึ่งโซฟีเห็นแม่ใช้มือจับลูกไก่ตัวหนึ่งที่เพิ่งฟักออกจากไข่ได้ไม่ถึงชั่วโมงไว้ในมือ
โซฟี : ลูกไก่ตัวนี้มีขนสีดำทั้งตัวเลยนะแม่
แม่ : มันมีหงอนเล็ก ๆ ที่หัวด้วยนะ ต่อไปคงจะเป็นแม่ไก่ที่สวยทีเดียว
หลังจากนั้นแม่ก็วางลูกไก่ตัวนั้นไว้ข้างแม่ไก่ที่กำลังกกไข่อยู่ ทันใดนั้นแม่ไก่ตัวนั้นก็จิก
ลูกไก่ดำอย่างแรง แม่ของโซฟีจึงใช้มือตีไปที่ปากของแม่ไก่ใจร้ายตัวนั้นพร้อมกับจับลูกไก่ที่ถูก
จิกขึ้นมาไว้ ในมือ จากนั้นแม่ก็ค่อย ๆ วางลูกไก่ตัวนั้นกลับไปให้อยู่ข้างแม่ของมันอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏว่าแม่ไก่ตัวนั้นโกรธมากกว่าเดิม มันคงเข้าใจว่าไม่ใช่ลูกของมันเพราะมีขนสีดำทั้งตัว
มันจึงจิกลูกไก่ตัวนั้นอย่างแรงซ้ำอีก
นางเรอันรีบเจับลูกไก่ที่ถูกจิกจนล้มและหยอดน้ำใส่ปากลูกไก่จนมันมีอาการดีขึ้น จากนั้นก็
พูดขึ้นว่า “เราจะทำอย่างไรดีล่ะ ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ มันคงจะถูกแม่ใจร้ายของมันจิกตายแน่ ที่จริง
มันก็เป็นลูกไก่ที่สวยนะ แม่อยากจะเลี้ยงไว้
โซฟี : แม่ก็จับมันวางไว้ในตะกร้าขนมปังนี่สิคะ แล้วเอามันมาเลี้ยงในห้องที่บ้านก็ได้ หนูจะช่วย
แม่เลี้ยงจนมันตัวใหญ่แข็งแรงดี แล้วเราค่อยเอามันกลับไปเลี้ยงต่อในเล้ารวมกับไก่ตัวอื่น
แม่ : ก็ดีนะ ตกลงวางมันไว้ในตะกร้านี้ แล้วเอามันกลับไปเลี้ยงในบ้านก็ได้
โซฟี : แม่ดูสิ! มันมีเลือดออกทั้งที่คอและที่หลังด้วยค่ะ
แม่ : ก็เพราะมันถูกแม่ของมันจิกน่ะสิลูก เดี๋ยวพอเราเอามันเข้าไปในบ้านแล้ว ลูกช่วยบอก
ให้พี่เลี้ยงเอายาขี้ผึ้งมาทาแผลและทำแผลให้มันด้วย
ทันทีที่แม่พูดจบ โซฟีที่ถือตะกร้าที่มีลูกไก่บาดเจ็บนอนอยู่รีบวิ่งนำหน้าแม่ไปที่บ้าน ร้องเรียก
พี่เลี้ยงให้มาช่วยทำแผลให้ลูกไก่ ขณะที่พี่เลี้ยงใส่ยาและใช้เศษผ้าพันแผลอยู่นั้น โซฟีไปขอไข่ต้ม
จากแม่ครัวมา 1 ฟองและใช้ช้อนบดไข่ต้มเป็นเศษเล็กเศษน้อยก่อนจะผสมกับเศษขนมปังและเทนมสด
ผสมเป็นอาหารเหลวให้ลูกไก่ แต่เมื่อนำมาให้ลูกไก่ ปรากฏว่ามันไม่กินอะไรเลย ยังดีที่มันจิบน้ำได้บ้าง
หลังจากประคบประหงมลูกไก่ได้ 3 วัน แผลก็หายและโซฟีก็สามารถพาลูกไก่ไปเดินเล่นในสวน
ได้ ราว 1 เดือนต่อมา ลูกไก่แข็งแรงโตใหญ่กว่าลูกไก่ที่มีอายุรุ่นเดียวกัน คงเป็นเพราะมันได้รับการดู
แลเป็นอย่างดีตลอดมา มันมีขนสีดำอมน้ำเงินแวววาวยกเว้นขนที่หัวซึ่งมีทั้งสีดำ สีน้ำเงิน สีแดงและ
สีขาว จงอยปากและขาทั้งสองเป็นสีชมพู มันเดินไปมาอย่างสง่างามพร้อมกับดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวา
มันจึงเป็นไก่ที่สวยเด่นกว่าไก่ทุกตัวที่นั่น
โซฟีมีหน้าที่ให้อาหาร พาเดินและดูแลไก่ตัวนี้คนเดียว แม่ของโซฟีคิดว่าอีกไม่กี่วันมันก็โตพอที่
จะถูกนำไปเลี้ยงในเล้ารวมกับไก่ตัวอื่นได้แล้วเพราะมันตัวโตจนเริ่มดูแลได้ยากแล้ว ในช่วงหลัง ๆ
บางครั้งโซฟีต้องวิ่งไล่กวดอยู่นานจนเหนื่อยหอบกว่าจะจับตัวมันเอากลับเข้าบ้านได้ และมีอยู่ครั้งหนึ่ง
มันเกือบจมน้ำตายเพราะวิ่งหนีโซฟีจนไปตกบ่อน้ำในสวน นอกจากนั้น เช้าวันต่อมาแม่ของโซฟี
ยังเตือนอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า
แม่ : ลูกรู้หรือเปล่าว่า 2-3 วันมานี้แม่เห็นมีนกเหยี่ยวหลายตัวบินสูงวนไปวนมาใกล้บ้านเรา มันอาจจะ
บินโฉบกินไก่ดำของลูกก็ได้นะ ลูกเลิกพามันไปเดินเล่นได้แล้ว
แต่โซฟีเป็นเด็กหัวแข็งเชื่อมั่นในตัวเองมากและมักไม่เชื่อฟังคำเตือนของแม่ ดังนั้นพอแม่ไม่ได้
อยู่ด้วย โซฟีก็แอบพาไก่ที่เธอเลี้ยงออกไปเดินเล่น วันต่อมาโซฟีรู้ว่าเช้าวันนั้นแม่ต้องเขียนจดหมาย
เป็นเวลานาน พอเห็นแม่เริ่มเขียนจดหมาย โซฟีก็เอาไก่ที่เลี้ยงอยู่ในบ้านพาออกไปปล่อยให้เดินเล่นที่
หน้าบ้าน ขณะที่ตัวเธอเองก็สนุกอยู่กับการไล่จับแมลงและขุดหาหนอนตามดินทรายและกอหญ้าเพื่อเอา
มาให้ไก่ หลังจากนั้นโซฟีก็เล่นหวีผมให้ตุ๊กตาและชำเลืองดูไก่ของเธอที่เดินอยู่ในบริเวณนั้นเป็นครั้งคราว
มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อโซฟีเงยหน้าขึ้น เธอรู้สึกแปลกใจที่เห็นนกใหญ่ปากแหลมเกาะนิ่งอยู่ไม่ไกลจาก
ไก่ดำของเธอนัก โซฟีเห็นไก่ของเธอย่อตัวลงต่ำและขยับตัวสั่นไปมา โซฟีพูดกับตัวเองว่า “นกอะไรนี่
ท่าทางแปลกจัง พอมันหันมองมาที่เธอมันทำท่ากลัว ๆ แต่พอมันมองไปที่ไก่ดำ ตาของมันเป็นประกาย
คล้ายกับกำลังโกรธจัด แปลกจังเลย!”
ทันใดนั้น เจ้านกใหญ่ก็ร้องเสียงแหลมดังลั่นพร้อมกับบินโฉบลงมาที่ไก่ดำของเธอที่ส่งเสียงร้องด้วย
ความกลัว มันใช้กรงเล็บจับไก่ดำและตีปีกอย่างแรงบินสูงขึ้นไปพร้อมกับไก่ที่มันใช้ขาขยุ้มอยู่ติดไปด้วย
โซฟีตกใจงงนิ่งอยู่กับที่กับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า แม่วิ่งตรงมาที่โซฟีทันทีที่ได้ยินเสียงร้องแหลมของนกเหยี่ยว
และถามโซฟีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โซฟีเล่าไปตามตรงว่า มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินโฉบลงมาคว้าไก่ของเธอไปโดยที่เธอ
ก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
แม่ : ก็เป็นเพราะลูกไม่เชื่อคำเตือนของแม่น่ะสิ เจ้านกใหญ่นั่นแหละคือนกเหยี่ยวที่บินมาโฉบเอาไก่ดำที่เดิน
เล่นอยู่นอกบ้านไป มันจะใช้กรงเล็บและจงอยปากที่แหลมคมฉีกไก่กินเป็นชิ้น ๆ จนหมด แม่จะทำโทษลูกที่
ไม่เชื่อฟัง ลูกต้องไปอยู่ในห้องของลูกและกินข้าวคนเดียวในนั้น หวังว่าต่อไปลูกจะเชื่อฟังแม่นะ”
โปรดติดตามตอนที่ ( 9 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 5. ไก่ดำ
ปกติทุกเช้าโซฟีชอบไปกับแม่ที่ลานให้อาหารไก่ นางเรอันเลี้ยงไก่ฝูงใหญ่ในบริเวณบ้าน
แม่ไก่หลายตัวฟักไข่จนมีลูกเจี๊ยบเกิดใหม่หลายตัวที่ต่อมาเป็นแม่ไก่ที่แข็งแรงสวยงาม ทุกวัน
สองแม่ลูกไปตรวจดูแม่ไก่ที่ฟักไข่อยู่ในเล้าด้านในซึ่งแทบทุกวันมักจะมีลูกเจี๊ยบที่เพิ่งฟักออก
เป็นตัว เมื่อทั้งสองไปถึงลานเลี้ยงไก่ จะเห็นพวกแม่ไก่พ่อไก่วิ่งกรูกันออกมาอยู่รอบทั้งสอง
บางตัวก็ กระโดดเข้ามาจนชนมือเพื่อจิกกินขนมปังที่ถืออยู่และในตะกร้า เมื่อโซฟีเดินไปทางไหน
จะมีไก่หลายตัววิ่ง ตามเธอไปด้วยเป็นที่สนุกสนานมาก
วันหนึ่งโซฟีเห็นแม่ใช้มือจับลูกไก่ตัวหนึ่งที่เพิ่งฟักออกจากไข่ได้ไม่ถึงชั่วโมงไว้ในมือ
โซฟี : ลูกไก่ตัวนี้มีขนสีดำทั้งตัวเลยนะแม่
แม่ : มันมีหงอนเล็ก ๆ ที่หัวด้วยนะ ต่อไปคงจะเป็นแม่ไก่ที่สวยทีเดียว
หลังจากนั้นแม่ก็วางลูกไก่ตัวนั้นไว้ข้างแม่ไก่ที่กำลังกกไข่อยู่ ทันใดนั้นแม่ไก่ตัวนั้นก็จิก
ลูกไก่ดำอย่างแรง แม่ของโซฟีจึงใช้มือตีไปที่ปากของแม่ไก่ใจร้ายตัวนั้นพร้อมกับจับลูกไก่ที่ถูก
จิกขึ้นมาไว้ ในมือ จากนั้นแม่ก็ค่อย ๆ วางลูกไก่ตัวนั้นกลับไปให้อยู่ข้างแม่ของมันอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏว่าแม่ไก่ตัวนั้นโกรธมากกว่าเดิม มันคงเข้าใจว่าไม่ใช่ลูกของมันเพราะมีขนสีดำทั้งตัว
มันจึงจิกลูกไก่ตัวนั้นอย่างแรงซ้ำอีก
นางเรอันรีบเจับลูกไก่ที่ถูกจิกจนล้มและหยอดน้ำใส่ปากลูกไก่จนมันมีอาการดีขึ้น จากนั้นก็
พูดขึ้นว่า “เราจะทำอย่างไรดีล่ะ ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ มันคงจะถูกแม่ใจร้ายของมันจิกตายแน่ ที่จริง
มันก็เป็นลูกไก่ที่สวยนะ แม่อยากจะเลี้ยงไว้
โซฟี : แม่ก็จับมันวางไว้ในตะกร้าขนมปังนี่สิคะ แล้วเอามันมาเลี้ยงในห้องที่บ้านก็ได้ หนูจะช่วย
แม่เลี้ยงจนมันตัวใหญ่แข็งแรงดี แล้วเราค่อยเอามันกลับไปเลี้ยงต่อในเล้ารวมกับไก่ตัวอื่น
แม่ : ก็ดีนะ ตกลงวางมันไว้ในตะกร้านี้ แล้วเอามันกลับไปเลี้ยงในบ้านก็ได้
โซฟี : แม่ดูสิ! มันมีเลือดออกทั้งที่คอและที่หลังด้วยค่ะ
แม่ : ก็เพราะมันถูกแม่ของมันจิกน่ะสิลูก เดี๋ยวพอเราเอามันเข้าไปในบ้านแล้ว ลูกช่วยบอก
ให้พี่เลี้ยงเอายาขี้ผึ้งมาทาแผลและทำแผลให้มันด้วย
ทันทีที่แม่พูดจบ โซฟีที่ถือตะกร้าที่มีลูกไก่บาดเจ็บนอนอยู่รีบวิ่งนำหน้าแม่ไปที่บ้าน ร้องเรียก
พี่เลี้ยงให้มาช่วยทำแผลให้ลูกไก่ ขณะที่พี่เลี้ยงใส่ยาและใช้เศษผ้าพันแผลอยู่นั้น โซฟีไปขอไข่ต้ม
จากแม่ครัวมา 1 ฟองและใช้ช้อนบดไข่ต้มเป็นเศษเล็กเศษน้อยก่อนจะผสมกับเศษขนมปังและเทนมสด
ผสมเป็นอาหารเหลวให้ลูกไก่ แต่เมื่อนำมาให้ลูกไก่ ปรากฏว่ามันไม่กินอะไรเลย ยังดีที่มันจิบน้ำได้บ้าง
หลังจากประคบประหงมลูกไก่ได้ 3 วัน แผลก็หายและโซฟีก็สามารถพาลูกไก่ไปเดินเล่นในสวน
ได้ ราว 1 เดือนต่อมา ลูกไก่แข็งแรงโตใหญ่กว่าลูกไก่ที่มีอายุรุ่นเดียวกัน คงเป็นเพราะมันได้รับการดู
แลเป็นอย่างดีตลอดมา มันมีขนสีดำอมน้ำเงินแวววาวยกเว้นขนที่หัวซึ่งมีทั้งสีดำ สีน้ำเงิน สีแดงและ
สีขาว จงอยปากและขาทั้งสองเป็นสีชมพู มันเดินไปมาอย่างสง่างามพร้อมกับดวงตาที่สดใสมีชีวิตชีวา
มันจึงเป็นไก่ที่สวยเด่นกว่าไก่ทุกตัวที่นั่น
โซฟีมีหน้าที่ให้อาหาร พาเดินและดูแลไก่ตัวนี้คนเดียว แม่ของโซฟีคิดว่าอีกไม่กี่วันมันก็โตพอที่
จะถูกนำไปเลี้ยงในเล้ารวมกับไก่ตัวอื่นได้แล้วเพราะมันตัวโตจนเริ่มดูแลได้ยากแล้ว ในช่วงหลัง ๆ
บางครั้งโซฟีต้องวิ่งไล่กวดอยู่นานจนเหนื่อยหอบกว่าจะจับตัวมันเอากลับเข้าบ้านได้ และมีอยู่ครั้งหนึ่ง
มันเกือบจมน้ำตายเพราะวิ่งหนีโซฟีจนไปตกบ่อน้ำในสวน นอกจากนั้น เช้าวันต่อมาแม่ของโซฟี
ยังเตือนอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า
แม่ : ลูกรู้หรือเปล่าว่า 2-3 วันมานี้แม่เห็นมีนกเหยี่ยวหลายตัวบินสูงวนไปวนมาใกล้บ้านเรา มันอาจจะ
บินโฉบกินไก่ดำของลูกก็ได้นะ ลูกเลิกพามันไปเดินเล่นได้แล้ว
แต่โซฟีเป็นเด็กหัวแข็งเชื่อมั่นในตัวเองมากและมักไม่เชื่อฟังคำเตือนของแม่ ดังนั้นพอแม่ไม่ได้
อยู่ด้วย โซฟีก็แอบพาไก่ที่เธอเลี้ยงออกไปเดินเล่น วันต่อมาโซฟีรู้ว่าเช้าวันนั้นแม่ต้องเขียนจดหมาย
เป็นเวลานาน พอเห็นแม่เริ่มเขียนจดหมาย โซฟีก็เอาไก่ที่เลี้ยงอยู่ในบ้านพาออกไปปล่อยให้เดินเล่นที่
หน้าบ้าน ขณะที่ตัวเธอเองก็สนุกอยู่กับการไล่จับแมลงและขุดหาหนอนตามดินทรายและกอหญ้าเพื่อเอา
มาให้ไก่ หลังจากนั้นโซฟีก็เล่นหวีผมให้ตุ๊กตาและชำเลืองดูไก่ของเธอที่เดินอยู่ในบริเวณนั้นเป็นครั้งคราว
มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อโซฟีเงยหน้าขึ้น เธอรู้สึกแปลกใจที่เห็นนกใหญ่ปากแหลมเกาะนิ่งอยู่ไม่ไกลจาก
ไก่ดำของเธอนัก โซฟีเห็นไก่ของเธอย่อตัวลงต่ำและขยับตัวสั่นไปมา โซฟีพูดกับตัวเองว่า “นกอะไรนี่
ท่าทางแปลกจัง พอมันหันมองมาที่เธอมันทำท่ากลัว ๆ แต่พอมันมองไปที่ไก่ดำ ตาของมันเป็นประกาย
คล้ายกับกำลังโกรธจัด แปลกจังเลย!”
ทันใดนั้น เจ้านกใหญ่ก็ร้องเสียงแหลมดังลั่นพร้อมกับบินโฉบลงมาที่ไก่ดำของเธอที่ส่งเสียงร้องด้วย
ความกลัว มันใช้กรงเล็บจับไก่ดำและตีปีกอย่างแรงบินสูงขึ้นไปพร้อมกับไก่ที่มันใช้ขาขยุ้มอยู่ติดไปด้วย
โซฟีตกใจงงนิ่งอยู่กับที่กับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า แม่วิ่งตรงมาที่โซฟีทันทีที่ได้ยินเสียงร้องแหลมของนกเหยี่ยว
และถามโซฟีถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โซฟีเล่าไปตามตรงว่า มีนกใหญ่ตัวหนึ่งบินโฉบลงมาคว้าไก่ของเธอไปโดยที่เธอ
ก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
แม่ : ก็เป็นเพราะลูกไม่เชื่อคำเตือนของแม่น่ะสิ เจ้านกใหญ่นั่นแหละคือนกเหยี่ยวที่บินมาโฉบเอาไก่ดำที่เดิน
เล่นอยู่นอกบ้านไป มันจะใช้กรงเล็บและจงอยปากที่แหลมคมฉีกไก่กินเป็นชิ้น ๆ จนหมด แม่จะทำโทษลูกที่
ไม่เชื่อฟัง ลูกต้องไปอยู่ในห้องของลูกและกินข้าวคนเดียวในนั้น หวังว่าต่อไปลูกจะเชื่อฟังแม่นะ”
โปรดติดตามตอนที่ ( 9 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 9 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 6. ผึ้ง
วันหนึ่งโซฟีและพี่ปอลช่วยกันวิ่งไล่จับด้วงหลายตัวที่บินมาเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง
เมื่อจับด้วงได้แล้วก็เอาใส่กล่องกระดาษที่พี่เลี้ยงทำให้ก่อนหน้านั้น หลังจากจับด้วง
ได้ราว 10 ตัวแล้วปอลก็อยากดูว่าพวกด้วงในกล่องกระดาษที่โซฟีถืออยู่ทำอะไรกันอยู่
ปอล : ขอกล่องหน่อยสิ พี่จะดูว่าพวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่
โซฟีส่งกล่องให้ แล้วปอลก็ค่อย ๆ แง้มฝากล่องเพื่อดูด้วงที่อยู่ข้างใน
ปอล : ดูสิ มันกำลังต่อสู้กัน มีตัวหนึ่งกำลังกัดขาของอีกตัวหนึ่ง แล้วก็มีอีกตัวหนึ่งหงายหลัง
เพราะถูกชนอย่างแรง... ตอนนี้ตัวที่ถูกชนพลิกตัวกลับได้แล้วและกำลังพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อ
ชนคู่ต่อสู้ของมัน... สนุกจังเลย! โซฟี : ขอน้องดูบ้างสิ
ปอลได้ยินโซฟีขอกล่องคืนแต่ด้วงก็กำลังต่อสู้กันอย่างสนุกจึงไม่ได้ส่งกล่องด้วงคืนให้ ...
ครู่ต่อมาโซฟีทนรอไม่ไหวจึงใช้มือจับไปที่กล่องเพื่อดึงกล่องคืน แต่พี่ปอลยังไม่ยอมคืนให้และ
ใช้มือยึดกล่องไว้แน่น จึงเกิดการยื้อยุดกล่องกันไปมา และทันใดนั้นกล่องก็ขาดกลาง ด้วงใน
กล่องทั้งหมดบินไปชนหัวหูของทั้งสองก่อนจะพากันบินหนีออกไปนอกหน้าต่างเกือบหมด
โซฟี : พี่เป็นคนผิดนะ ถ้าพี่คืนกล่องให้ตั้งแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่องแล้ว
พี่ปอล : น้องนั่นแหละผิด ถ้าน้องอดทนรออีกแป๊บเดียว พี่ก็จะส่งกล่องคืนให้แล้ว
และกล่องก็จะไม่ขาด
โซฟี : พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว พี่เอาแต่ได้เท่านั้น
ปอล : แล้วตัวน้องล่ะ ขี้โมโหหน้าแดงอย่างกับไก่งวงแน่ะ
โซฟี : ตอนนั้นน้องไม่ได้โมโหซักหน่อย คุณพี่ที่รัก แต่น้องว่าพี่เป็นคนใจร้ายต่างหาก
ปอล : พี่ไม่ได้เป็นคนใจร้ายนะ เจ้าหญิงน้อย นี่พี่พูดความเป็นจริงนะ ดูสีหน้าตอนนี้สิ
แดงอย่างกับเหนียงของแม่ไก่งวงเชียว
โซฟี : น้องไม่อยากเล่นกับคุณพี่ใจร้ายอีกต่อไป รู้ไหมจ๊ะคุณพี่
ปอล : พี่ก็ยิ่งไม่อยากเล่นกับเจ้าหญิงน้อยอีกต่อไปเหมือนกัน รู้เปล่า?
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็หน้าบึ้งเข้าใส่กันและแยกไปนั่งเก้าอี้เงียบ ๆ อยู่คนละมุมห้อง
ครู่ต่อมาโซฟีรู้สึกเบื่อ แต่อยากแกล้งทำเป็นให้พี่ปอลเข้าใจว่าตัวเธออยู่คนเดียวก็สนุกได้
แล้วโซฟีก็ร้องเพลง พร้อมกับวิ่งไล่จับด้วงซึ่งยังมีเหลืออยู่ในห้องไม่กี่ตัว และก็จับได้ยาก
กว่าเดิม ทันใดนั้น โซฟีเห็นผึ้งขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หน้าต่าง โซฟีรู้ว่าผึ้งเป็น
แมลงที่ต่อยเจ็บ เธอจึงไม่ใช้มือเปล่าจับแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าตะครุบจับผึ้งก่อนที่มันจะบินหนีไป
ปอลซึ่งก็รู้สึกเบื่ออยู่เช่นกัน มองดูการกระทำของโซฟีที่จับผึ้งได้ จึงพูดขึ้นว่า
“น้องจะเอาไปผึ้งไปทำอะไรหรือ?”
โซฟี : (น้ำเสียงห้วน ๆ) เรื่องของน้อง ไม่ต้องมายุ่ง คนใจร้าย!
ปอล : (น้ำเสียงประชดประชัน) ขออภัยคร้าบ เจ้าหญิงน้อยขี้โมโห อ้อ...ลืมบอกไปว่า
เจ้าหญิงน้อย เป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีจนกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง!
โซฟี : (ทำท่าโค้งคำนับเยาะเย้ย) น้องจะไปฟ้องแม่ว่า พี่ปอลบอกว่าคุณแม่เลี้ยงน้องมา
เป็นเด็กไม่ดี เพราะแม่เป็นคนเลี้ยงดูน้องเอง คุณแม่คงจะดีใจมากที่ทราบว่าท่านเป็น
คนเลี้ยงลูกไม่เป็น
ปอล : คนใจร้าย ไปไกล ๆ เลย! พี่ไม่อยากจะพูดอะไรกับน้องอีกแล้ว
โปรดติดตามตอนที่ ( 10. )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 6. ผึ้ง
วันหนึ่งโซฟีและพี่ปอลช่วยกันวิ่งไล่จับด้วงหลายตัวที่บินมาเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง
เมื่อจับด้วงได้แล้วก็เอาใส่กล่องกระดาษที่พี่เลี้ยงทำให้ก่อนหน้านั้น หลังจากจับด้วง
ได้ราว 10 ตัวแล้วปอลก็อยากดูว่าพวกด้วงในกล่องกระดาษที่โซฟีถืออยู่ทำอะไรกันอยู่
ปอล : ขอกล่องหน่อยสิ พี่จะดูว่าพวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่
โซฟีส่งกล่องให้ แล้วปอลก็ค่อย ๆ แง้มฝากล่องเพื่อดูด้วงที่อยู่ข้างใน
ปอล : ดูสิ มันกำลังต่อสู้กัน มีตัวหนึ่งกำลังกัดขาของอีกตัวหนึ่ง แล้วก็มีอีกตัวหนึ่งหงายหลัง
เพราะถูกชนอย่างแรง... ตอนนี้ตัวที่ถูกชนพลิกตัวกลับได้แล้วและกำลังพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อ
ชนคู่ต่อสู้ของมัน... สนุกจังเลย! โซฟี : ขอน้องดูบ้างสิ
ปอลได้ยินโซฟีขอกล่องคืนแต่ด้วงก็กำลังต่อสู้กันอย่างสนุกจึงไม่ได้ส่งกล่องด้วงคืนให้ ...
ครู่ต่อมาโซฟีทนรอไม่ไหวจึงใช้มือจับไปที่กล่องเพื่อดึงกล่องคืน แต่พี่ปอลยังไม่ยอมคืนให้และ
ใช้มือยึดกล่องไว้แน่น จึงเกิดการยื้อยุดกล่องกันไปมา และทันใดนั้นกล่องก็ขาดกลาง ด้วงใน
กล่องทั้งหมดบินไปชนหัวหูของทั้งสองก่อนจะพากันบินหนีออกไปนอกหน้าต่างเกือบหมด
โซฟี : พี่เป็นคนผิดนะ ถ้าพี่คืนกล่องให้ตั้งแต่แรกก็ไม่เกิดเรื่องแล้ว
พี่ปอล : น้องนั่นแหละผิด ถ้าน้องอดทนรออีกแป๊บเดียว พี่ก็จะส่งกล่องคืนให้แล้ว
และกล่องก็จะไม่ขาด
โซฟี : พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว พี่เอาแต่ได้เท่านั้น
ปอล : แล้วตัวน้องล่ะ ขี้โมโหหน้าแดงอย่างกับไก่งวงแน่ะ
โซฟี : ตอนนั้นน้องไม่ได้โมโหซักหน่อย คุณพี่ที่รัก แต่น้องว่าพี่เป็นคนใจร้ายต่างหาก
ปอล : พี่ไม่ได้เป็นคนใจร้ายนะ เจ้าหญิงน้อย นี่พี่พูดความเป็นจริงนะ ดูสีหน้าตอนนี้สิ
แดงอย่างกับเหนียงของแม่ไก่งวงเชียว
โซฟี : น้องไม่อยากเล่นกับคุณพี่ใจร้ายอีกต่อไป รู้ไหมจ๊ะคุณพี่
ปอล : พี่ก็ยิ่งไม่อยากเล่นกับเจ้าหญิงน้อยอีกต่อไปเหมือนกัน รู้เปล่า?
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็หน้าบึ้งเข้าใส่กันและแยกไปนั่งเก้าอี้เงียบ ๆ อยู่คนละมุมห้อง
ครู่ต่อมาโซฟีรู้สึกเบื่อ แต่อยากแกล้งทำเป็นให้พี่ปอลเข้าใจว่าตัวเธออยู่คนเดียวก็สนุกได้
แล้วโซฟีก็ร้องเพลง พร้อมกับวิ่งไล่จับด้วงซึ่งยังมีเหลืออยู่ในห้องไม่กี่ตัว และก็จับได้ยาก
กว่าเดิม ทันใดนั้น โซฟีเห็นผึ้งขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะที่หน้าต่าง โซฟีรู้ว่าผึ้งเป็น
แมลงที่ต่อยเจ็บ เธอจึงไม่ใช้มือเปล่าจับแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าตะครุบจับผึ้งก่อนที่มันจะบินหนีไป
ปอลซึ่งก็รู้สึกเบื่ออยู่เช่นกัน มองดูการกระทำของโซฟีที่จับผึ้งได้ จึงพูดขึ้นว่า
“น้องจะเอาไปผึ้งไปทำอะไรหรือ?”
โซฟี : (น้ำเสียงห้วน ๆ) เรื่องของน้อง ไม่ต้องมายุ่ง คนใจร้าย!
ปอล : (น้ำเสียงประชดประชัน) ขออภัยคร้าบ เจ้าหญิงน้อยขี้โมโห อ้อ...ลืมบอกไปว่า
เจ้าหญิงน้อย เป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีจนกลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง!
โซฟี : (ทำท่าโค้งคำนับเยาะเย้ย) น้องจะไปฟ้องแม่ว่า พี่ปอลบอกว่าคุณแม่เลี้ยงน้องมา
เป็นเด็กไม่ดี เพราะแม่เป็นคนเลี้ยงดูน้องเอง คุณแม่คงจะดีใจมากที่ทราบว่าท่านเป็น
คนเลี้ยงลูกไม่เป็น
ปอล : คนใจร้าย ไปไกล ๆ เลย! พี่ไม่อยากจะพูดอะไรกับน้องอีกแล้ว
โปรดติดตามตอนที่ ( 10. )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 10 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
จากนั้นปอลก็ลากเก้าอี้ที่นั่งอยู่หันกลับไปอีกด้านหนึ่งจะได้ไม่เห็นหน้าโซฟีที่กำลังแสดง
ความดีใจที่สามารถพูดขู่ให้พี่ปอลกลัวได้ แล้วโซฟีก็จัดผ้าเช็ดหน้าครอบผึ้งให้อยู่ในที่
แคบ ๆ ในผ้าเช็ดหน้า จากนั้นโซฟีก็ล้วงกระเป๋าเอามีดพับออกมาพร้อมกับพูดกับตัวเองว่า
“ต้องจัดการตัดหัวมันโทษฐานชอบต่อยคนดีนัก”
โซฟีนั่งลงกับพื้นห้อง กดผึ้งที่อยู่ในผ้าเช็ดหน้าลงกับพื้นห้องโดยให้ส่วนหัวของผึ้งออกมา
นอกผ้าเช็ดหน้าก่อนจะบรรจงใช้มีดพับตัดหัวผึ้งที่น่าสงสารขาดหลุดออกจากลำตัว เมื่อผึ้งหัว
ขาดตายแล้ว โซฟียังคงรู้สึกสนุกกับการตัดหัวผึ้งและตัดตัวผึ้งที่ปราศจากหัวออกเป็นส่วน ๆ
ตั้งแต่ปีก ขาและลำตัว จากนั้นก็บรรจงตัดแต่ละส่วนให้เล็กลงอีกโดยหารู้ไม่ว่าขณะที่เธอตัดชิ้น
ส่วนสุดท้ายเสร็จนั้น นางเรอันมารดาเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวเธอแล้ว
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น โซฟีก็ส่งเสียงตกใจ ลุกขึ้นยืนตัวสั่นอยู่ต่อหน้าแม่
แม่ : ลูกเป็นเด็กใจร้าย ชอบทรมานสัตว์ แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่
วันที่ลูกเอาเกลือโรยปลาน้อยแล้วไม่ใช่หรือ...
โซฟี : ขอโทษค่ะแม่ หนูลืมไปจริง ๆ นะคะ
แม่ : คราวนี้ลูกจะจำได้เสียที ส่งมีดพับมานี่ แม่จะยึดมีดพับของลูกไว้หนึ่งปีเต็ม
หลังจากนั้น แม่ก็เรียกพี่เลี้ยงโซฟีให้เอาด้ายสีดำมาร้อยชิ้นส่วนของผึ้งที่ถูกตัดและเรียงอยู่
บนพื้นห้องมาทำเป็นสร้อยคอ เมื่อพี่เลี้ยงร้อยเป็นสร้อยเสร็จแล้ว แม่ก็พูดต่อไปว่า ลูกจะต้อง
สวมสร้อยคอเส้นนี้ไว้จนกว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะหลุดออกไปเอง
แม้ว่าโซฟีจะอ้อนวอนขอให้แม่ลงโทษอย่างอื่นแทน แต่แม่ก็ไม่เปลี่ยนใจและยืนกรานให้
โซฟีต้อง “สวมสร้อยคอผึ้ง“ ไว้จนกว่าชิ้นส่วนของผึ้งจะหลุดออกไปเอง
ระหว่างนั้น ปอลไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ปอลเองก็ตกใจที่เห็นโซฟีถูกป้า
ทำโทษค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นเมื่อแม่ของโซฟีเดินออกไปจากห้องแล้ว โซฟียังคงร้องไห้สะอึก
สะอื้นและอายที่มีสร้อยคอผึ้งสวมคออยู่ ปอลจึงคิดหาทางปลอบน้องโซฟีต่าง ๆ นานา และที่
สุดก็เดินไปโอบกอดน้องพร้อมกับพูดขอโทษที่ได้เคยพูดว่าน้องก่อนหน้านั้น ปอลพูดปลอบด้วยว่า
“ที่จริงสร้อยที่น้องสวมอยู่ก็สวยดีนะ เพราะมีสีต่าง ๆ คล้ายกับเป็นสร้อยที่ร้อยด้วยอัญมณีซึ่งมีทั้ง
สีส้ม สีเหลือง สีน้ำเงินและสีนิลดำ”
อย่างไรก็ตามโซฟียังคงรู้สึกเศร้าและอายมากตลอดเวลาที่มี“สร้อยคอผึ้ง”สวมอยู่
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป สร้อยที่คอโซฟียังคงมีชิ้นส่วนของผึ้งอยู่ครบถ้วน แต่ในวันต่อมาขณะที่
โซฟีกำลังเล่นกับพี่ปอล มือของปอลไปโดนชิ้นส่วนของผึ้งที่สร้อยคออย่างแรงจนหลุดกระจายออก
ไปหมด เหลือแต่เส้นด้ายสีดำคล้องติดคออยู่ ปอลรีบวิ่งไปบอกป้าเพื่อขออนุญาตเอาด้ายสีดำที่คอ
ของโซฟีออก ซึ่งป้าของปอลก็อนุญาต หลังจากนั้นโซฟีก็ไม่เคยลืมเรื่องนี้และไม่ทำร้ายสัตว์น้อย
ใหญ่อีกต่อไป
โปรดติดตามตอนที่ ( 11 ) ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
จากนั้นปอลก็ลากเก้าอี้ที่นั่งอยู่หันกลับไปอีกด้านหนึ่งจะได้ไม่เห็นหน้าโซฟีที่กำลังแสดง
ความดีใจที่สามารถพูดขู่ให้พี่ปอลกลัวได้ แล้วโซฟีก็จัดผ้าเช็ดหน้าครอบผึ้งให้อยู่ในที่
แคบ ๆ ในผ้าเช็ดหน้า จากนั้นโซฟีก็ล้วงกระเป๋าเอามีดพับออกมาพร้อมกับพูดกับตัวเองว่า
“ต้องจัดการตัดหัวมันโทษฐานชอบต่อยคนดีนัก”
โซฟีนั่งลงกับพื้นห้อง กดผึ้งที่อยู่ในผ้าเช็ดหน้าลงกับพื้นห้องโดยให้ส่วนหัวของผึ้งออกมา
นอกผ้าเช็ดหน้าก่อนจะบรรจงใช้มีดพับตัดหัวผึ้งที่น่าสงสารขาดหลุดออกจากลำตัว เมื่อผึ้งหัว
ขาดตายแล้ว โซฟียังคงรู้สึกสนุกกับการตัดหัวผึ้งและตัดตัวผึ้งที่ปราศจากหัวออกเป็นส่วน ๆ
ตั้งแต่ปีก ขาและลำตัว จากนั้นก็บรรจงตัดแต่ละส่วนให้เล็กลงอีกโดยหารู้ไม่ว่าขณะที่เธอตัดชิ้น
ส่วนสุดท้ายเสร็จนั้น นางเรอันมารดาเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวเธอแล้ว
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น โซฟีก็ส่งเสียงตกใจ ลุกขึ้นยืนตัวสั่นอยู่ต่อหน้าแม่
แม่ : ลูกเป็นเด็กใจร้าย ชอบทรมานสัตว์ แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่
วันที่ลูกเอาเกลือโรยปลาน้อยแล้วไม่ใช่หรือ...
โซฟี : ขอโทษค่ะแม่ หนูลืมไปจริง ๆ นะคะ
แม่ : คราวนี้ลูกจะจำได้เสียที ส่งมีดพับมานี่ แม่จะยึดมีดพับของลูกไว้หนึ่งปีเต็ม
หลังจากนั้น แม่ก็เรียกพี่เลี้ยงโซฟีให้เอาด้ายสีดำมาร้อยชิ้นส่วนของผึ้งที่ถูกตัดและเรียงอยู่
บนพื้นห้องมาทำเป็นสร้อยคอ เมื่อพี่เลี้ยงร้อยเป็นสร้อยเสร็จแล้ว แม่ก็พูดต่อไปว่า ลูกจะต้อง
สวมสร้อยคอเส้นนี้ไว้จนกว่าชิ้นส่วนเหล่านี้จะหลุดออกไปเอง
แม้ว่าโซฟีจะอ้อนวอนขอให้แม่ลงโทษอย่างอื่นแทน แต่แม่ก็ไม่เปลี่ยนใจและยืนกรานให้
โซฟีต้อง “สวมสร้อยคอผึ้ง“ ไว้จนกว่าชิ้นส่วนของผึ้งจะหลุดออกไปเอง
ระหว่างนั้น ปอลไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ปอลเองก็ตกใจที่เห็นโซฟีถูกป้า
ทำโทษค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นเมื่อแม่ของโซฟีเดินออกไปจากห้องแล้ว โซฟียังคงร้องไห้สะอึก
สะอื้นและอายที่มีสร้อยคอผึ้งสวมคออยู่ ปอลจึงคิดหาทางปลอบน้องโซฟีต่าง ๆ นานา และที่
สุดก็เดินไปโอบกอดน้องพร้อมกับพูดขอโทษที่ได้เคยพูดว่าน้องก่อนหน้านั้น ปอลพูดปลอบด้วยว่า
“ที่จริงสร้อยที่น้องสวมอยู่ก็สวยดีนะ เพราะมีสีต่าง ๆ คล้ายกับเป็นสร้อยที่ร้อยด้วยอัญมณีซึ่งมีทั้ง
สีส้ม สีเหลือง สีน้ำเงินและสีนิลดำ”
อย่างไรก็ตามโซฟียังคงรู้สึกเศร้าและอายมากตลอดเวลาที่มี“สร้อยคอผึ้ง”สวมอยู่
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป สร้อยที่คอโซฟียังคงมีชิ้นส่วนของผึ้งอยู่ครบถ้วน แต่ในวันต่อมาขณะที่
โซฟีกำลังเล่นกับพี่ปอล มือของปอลไปโดนชิ้นส่วนของผึ้งที่สร้อยคออย่างแรงจนหลุดกระจายออก
ไปหมด เหลือแต่เส้นด้ายสีดำคล้องติดคออยู่ ปอลรีบวิ่งไปบอกป้าเพื่อขออนุญาตเอาด้ายสีดำที่คอ
ของโซฟีออก ซึ่งป้าของปอลก็อนุญาต หลังจากนั้นโซฟีก็ไม่เคยลืมเรื่องนี้และไม่ทำร้ายสัตว์น้อย
ใหญ่อีกต่อไป
โปรดติดตามตอนที่ ( 11 ) ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 11 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 7. ผมเปียก
โซฟีเป็นคนรักสวยรักงามชอบสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสทั้งที่ไม่ได้เป็นคนสวย โซฟีมีใบหน้า
ใหญ่ร่าเริง ดวงตาทั้งคู่สีเทาสวย จมูกค่อนข้างใหญ่และเชิดเล็กน้อย ปากกว้างหัวเราะเก่ง
ผมสีบลอนด์หยิกตัดสั้นเหมือนกับผมของเด็กผู้ชาย เธอชอบแต่งตัวดีแต่เลือกเสื้อผ้าไม่เป็น
ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวสวมกระโปรงยาวแขนสั้น คอวีสีขาว สวมถุงเท้ายาวและใส่รองเท้า
หนังสีดำ ไม่เคยสวมหมวกและถุงมือเลย นางเรอันผู้เป็นแม่คิดว่า การที่ลูกสวมเสื้อผ้าเช่นนี้
ก็ดีแล้ว เพราะใช้ได้ทั้งเมื่ออยู่กลางแดด ถูกฝน ลมและอากาศหนาว
สิ่งที่โซฟีชอบมากที่สุดคือการมีผมหยิก โดยเฉพาะเมื่อวันหนึ่งโซฟีได้ยินทุกคนที่บ้านพูดชม
ผมสีบลอนด์และหยิกของคามิลล์ เพื่อนที่ชอบมาเล่นที่บ้านโซฟี และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา
โซฟีพยายามคิดหาทางทำให้ผมของเธอให้หยิกมากขึ้นด้วยกรรมวิธีต่อไปนี้
บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนมาก ฝนตกหนัก โซฟียืนที่ประตูบ้านที่เปิดอยู่ แม่สั่งห้ามไม่ให้โซฟี
ออกไป ตากฝนนอกบ้าน โซฟีจึงทำได้แต่เพียงยื่นแขนออกไปนอกประตูเป็นครั้งคราวเพื่อให้แขน
เปียกน้ำฝนบ้าง และไม่นานต่อมาโซฟีก็ยื่นคอออกไปนอกประตูบ้านเพื่อให้ละอองฝนถูกเส้นผม
แล้วโซฟีก็เห็นน้ำฝน ไหลล้นเป็นสายยาวออกนอกรางน้ำฝน โซฟียังจำได้ว่าเส้นผมของคามิลล์
หยิกมากขึ้นตอนที่ผมเปียกน้ำ โซฟีจึงคิดในใจว่า “ถ้าผมของฉันเปียกบ้าง ก็น่าจะหยิก
มากกว่าที่เป็นอยู่นี้นะ”
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว โซฟีก็ยื่นหัวออกไปนอกประตูบ้านรับน้ำฝนที่ไหลเป็นสายนอกรางน้ำ
โซฟีสนุกมากที่น้ำไหลมาเปียกทั้งที่ศีรษะ คอ แขนและหลัง เมื่อเปียกโชกทั้งตัวแล้ว โซฟีก็เข้าไป
ในห้องและใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดผมและยีเส้นผมก่อนจะใช้นิ้วม้วนผมให้หยิก แต่เนื่องจากผ้าเช็ดหน้า
ของเธอเปียกโชกไปหมดแล้ว เธอจึงวิ่งไปที่อีกห้องหนึ่งเพื่อจะขอผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่กับพี่เลี้ยง
แต่แทนที่จะพบพี่เลี้ยง โซฟีกลับพบแม่ที่นั่นแทน แม่เห็นโซฟีเนื้อตัวเปียกปอนและมีทรงผมใหม่
จึงอดหัวเราะไม่ได้ที่เห็นโซฟีมีหน้าตาประหลาดเช่นนั้น
แม่ : นี่ก็เป็นความคิดพิสดารของลูกอีกแล้วใช่ไหม ถ้าลูกส่องกระจกดูสภาพของตัวเองตอนนี้
ลูกก็คงจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เหมือนแม่แน่ แม่บอกแล้วใช่ไหมว่า อย่าออกไปนอกประตูตอนฝนตก
แต่ลูกก็ไม่เชื่อแม่เช่นเคย เพื่อเป็นการลงโทษ ลูกจะต้องกินข้าวเย็นมื้อนี้ในสภาพที่ลูกเป็นอยู่ตอนนี้
พี่ปอลและทุกคนที่กินข้าวด้วยกันจะได้เห็นสภาพที่ลูกคิดว่าสวยที่สุดไงล่ะ
พอแม่พูดเสร็จ พ่อของโซฟีซึ่งอยู่บ้านด้วยในวันนั้นกับพี่ปอลเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นโซฟี
ในสภาพนั้น ทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน ขณะที่โซฟีหน้าแดงด้วยความอาย แล้วพ่อก็ถามขึ้นว่า
โซฟีแต่งตัวจะไปกินเลี้ยงในงานวันมาร์ดีกราส์หรือ?
(Mardi Gras de carnival : งานที่ผู้ร่วมงานแต่งแฟนซีกัน)
แม่ : เป็นความคิดพิสดารเช่นเคยของลูกที่อยากจะมีผมเปียกน้ำและหยิกเหมือนของคามิลล์อย่าง
แน่นอน แล้วดูสิ เป็นไงล่ะ
พ่อ : แกคงอยากจะทำผมให้ดูสวยแต่กลับดูไม่ได้เรื่องเลย
ปอล : น้องโซฟีที่น่าสงสาร รีบไปเช็ดตัวให้แห้ง หวีผมใหม่แล้วก็เปลี่ยนกระโปรงได้แล้ว
แม่ : ไม่ได้นะ ลูกจะต้องกินข้าวเย็นกับพวกเราในสภาพนี้แหละดีแล้ว เพราะเป็นความคิดของลูกเอง
ปอล : (ยกมือขอพูดแทรกด้วยความสงสารน้อง) คุณป้าครับ ผมขอร้องคุณป้ายกโทษให้น้องโซฟี
เถอะครับ ให้น้องไปหวีผมใหม่และเปลี่ยนกระโปรงนะครับ
พ่อ : พ่อก็เห็นด้วยกับปอลนะที่รัก ยกโทษให้ลูกเถอะ ถ้ายังขืนทำอีกครั้งละก็ค่อยว่ากันใหม่
โซฟี : (ร้องไห้) พ่อคะ ลูกจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ
แม่ : เพื่อไม่ให้ขัดใจพ่อ แม่ยอมให้ลูกไปเปลี่ยนกระโปรงใหม่ก็ได้ แต่ต้องกินข้าวเย็นคนเดียว
ในห้องและห้ามออกจากห้องไปที่ห้องรับแขกจนกว่าทุกคนจะกินข้าวเสร็จ
ปอล : โธ่ คุณป้าครับ! อนุญาตให้น้องโซฟี...
แม่ : ไม่ได้นะปอล ไม่ต้องขอร้องอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ให้เป็นไปตามที่ป้าเพิ่งสั่งไปนี้
(หันไปทางโซฟี) ไปได้แล้วลูก
โซฟีกินข้าวมื้อเย็นคนเดียวในห้องวันนั้นหลังจากหวีผมและเปลี่ยนกระโปรงใหม่ หลังอาหารเย็น
พี่ปอลไปหาโซฟีที่ห้องและพามาเล่นด้วยกันที่ห้องรับแขก และนับแต่วันนั้น โซฟีก็ไม่เคยทำให้หัว
เปียกน้ำฝนเพื่อให้มีผมหยิกอีกเลย
โปรดติดตามตอนที่ ( 12 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 7. ผมเปียก
โซฟีเป็นคนรักสวยรักงามชอบสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสทั้งที่ไม่ได้เป็นคนสวย โซฟีมีใบหน้า
ใหญ่ร่าเริง ดวงตาทั้งคู่สีเทาสวย จมูกค่อนข้างใหญ่และเชิดเล็กน้อย ปากกว้างหัวเราะเก่ง
ผมสีบลอนด์หยิกตัดสั้นเหมือนกับผมของเด็กผู้ชาย เธอชอบแต่งตัวดีแต่เลือกเสื้อผ้าไม่เป็น
ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวสวมกระโปรงยาวแขนสั้น คอวีสีขาว สวมถุงเท้ายาวและใส่รองเท้า
หนังสีดำ ไม่เคยสวมหมวกและถุงมือเลย นางเรอันผู้เป็นแม่คิดว่า การที่ลูกสวมเสื้อผ้าเช่นนี้
ก็ดีแล้ว เพราะใช้ได้ทั้งเมื่ออยู่กลางแดด ถูกฝน ลมและอากาศหนาว
สิ่งที่โซฟีชอบมากที่สุดคือการมีผมหยิก โดยเฉพาะเมื่อวันหนึ่งโซฟีได้ยินทุกคนที่บ้านพูดชม
ผมสีบลอนด์และหยิกของคามิลล์ เพื่อนที่ชอบมาเล่นที่บ้านโซฟี และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา
โซฟีพยายามคิดหาทางทำให้ผมของเธอให้หยิกมากขึ้นด้วยกรรมวิธีต่อไปนี้
บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนมาก ฝนตกหนัก โซฟียืนที่ประตูบ้านที่เปิดอยู่ แม่สั่งห้ามไม่ให้โซฟี
ออกไป ตากฝนนอกบ้าน โซฟีจึงทำได้แต่เพียงยื่นแขนออกไปนอกประตูเป็นครั้งคราวเพื่อให้แขน
เปียกน้ำฝนบ้าง และไม่นานต่อมาโซฟีก็ยื่นคอออกไปนอกประตูบ้านเพื่อให้ละอองฝนถูกเส้นผม
แล้วโซฟีก็เห็นน้ำฝน ไหลล้นเป็นสายยาวออกนอกรางน้ำฝน โซฟียังจำได้ว่าเส้นผมของคามิลล์
หยิกมากขึ้นตอนที่ผมเปียกน้ำ โซฟีจึงคิดในใจว่า “ถ้าผมของฉันเปียกบ้าง ก็น่าจะหยิก
มากกว่าที่เป็นอยู่นี้นะ”
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว โซฟีก็ยื่นหัวออกไปนอกประตูบ้านรับน้ำฝนที่ไหลเป็นสายนอกรางน้ำ
โซฟีสนุกมากที่น้ำไหลมาเปียกทั้งที่ศีรษะ คอ แขนและหลัง เมื่อเปียกโชกทั้งตัวแล้ว โซฟีก็เข้าไป
ในห้องและใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดผมและยีเส้นผมก่อนจะใช้นิ้วม้วนผมให้หยิก แต่เนื่องจากผ้าเช็ดหน้า
ของเธอเปียกโชกไปหมดแล้ว เธอจึงวิ่งไปที่อีกห้องหนึ่งเพื่อจะขอผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่กับพี่เลี้ยง
แต่แทนที่จะพบพี่เลี้ยง โซฟีกลับพบแม่ที่นั่นแทน แม่เห็นโซฟีเนื้อตัวเปียกปอนและมีทรงผมใหม่
จึงอดหัวเราะไม่ได้ที่เห็นโซฟีมีหน้าตาประหลาดเช่นนั้น
แม่ : นี่ก็เป็นความคิดพิสดารของลูกอีกแล้วใช่ไหม ถ้าลูกส่องกระจกดูสภาพของตัวเองตอนนี้
ลูกก็คงจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เหมือนแม่แน่ แม่บอกแล้วใช่ไหมว่า อย่าออกไปนอกประตูตอนฝนตก
แต่ลูกก็ไม่เชื่อแม่เช่นเคย เพื่อเป็นการลงโทษ ลูกจะต้องกินข้าวเย็นมื้อนี้ในสภาพที่ลูกเป็นอยู่ตอนนี้
พี่ปอลและทุกคนที่กินข้าวด้วยกันจะได้เห็นสภาพที่ลูกคิดว่าสวยที่สุดไงล่ะ
พอแม่พูดเสร็จ พ่อของโซฟีซึ่งอยู่บ้านด้วยในวันนั้นกับพี่ปอลเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นโซฟี
ในสภาพนั้น ทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน ขณะที่โซฟีหน้าแดงด้วยความอาย แล้วพ่อก็ถามขึ้นว่า
โซฟีแต่งตัวจะไปกินเลี้ยงในงานวันมาร์ดีกราส์หรือ?
(Mardi Gras de carnival : งานที่ผู้ร่วมงานแต่งแฟนซีกัน)
แม่ : เป็นความคิดพิสดารเช่นเคยของลูกที่อยากจะมีผมเปียกน้ำและหยิกเหมือนของคามิลล์อย่าง
แน่นอน แล้วดูสิ เป็นไงล่ะ
พ่อ : แกคงอยากจะทำผมให้ดูสวยแต่กลับดูไม่ได้เรื่องเลย
ปอล : น้องโซฟีที่น่าสงสาร รีบไปเช็ดตัวให้แห้ง หวีผมใหม่แล้วก็เปลี่ยนกระโปรงได้แล้ว
แม่ : ไม่ได้นะ ลูกจะต้องกินข้าวเย็นกับพวกเราในสภาพนี้แหละดีแล้ว เพราะเป็นความคิดของลูกเอง
ปอล : (ยกมือขอพูดแทรกด้วยความสงสารน้อง) คุณป้าครับ ผมขอร้องคุณป้ายกโทษให้น้องโซฟี
เถอะครับ ให้น้องไปหวีผมใหม่และเปลี่ยนกระโปรงนะครับ
พ่อ : พ่อก็เห็นด้วยกับปอลนะที่รัก ยกโทษให้ลูกเถอะ ถ้ายังขืนทำอีกครั้งละก็ค่อยว่ากันใหม่
โซฟี : (ร้องไห้) พ่อคะ ลูกจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ
แม่ : เพื่อไม่ให้ขัดใจพ่อ แม่ยอมให้ลูกไปเปลี่ยนกระโปรงใหม่ก็ได้ แต่ต้องกินข้าวเย็นคนเดียว
ในห้องและห้ามออกจากห้องไปที่ห้องรับแขกจนกว่าทุกคนจะกินข้าวเสร็จ
ปอล : โธ่ คุณป้าครับ! อนุญาตให้น้องโซฟี...
แม่ : ไม่ได้นะปอล ไม่ต้องขอร้องอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ให้เป็นไปตามที่ป้าเพิ่งสั่งไปนี้
(หันไปทางโซฟี) ไปได้แล้วลูก
โซฟีกินข้าวมื้อเย็นคนเดียวในห้องวันนั้นหลังจากหวีผมและเปลี่ยนกระโปรงใหม่ หลังอาหารเย็น
พี่ปอลไปหาโซฟีที่ห้องและพามาเล่นด้วยกันที่ห้องรับแขก และนับแต่วันนั้น โซฟีก็ไม่เคยทำให้หัว
เปียกน้ำฝนเพื่อให้มีผมหยิกอีกเลย
โปรดติดตามตอนที่ ( 12 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 12 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 8. แมวและนกน้อย
วันหนึ่งพี่เลี้ยงพาโซฟีกับปอลไปเดินเล่นในป่าละเมาะที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก หลังจาก
เดินเล่นในป่าละเมาะได้พักหนึ่ง พี่เลี้ยงก็หยุดอยู่ที่ต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งและปล่อยให้เด็กทั้งสอง,
เล่นซ่อนหากันตามลำพัง ครู่ต่อมาขณะที่โซฟีกำลังเล่นซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้พุ่มหนึ่งได้ไม่นาน
โซฟีได้ยินเสียงร้อง “เหมียว ๆ” ที่แผ่วเบามาก โซฟีตกใจกลัวและรีบวิ่งออกมาจากที่ซ่อน
โซฟี : พี่ปอลคะ เรารีบไปหาพี่เลี้ยงกันดีกว่า น้องได้ยินเสียงตัวอะไรก็ไม่รู้ร้องเสียงแผ่ว ๆ
อยู่ใกล้กับพุ่มไม้ที่น้องซ่อนตัวอยู่
ปอล : อะไรกัน! เรื่องแค่นี้ก็ต้องเรียกพี่เลี้ยงช่วยด้วยหรือ เราไปดูกันเองก็ได้ว่าเป็นตัวอะไร
โซฟี : ไม่เอาหรอก น้องกลัว
ปอล : (หัวเราะ) กลัวอะไรกัน เรื่องแค่นี้เอง แค่เสียงร้องเบา ๆ ก็คงเป็นแค่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง
โซฟี : ไม่รู้ตัวอะไร อาจเป็นงูจงอาง หรือหมาป่าก็ได้นะ!
ปอล : (หัวเราะดังกว่าเดิม) งูนะหรือร้องได้!? หมาป่ายิ่งไม่มีทาง เพราะน้องได้ยินแค่เสียงร้อง
ที่เบามาก ขนาดพี่ที่เล่นอยู่ไม่ไกลยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
โซฟี : ฟังดี ๆ สิ พี่ปอล นี่ไงมีเสียงร้องอีกแล้ว พี่ได้ยินไหม?
ปอลเงี่ยหูฟังสักครู่ก็ได้ยินเสียง “เหมียว ๆ” เบามาก ขณะเดียวกันก็เห็นลูกแมว
ผอมโซตัวหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก
ปอล : เป็นลูกแมวที่น่าสงสาร ดูท่าทางไม่สบายมาก เราเข้าไปดูมันใกล้ ๆ กันเถอะ ทั้งสองวิ่ง
ไปที่ลูกแมว และเห็นลูกแมวสีขาว เนื้อตัวเปียกปอนเปื้อนโคลน
โซฟี : เราต้องเรียกพี่เลี้ยงมาช่วยเอามันกลับไปเลี้ยงที่บ้านกันดีกว่า
หลังจากพี่เลี้ยงมาถึง พี่เลี้ยงสังเกตเห็นว่าลูกแมวอ่อนเพลียมากจนแทบขยับตัวไม่ได้ พี่เลี้ยง
จึงช่วยอุ้มลูกแมวและใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อตัว จากนั้นทุกคนก็รีบกลับบ้านพร้อมกับลูกแมวที่หิวโซ
ปอลและโซฟีวิ่งนำหน้าพี่เลี้ยงและเมื่อถึงบ้านก็ตรงเข้าไปในครัวทันทีเพื่อขอให้คนครัวช่วย
อุ่นนมสดใส่จานให้โดยด่วน
คนครัว : อุ่นนมสดใส่จานทำไมหรือคะ
โซฟี : เราพบลูกแมวผอมโซใกล้ตายในป่าละเมาะค่ะ มันคงไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว
ตอนนี้พี่เลี้ยงห่อมันไว้ในผ้าเช็ดหน้าและกำลังเอามันมาที่นี่
อึดใจต่อมาพี่เลี้ยงก็มาถึง วางลูกแมวลงที่พื้นห้องครัว เอาแมวออกจากผ้าเช็ดหน้า ครู่ต่อมา
คนครัวก็นำจานที่ใส่น้ำนมสดอุ่นมาวางข้างแมว ทันทีที่ลูกแมวได้กลิ่นนมสดก็พุ่งหัวเข้ามาที่จาน
และเลียกินน้ำนมจนเกลี้ยงหมดอย่างรวดเร็ว
โซฟี : ดูมันแข็งแรงขึ้นนะ ดูสิ มันกำลังเลียขนทำความสะอาดตัวเองได้แล้ว
ปอล : เราเอามันไปไว้ในห้องของเราได้แล้วใช่ไหมครับ
คนครัว : คุณหนูทั้งสองคะ พี่ว่าให้มันอยู่ในครัวไปก่อนดีกว่า เพราะในครัวมีอากาศอุ่นจากเตาไฟ
และก็มีอาหารให้มันกินมากมาย แถมมันยังมีอิสระที่จะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ตามสบายดีกว่า
ถูกขังอยู่ในห้องนะคะ
ปอล : จริงสิ ตกลงเราให้มันอยู่ในครัวไปก่อนนะ โซฟี
โซฟี : แต่เราต้องเป็นเจ้าของแมวตัวนี้ตลอดไป แล้วจะมาดูมันเมื่อไรก็ได้นะคะ
คนครัว : แน่นอนค่ะคุณหนู จะมาดูมันเมื่อไรก็ได้ค่ะ
โปรดติดตามตอนที่ ( 13 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 8. แมวและนกน้อย
วันหนึ่งพี่เลี้ยงพาโซฟีกับปอลไปเดินเล่นในป่าละเมาะที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก หลังจาก
เดินเล่นในป่าละเมาะได้พักหนึ่ง พี่เลี้ยงก็หยุดอยู่ที่ต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งและปล่อยให้เด็กทั้งสอง,
เล่นซ่อนหากันตามลำพัง ครู่ต่อมาขณะที่โซฟีกำลังเล่นซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้พุ่มหนึ่งได้ไม่นาน
โซฟีได้ยินเสียงร้อง “เหมียว ๆ” ที่แผ่วเบามาก โซฟีตกใจกลัวและรีบวิ่งออกมาจากที่ซ่อน
โซฟี : พี่ปอลคะ เรารีบไปหาพี่เลี้ยงกันดีกว่า น้องได้ยินเสียงตัวอะไรก็ไม่รู้ร้องเสียงแผ่ว ๆ
อยู่ใกล้กับพุ่มไม้ที่น้องซ่อนตัวอยู่
ปอล : อะไรกัน! เรื่องแค่นี้ก็ต้องเรียกพี่เลี้ยงช่วยด้วยหรือ เราไปดูกันเองก็ได้ว่าเป็นตัวอะไร
โซฟี : ไม่เอาหรอก น้องกลัว
ปอล : (หัวเราะ) กลัวอะไรกัน เรื่องแค่นี้เอง แค่เสียงร้องเบา ๆ ก็คงเป็นแค่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง
โซฟี : ไม่รู้ตัวอะไร อาจเป็นงูจงอาง หรือหมาป่าก็ได้นะ!
ปอล : (หัวเราะดังกว่าเดิม) งูนะหรือร้องได้!? หมาป่ายิ่งไม่มีทาง เพราะน้องได้ยินแค่เสียงร้อง
ที่เบามาก ขนาดพี่ที่เล่นอยู่ไม่ไกลยังไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
โซฟี : ฟังดี ๆ สิ พี่ปอล นี่ไงมีเสียงร้องอีกแล้ว พี่ได้ยินไหม?
ปอลเงี่ยหูฟังสักครู่ก็ได้ยินเสียง “เหมียว ๆ” เบามาก ขณะเดียวกันก็เห็นลูกแมว
ผอมโซตัวหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก
ปอล : เป็นลูกแมวที่น่าสงสาร ดูท่าทางไม่สบายมาก เราเข้าไปดูมันใกล้ ๆ กันเถอะ ทั้งสองวิ่ง
ไปที่ลูกแมว และเห็นลูกแมวสีขาว เนื้อตัวเปียกปอนเปื้อนโคลน
โซฟี : เราต้องเรียกพี่เลี้ยงมาช่วยเอามันกลับไปเลี้ยงที่บ้านกันดีกว่า
หลังจากพี่เลี้ยงมาถึง พี่เลี้ยงสังเกตเห็นว่าลูกแมวอ่อนเพลียมากจนแทบขยับตัวไม่ได้ พี่เลี้ยง
จึงช่วยอุ้มลูกแมวและใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อตัว จากนั้นทุกคนก็รีบกลับบ้านพร้อมกับลูกแมวที่หิวโซ
ปอลและโซฟีวิ่งนำหน้าพี่เลี้ยงและเมื่อถึงบ้านก็ตรงเข้าไปในครัวทันทีเพื่อขอให้คนครัวช่วย
อุ่นนมสดใส่จานให้โดยด่วน
คนครัว : อุ่นนมสดใส่จานทำไมหรือคะ
โซฟี : เราพบลูกแมวผอมโซใกล้ตายในป่าละเมาะค่ะ มันคงไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว
ตอนนี้พี่เลี้ยงห่อมันไว้ในผ้าเช็ดหน้าและกำลังเอามันมาที่นี่
อึดใจต่อมาพี่เลี้ยงก็มาถึง วางลูกแมวลงที่พื้นห้องครัว เอาแมวออกจากผ้าเช็ดหน้า ครู่ต่อมา
คนครัวก็นำจานที่ใส่น้ำนมสดอุ่นมาวางข้างแมว ทันทีที่ลูกแมวได้กลิ่นนมสดก็พุ่งหัวเข้ามาที่จาน
และเลียกินน้ำนมจนเกลี้ยงหมดอย่างรวดเร็ว
โซฟี : ดูมันแข็งแรงขึ้นนะ ดูสิ มันกำลังเลียขนทำความสะอาดตัวเองได้แล้ว
ปอล : เราเอามันไปไว้ในห้องของเราได้แล้วใช่ไหมครับ
คนครัว : คุณหนูทั้งสองคะ พี่ว่าให้มันอยู่ในครัวไปก่อนดีกว่า เพราะในครัวมีอากาศอุ่นจากเตาไฟ
และก็มีอาหารให้มันกินมากมาย แถมมันยังมีอิสระที่จะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ตามสบายดีกว่า
ถูกขังอยู่ในห้องนะคะ
ปอล : จริงสิ ตกลงเราให้มันอยู่ในครัวไปก่อนนะ โซฟี
โซฟี : แต่เราต้องเป็นเจ้าของแมวตัวนี้ตลอดไป แล้วจะมาดูมันเมื่อไรก็ได้นะคะ
คนครัว : แน่นอนค่ะคุณหนู จะมาดูมันเมื่อไรก็ได้ค่ะ
โปรดติดตามตอนที่ ( 13 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 13 )
)จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
คนครัวอุ้มแมวไปนอนบนกองขี้เถ้าที่อุ่นอยู่ใกล้เตาไฟ เด็กทั้งสองปล่อยให้แมวนอนต่อไป
บนกองขี้เถ้าในครัว กำชับคนครัวอย่าลืมจัดจานใส่นมสดวางไว้ข้างตัวแมวอยู่เสมอเพื่อให้มัน
สามารถเลียกินนมสดได้เมื่อมันหิว
หลังจากออกจากห้องครัวแล้ว ทั้งสองก็พากันไปที่ห้องรับแขก ปรึกษากันเรื่องการตั้งชื่อ
ให้ลูกแมวซึ่งไม่นานก็ตกลงกันได้ว่าชื่อ “แมวน้อยน่ารัก”
โซฟี : น้องจะไปขอให้แม่ช่วยทำปลอกคอสวย ๆ ให้ “แมวน้อยน่ารัก” ของเรา
ขณะนั้นเอง แม่ของโซฟีเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกพอดี ทั้งสองแย่งกันรายงานเรื่องการพบ
ลูกแมว ตั้งแต่ต้น และจบเรื่องด้วยการขอให้แม่ช่วยทำปลอกคอแมวให้ แม่จึงเดินเข้าไป
ในครัวดูแมวน้อย พร้อมกับวัดความยาวรอบคอของมัน
แม่ : แม่ไม่รู้ว่ามันจะรอดหรือเปล่านะ ดูมันผอมโซจนแทบจะยืนไม่ไหว สงสัยมีเด็กใจร้ายนึก
สนุกกับลูกแมวตัวนี้โดยเอามันไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าละเมาะแล้วให้มันหาทางกลับบ้านเองเป็นแน่
โซฟี : มันก็น่าจะกลับบ้านเองได้ไม่ใช่หรือคะ แม่ เป็นความผิดของมันที่ไม่กลับบ้านเอง
แม่ : มันยังเป็นลูกแมวอยู่เลยนะลูก คงเพิ่งหย่านม และบ้านของมันอาจจะอยู่ไกลมากจากที่ถูก
ปล่อยทิ้งไว้ก็เป็นได้ ถ้ามีคนจับลูกไปปล่อยที่ไกล ๆ และทิ้งให้ลูกอยู่คนเดียว ลูกจะกลับบ้าน
ได้ไหมล่ะ
โซฟี : หนูไม่กลัวหรอกค่ะแม่ หนูจะเดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจนเจอใครเข้าสักคน หรือไม่ก็เดินไป
จนเห็นบ้านสักหลัง แล้วหนูก็จะบอกชื่อหนูกับคนที่หนูเจอและขอให้เขาช่วยพาหนูกลับบ้านค่ะ
แม่ : ลูกแน่ใจหรือว่าคนที่ลูกเจอจะเป็นคนดี เขาอาจกำลังยุ่งอยู่และไม่อยากช่วยลูกก็ได้ แต่จะ
ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นตัวลูกเองก็ยังดีกว่าเป็นแมว เพราะอย่างน้อยลูกก็ยังพูดจาถามตอบกันได้
แต่นี่เป็นแมว มันพูดไม่ได้ และถ้ามันไปเข้าบ้านคนบางคน มันก็อาจโดนไล่ทุบตีหรือโดนฆ่าก็ได้
โซฟี : แต่นี่มันเป็นใครก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ทิ้งลูกแมวให้อดตายในป่า
ปอล : แล้วที่ทิ้งลูกแมวไว้อย่างนั้นน่ะ เขาจะคิดบ้างหรือเปล่าว่าจะมีคนอย่างเราไปพบมัน
แม่ : เขาคงไม่รู้หรอก แต่พระที่ทรงทราบทุกสิ่งและทรงจัดให้ลูกกับพี่ปอลมีโอกาสทำบุญ
ทำความดีกับลูกแมวตัวนี้
โซฟีและปอลไม่ตอบแม่ เพราะอยากไปดูลูกแมว ทั้งสองจึงวิ่งไปในครัวและพบว่าลูกแมว
กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนกองขี้เถ้าอุ่น ๆ มีชามเล็กใส่นมสดวางอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองจึงไม่มีอะไรทำ
กับลูกแมวและพากันไปวิ่งเล่นในสวนหย่อมข้างบ้าน
“แมวน้อยน่ารัก” ไม่ตายและเพียง 2- 3 วันต่อมาก็แข็งแรงเริ่มวิ่งไปไหนมาไหนได้ มันโตขึ้นมาก
ในเวลาเพียง 1 เดือน เป็นแมวสีขาวปลอด ขนยาว จมูกสีชมพู เชื่อง สวยน่ารัก โซฟีรักแมวของ
เธอมาก ส่วนพี่ปอลลูกพี่ลูกน้องก็ชอบมาค้างที่บ้านโซฟีบ่อยขึ้นกว่าเดิมเพราะรักแมวตัวนี้มาก
เช่นกัน บัดนี้แมวที่เคยถูกทอดทิ้งกลายเป็นแมวที่มีความสุขมากที่สุดตัวหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือมันไม่ชอบนก ทุกครั้งที่พาเดินเล่นนอกบ้าน มันชอบ
ปีนไปตามต้นไม้หารังนก และเมื่อมันพบรังนก มันก็จัดการฆ่าและกินลูกนกอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น
มีอยู่ครั้งหนึ่งมันถึงกับฆ่าและกินแม่นกที่พยายามปกป้องลูกน้อยในรังด้วย หลังจากวันนั้น พอมัน
เริ่มปีนต้นไม้ โซฟีและปอลก็จะพยายามตะโกนเรียกและทำท่าทางให้มันลงจากต้นไม้ซึ่งก็ไม่เคยสำเร็จ
เจ้าแมวใจร้ายยังคงพบรังนกและจัดการกินลูกนกที่ส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารต่อไป
โปรดติดตามตอน ที่ ( 14 ) ในวันพรุ่งนี้
)จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
คนครัวอุ้มแมวไปนอนบนกองขี้เถ้าที่อุ่นอยู่ใกล้เตาไฟ เด็กทั้งสองปล่อยให้แมวนอนต่อไป
บนกองขี้เถ้าในครัว กำชับคนครัวอย่าลืมจัดจานใส่นมสดวางไว้ข้างตัวแมวอยู่เสมอเพื่อให้มัน
สามารถเลียกินนมสดได้เมื่อมันหิว
หลังจากออกจากห้องครัวแล้ว ทั้งสองก็พากันไปที่ห้องรับแขก ปรึกษากันเรื่องการตั้งชื่อ
ให้ลูกแมวซึ่งไม่นานก็ตกลงกันได้ว่าชื่อ “แมวน้อยน่ารัก”
โซฟี : น้องจะไปขอให้แม่ช่วยทำปลอกคอสวย ๆ ให้ “แมวน้อยน่ารัก” ของเรา
ขณะนั้นเอง แม่ของโซฟีเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกพอดี ทั้งสองแย่งกันรายงานเรื่องการพบ
ลูกแมว ตั้งแต่ต้น และจบเรื่องด้วยการขอให้แม่ช่วยทำปลอกคอแมวให้ แม่จึงเดินเข้าไป
ในครัวดูแมวน้อย พร้อมกับวัดความยาวรอบคอของมัน
แม่ : แม่ไม่รู้ว่ามันจะรอดหรือเปล่านะ ดูมันผอมโซจนแทบจะยืนไม่ไหว สงสัยมีเด็กใจร้ายนึก
สนุกกับลูกแมวตัวนี้โดยเอามันไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าละเมาะแล้วให้มันหาทางกลับบ้านเองเป็นแน่
โซฟี : มันก็น่าจะกลับบ้านเองได้ไม่ใช่หรือคะ แม่ เป็นความผิดของมันที่ไม่กลับบ้านเอง
แม่ : มันยังเป็นลูกแมวอยู่เลยนะลูก คงเพิ่งหย่านม และบ้านของมันอาจจะอยู่ไกลมากจากที่ถูก
ปล่อยทิ้งไว้ก็เป็นได้ ถ้ามีคนจับลูกไปปล่อยที่ไกล ๆ และทิ้งให้ลูกอยู่คนเดียว ลูกจะกลับบ้าน
ได้ไหมล่ะ
โซฟี : หนูไม่กลัวหรอกค่ะแม่ หนูจะเดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจนเจอใครเข้าสักคน หรือไม่ก็เดินไป
จนเห็นบ้านสักหลัง แล้วหนูก็จะบอกชื่อหนูกับคนที่หนูเจอและขอให้เขาช่วยพาหนูกลับบ้านค่ะ
แม่ : ลูกแน่ใจหรือว่าคนที่ลูกเจอจะเป็นคนดี เขาอาจกำลังยุ่งอยู่และไม่อยากช่วยลูกก็ได้ แต่จะ
ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นตัวลูกเองก็ยังดีกว่าเป็นแมว เพราะอย่างน้อยลูกก็ยังพูดจาถามตอบกันได้
แต่นี่เป็นแมว มันพูดไม่ได้ และถ้ามันไปเข้าบ้านคนบางคน มันก็อาจโดนไล่ทุบตีหรือโดนฆ่าก็ได้
โซฟี : แต่นี่มันเป็นใครก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ทิ้งลูกแมวให้อดตายในป่า
ปอล : แล้วที่ทิ้งลูกแมวไว้อย่างนั้นน่ะ เขาจะคิดบ้างหรือเปล่าว่าจะมีคนอย่างเราไปพบมัน
แม่ : เขาคงไม่รู้หรอก แต่พระที่ทรงทราบทุกสิ่งและทรงจัดให้ลูกกับพี่ปอลมีโอกาสทำบุญ
ทำความดีกับลูกแมวตัวนี้
โซฟีและปอลไม่ตอบแม่ เพราะอยากไปดูลูกแมว ทั้งสองจึงวิ่งไปในครัวและพบว่าลูกแมว
กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนกองขี้เถ้าอุ่น ๆ มีชามเล็กใส่นมสดวางอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองจึงไม่มีอะไรทำ
กับลูกแมวและพากันไปวิ่งเล่นในสวนหย่อมข้างบ้าน
“แมวน้อยน่ารัก” ไม่ตายและเพียง 2- 3 วันต่อมาก็แข็งแรงเริ่มวิ่งไปไหนมาไหนได้ มันโตขึ้นมาก
ในเวลาเพียง 1 เดือน เป็นแมวสีขาวปลอด ขนยาว จมูกสีชมพู เชื่อง สวยน่ารัก โซฟีรักแมวของ
เธอมาก ส่วนพี่ปอลลูกพี่ลูกน้องก็ชอบมาค้างที่บ้านโซฟีบ่อยขึ้นกว่าเดิมเพราะรักแมวตัวนี้มาก
เช่นกัน บัดนี้แมวที่เคยถูกทอดทิ้งกลายเป็นแมวที่มีความสุขมากที่สุดตัวหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือมันไม่ชอบนก ทุกครั้งที่พาเดินเล่นนอกบ้าน มันชอบ
ปีนไปตามต้นไม้หารังนก และเมื่อมันพบรังนก มันก็จัดการฆ่าและกินลูกนกอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น
มีอยู่ครั้งหนึ่งมันถึงกับฆ่าและกินแม่นกที่พยายามปกป้องลูกน้อยในรังด้วย หลังจากวันนั้น พอมัน
เริ่มปีนต้นไม้ โซฟีและปอลก็จะพยายามตะโกนเรียกและทำท่าทางให้มันลงจากต้นไม้ซึ่งก็ไม่เคยสำเร็จ
เจ้าแมวใจร้ายยังคงพบรังนกและจัดการกินลูกนกที่ส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสารต่อไป
โปรดติดตามตอน ที่ ( 14 ) ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 14 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
วันหนึ่ง หลังจากมันจัดการกับลูกนกจนอิ่มแล้ว มันก็ปีนลงจากต้นไม้และถูกโซฟีใช้ไม้
ตีอย่างแรง หลังจากวันนั้น มันก็เรียนรู้วิธีหลบการถูกตี คือเมื่อกินลูกนกแล้ว มันยังคง
อยู่บนต้นไม้ต่อไปอีกนานจนโซฟีเบื่อและจำต้องกลับเข้าบ้านโดยไม่มีแมว มีอยู่ครั้งหนึ่ง
มันใช้วิธีปีนต้นไม้ลงมาราวครึ่งต้น แล้วก็กระโดดไปไกลลงบนพื้นที่อยู่ห่างจากโซฟีและ
เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว โซฟีจึงทำอะไรมันไม่ได้ เด็กทั้งสองทำได้เพียงตะโกนไปที่แมวว่า
“แกระวังตัวให้ดีนะ พระเจ้าจะลงโทษความโหดร้ายของแกสักวันหนึ่ง” แต่ “แมวน้อยน่ารัก”
ก็หาได้ฟังคำเตือนไม่
สองวันต่อมา แม่ของโซฟีนำนกน่ารักตัวหนึ่งที่อยู่ในกรงสีทองเป็นประกายมาตั้งไว้
ที่ริมหน้าต่างในห้องรับแขก
แม่ : ดูนี่สิ! นี่เป็นนกคีรีบูนที่เพื่อนแม่คนหนึ่งเพิ่งให้แม่มา มันร้องเพลงได้ด้วย
โซฟีและปอล : (พูดพร้อมกัน) อยากฟังมันร้องเพลงจังเลย!
แม่ : แม่จะทำให้มันร้องเพลง แต่อย่าเข้ามาอยู่ใกล้กรงเกินไปนะ เดี๋ยวมันกลัว...
แล้วแม่ก็พูดเบา ๆ กับนกในกรงซ้ำไปซ้ำมาอยู่ 3 - 4 ครั้งว่า “นกน้อยจ๊ะ ร้องเพลงได้แล้ว”
นกน้อยหยุดกระโดดไปมา เงียหัวฟังแม่พูด มันขยับตัวไปมาสักครู่ แล้วก็เริ่มส่งเสียงร้องเป็น
เพลงกล่อมเด็กสั้น ๆ 2 เพลง
เด็กทั้งสองฟังนกร้องเพลงอย่างตั้งใจพร้อมกับโคลงศีรษะไปมาตามเสียงเพลง และเมื่อ
นกหยุดร้องเพลงแล้ว ปอลก็พูดขึ้นว่า “คุณป้าครับ มันร้องเพลงได้เพราะมาก ผมอยากฟังมัน
ร้องเพลงทั้งวันเลยครับ”
ป้า : ไม่ได้หรอก ตอนนี้มันเหนื่อยแล้ว รอไว้หลังกินข้าวเย็นแล้ว ป้าจะให้มันร้องเพลงให้ทุกคน
ฟังอีก ทำอย่างนี้สิ ตอนนี้ พวกเธอไปที่สวน ถามคนทำสวนว่าตรงไหนมีหนอนและแมลงตัวเล็ก ๆ
แล้วพวกเธอก็ช่วยกันจับหนอนและแมลงมาให้มันกิน
เด็กทั้งสอนรีบวิ่งไปที่สวนผักและไม่นานก็กลับมาที่ห้องรับแขกพร้อมกับหนอนและแมลงมากมาย
แม่แง้มประตูกรงและเอาหนอนกับแมลงใส่ในกล่องอาหารนกที่แขวนอยู่ในกรง จากนั้นทุกคนก็ดู
นกจิกกินหนอนและแมลงในกล่องอย่างร่าเริงขณะที่แม่ปิดประตูกรงไว้อย่างเดิม หลังจากนั้นทุกคน
ก็ไปที่ห้องอาหาร
ระหว่างการรับประทานอาหารเย็นวันนั้น ทุกคนคุยกันถึงลักษณะต่าง ๆ ของนกคีรีบูนอย่างสนุกสนาน
และหลังอาหาร ทุกคนต่างรีบเดินตรงไปที่ห้องรับแขก แต่ขณะที่กำลังย่างเท้าเข้าห้องรับแขกนั้นเอง
ทุกคนก็ได้ยินเสียงแหลมกรีดร้องของนก ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนคือ กรงนกตกอยู่ที่พื้นห้อง ซี่กรง
หลายซี่บิดเบี้ยว ประตูกรงเปิดค้างอยู่ และเห็นปากของเจ้า “แมวน้อยน่ารัก”คาบนกคีรีบูนอยู่ แม่ของ
โซฟีคว้าเบาะรองเก้าอี้ขว้างไปที่แมวทันที แต่มันกระโดดหลบอย่างรวดเร็วและวิ่งหนีออกจากประตู
ห้องรับแขกไปตามทางเดินผ่านห้องต่าง ๆ
เนื่องจากวันนั้น พ่อของโซฟีอยู่บ้านด้วย พ่อจึงช่วยวิ่งไล่กวดแมวไปติด ๆ และสามารถใช้ไม้กวาดตี
ไปที่หัวของแมวอย่างแรงจนแมวหงายหลังพร้อมกับคายนกที่ร่างไม่ไหวติงแล้วออกจากปาก เนื่องจาก
พ่อของโซฟีตีไปที่หัวแมวแรงมาก หลังจากมันล้มหงายหลังและคายนกออกจากปากแล้ว มันก็ดิ้นไป
มาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชักกระตุกเป็นครั้งสุดท้ายและตายไปเช่นเดียวกับนก ขณะเดียวกัน แม่และ
เด็กทั้งสองก็วิ่งตามไปถึงที่พ่อใช้ไม้กวาดตีหัวแมวตายพอดี
โซฟี : โธ่เอ๋ย “แมวน้อยน่ารัก”ของหนู!
ปอล : โธ่เอ๋ย นกคีรีบูนเสียงหวาน!
แม่ : พ่อทำได้ยังไงน่ะ เล่นตีซะแรงทีเดียวเลย!
พ่อ : พ่อก็แค่อยากจะตีเจ้าแมวใจร้ายให้มันปล่อยนกที่น่าสงสารที่มันคาบอยู่ในปากเท่านั้นเอง
เจ้าแมวน่ะเป็นตัวร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์ และตอนนี้มันก็จะทำร้ายกินลูกนกและสัตว์อื่นที่ตัวเล็กกว่ามัน
ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ที่จริงพ่อก็ไม่ได้ตั้งใจจะตีมันแรงจนตายหรอกนะ
โซฟีไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ ได้แต่ร้องไห้เพราะแมวที่เธอรักของเธอตาย แม้จะเป็นแมวที่
ร้ายกาจตัวหนึ่งก็ตาม
ปอล : พี่เคยบอกน้องโซฟีแล้วว่า วันหนึ่งพระเจ้าจะต้องลงโทษที่มันใจร้ายกับลูกนกในรัง
แต่ก็น่าสงสารนะ โธ่เอ๋ย! “แมวน้อยน่ารัก”ที่ต้องตายไปเพราะความผิดของมันเอง
โปรดติดตามตอนที่ ( 1 5 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
วันหนึ่ง หลังจากมันจัดการกับลูกนกจนอิ่มแล้ว มันก็ปีนลงจากต้นไม้และถูกโซฟีใช้ไม้
ตีอย่างแรง หลังจากวันนั้น มันก็เรียนรู้วิธีหลบการถูกตี คือเมื่อกินลูกนกแล้ว มันยังคง
อยู่บนต้นไม้ต่อไปอีกนานจนโซฟีเบื่อและจำต้องกลับเข้าบ้านโดยไม่มีแมว มีอยู่ครั้งหนึ่ง
มันใช้วิธีปีนต้นไม้ลงมาราวครึ่งต้น แล้วก็กระโดดไปไกลลงบนพื้นที่อยู่ห่างจากโซฟีและ
เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว โซฟีจึงทำอะไรมันไม่ได้ เด็กทั้งสองทำได้เพียงตะโกนไปที่แมวว่า
“แกระวังตัวให้ดีนะ พระเจ้าจะลงโทษความโหดร้ายของแกสักวันหนึ่ง” แต่ “แมวน้อยน่ารัก”
ก็หาได้ฟังคำเตือนไม่
สองวันต่อมา แม่ของโซฟีนำนกน่ารักตัวหนึ่งที่อยู่ในกรงสีทองเป็นประกายมาตั้งไว้
ที่ริมหน้าต่างในห้องรับแขก
แม่ : ดูนี่สิ! นี่เป็นนกคีรีบูนที่เพื่อนแม่คนหนึ่งเพิ่งให้แม่มา มันร้องเพลงได้ด้วย
โซฟีและปอล : (พูดพร้อมกัน) อยากฟังมันร้องเพลงจังเลย!
แม่ : แม่จะทำให้มันร้องเพลง แต่อย่าเข้ามาอยู่ใกล้กรงเกินไปนะ เดี๋ยวมันกลัว...
แล้วแม่ก็พูดเบา ๆ กับนกในกรงซ้ำไปซ้ำมาอยู่ 3 - 4 ครั้งว่า “นกน้อยจ๊ะ ร้องเพลงได้แล้ว”
นกน้อยหยุดกระโดดไปมา เงียหัวฟังแม่พูด มันขยับตัวไปมาสักครู่ แล้วก็เริ่มส่งเสียงร้องเป็น
เพลงกล่อมเด็กสั้น ๆ 2 เพลง
เด็กทั้งสองฟังนกร้องเพลงอย่างตั้งใจพร้อมกับโคลงศีรษะไปมาตามเสียงเพลง และเมื่อ
นกหยุดร้องเพลงแล้ว ปอลก็พูดขึ้นว่า “คุณป้าครับ มันร้องเพลงได้เพราะมาก ผมอยากฟังมัน
ร้องเพลงทั้งวันเลยครับ”
ป้า : ไม่ได้หรอก ตอนนี้มันเหนื่อยแล้ว รอไว้หลังกินข้าวเย็นแล้ว ป้าจะให้มันร้องเพลงให้ทุกคน
ฟังอีก ทำอย่างนี้สิ ตอนนี้ พวกเธอไปที่สวน ถามคนทำสวนว่าตรงไหนมีหนอนและแมลงตัวเล็ก ๆ
แล้วพวกเธอก็ช่วยกันจับหนอนและแมลงมาให้มันกิน
เด็กทั้งสอนรีบวิ่งไปที่สวนผักและไม่นานก็กลับมาที่ห้องรับแขกพร้อมกับหนอนและแมลงมากมาย
แม่แง้มประตูกรงและเอาหนอนกับแมลงใส่ในกล่องอาหารนกที่แขวนอยู่ในกรง จากนั้นทุกคนก็ดู
นกจิกกินหนอนและแมลงในกล่องอย่างร่าเริงขณะที่แม่ปิดประตูกรงไว้อย่างเดิม หลังจากนั้นทุกคน
ก็ไปที่ห้องอาหาร
ระหว่างการรับประทานอาหารเย็นวันนั้น ทุกคนคุยกันถึงลักษณะต่าง ๆ ของนกคีรีบูนอย่างสนุกสนาน
และหลังอาหาร ทุกคนต่างรีบเดินตรงไปที่ห้องรับแขก แต่ขณะที่กำลังย่างเท้าเข้าห้องรับแขกนั้นเอง
ทุกคนก็ได้ยินเสียงแหลมกรีดร้องของนก ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนคือ กรงนกตกอยู่ที่พื้นห้อง ซี่กรง
หลายซี่บิดเบี้ยว ประตูกรงเปิดค้างอยู่ และเห็นปากของเจ้า “แมวน้อยน่ารัก”คาบนกคีรีบูนอยู่ แม่ของ
โซฟีคว้าเบาะรองเก้าอี้ขว้างไปที่แมวทันที แต่มันกระโดดหลบอย่างรวดเร็วและวิ่งหนีออกจากประตู
ห้องรับแขกไปตามทางเดินผ่านห้องต่าง ๆ
เนื่องจากวันนั้น พ่อของโซฟีอยู่บ้านด้วย พ่อจึงช่วยวิ่งไล่กวดแมวไปติด ๆ และสามารถใช้ไม้กวาดตี
ไปที่หัวของแมวอย่างแรงจนแมวหงายหลังพร้อมกับคายนกที่ร่างไม่ไหวติงแล้วออกจากปาก เนื่องจาก
พ่อของโซฟีตีไปที่หัวแมวแรงมาก หลังจากมันล้มหงายหลังและคายนกออกจากปากแล้ว มันก็ดิ้นไป
มาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชักกระตุกเป็นครั้งสุดท้ายและตายไปเช่นเดียวกับนก ขณะเดียวกัน แม่และ
เด็กทั้งสองก็วิ่งตามไปถึงที่พ่อใช้ไม้กวาดตีหัวแมวตายพอดี
โซฟี : โธ่เอ๋ย “แมวน้อยน่ารัก”ของหนู!
ปอล : โธ่เอ๋ย นกคีรีบูนเสียงหวาน!
แม่ : พ่อทำได้ยังไงน่ะ เล่นตีซะแรงทีเดียวเลย!
พ่อ : พ่อก็แค่อยากจะตีเจ้าแมวใจร้ายให้มันปล่อยนกที่น่าสงสารที่มันคาบอยู่ในปากเท่านั้นเอง
เจ้าแมวน่ะเป็นตัวร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์ และตอนนี้มันก็จะทำร้ายกินลูกนกและสัตว์อื่นที่ตัวเล็กกว่ามัน
ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ที่จริงพ่อก็ไม่ได้ตั้งใจจะตีมันแรงจนตายหรอกนะ
โซฟีไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ ได้แต่ร้องไห้เพราะแมวที่เธอรักของเธอตาย แม้จะเป็นแมวที่
ร้ายกาจตัวหนึ่งก็ตาม
ปอล : พี่เคยบอกน้องโซฟีแล้วว่า วันหนึ่งพระเจ้าจะต้องลงโทษที่มันใจร้ายกับลูกนกในรัง
แต่ก็น่าสงสารนะ โธ่เอ๋ย! “แมวน้อยน่ารัก”ที่ต้องตายไปเพราะความผิดของมันเอง
โปรดติดตามตอนที่ ( 1 5 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 15 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 9. เต่า
โซฟีเป็นเด็กรักสัตว์ เธอเคยมีความสุขกับไก่ แมว ลูกปลา ด้วง แมวและนก อย่างไรก็ตาม
แม่ไม่อยากให้เธอเลี้ยงสุนัขเพราะกลัวว่า มันอาจติดเชื้อเป็นสุนัขบ้าได้ และต่อมาวันหนึ่ง
โซฟีก็ถามแม่ว่า “หนูจะเลี้ยงตัวอะไรดีนะ มันต้องไม่ดุร้าย และก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วแบบแมว
หรือบินหนีไปได้อย่างนก แล้วก็ต้องเลี้ยงง่ายด้วย
แม่ : แม่คิดว่าน่าจะเป็น “เต่า”นะลูก
โซฟี : จริงด้วยค่ะแม่! เต่าเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน แล้วก็วิ่งหนีไปไหนไม่ได้เพราะมันเดินช้า
แม่ : (หัวเราะ) ถ้ามันคิดจะหนี ลูกก็สามารถตามเอากลับมาได้ง่าย
โซฟี : ตกลงซื้อเต่าให้หนูนะคะ, แม่
แม่ : อย่าบ้าไปหน่อยเลย แม่แค่พูดเล่นเท่านั้นแหละ มันเป็นสัตว์ที่หน้าตาน่าเกลียดจะตายไป
ทั้งตัวก็หนักและมีท่าทางน่าเบื่อหน่ายด้วย แม่ไม่คิดว่าลูกจะชอบมันหรอก
โซฟี : ได้โปรดเถอะค่ะแม่ หนูไม่มีวันจะเบื่อเต่าอย่างแน่นอน หนูจะทำตัวเป็นลูกที่ดีนะคะแม่
แม่ : เมื่อลูกอยากเลี้ยงสัตว์ที่น่าตาน่าเกลียดก็ตามใจ แต่ลูกต้องยอมรับเงื่อนไข 2 ข้อก่อนนะ
ข้อแรกคือ ลูกจะปล่อยให้เต่าอดตายไม่ได้ และข้อสองคือ ถ้าลูกก่อเรื่องใหญ่ขึ้นเมื่อไร
แม่จะยึดเต่าคืนทันที
โซฟี : ตกลงค่ะแม่ แล้วเมื่อไหร่หนูจะได้เต่าล่ะคะ
แม่ : วันมะรืนนี้ลูกจะได้เต่า เช้าวันนี้อีกสักประเดี๋ยวแม่จะเขียนจดหมายส่งถึงพ่อที่ปารีส ให้พ่อ
ช่วยซื้อเต่าตัวหนึ่งที่นั่นให้ พรุ่งนี้เย็นพ่อน่าจะฝากส่งเต่าที่ซื้อกับไปรษณีย์รถม้า และลูกก็คงจะ
ได้เต่าเช้าวันมะรืนนี้
โซฟี : ขอบคุณแม่มากค่ะ พรุ่งนี้พี่ปอลก็จะมาพักอยู่กับเราตั้ง 2 อาทิตย์พอดี เราคงจะได้สนุก
กับเต่าอย่างเต็มที่เลย
วันรุ่งขึ้น โซฟีดีใจมากเมื่อป้าพาพี่ปอลมาพักที่บ้าน หลังจากโซฟีบอกพี่ปอลว่าเธอกำลัง
รอรับเต่าตัวหนึ่งที่พ่อซื้อและจะมาถึงในวันรุ่งขึ้น พี่ปอลก็พูดล้อเล่นน้องโซฟีว่า “แล้วน้องจะเอา
เต่าไปเล่นให้สนุกได้ยังไงกัน เต่ามันหน้าตาน่าเกลียดจะตายไป”
โซฟี : เราจะใช้ฟางข้าวทำเป็นที่นอนให้มัน เอาผักสลัดให้กินแล้วก็อุ้มไปวางบนพื้นหญ้าที่สนาม
ดูมันคลานไปคลานมา เราต้องสนุกกับมันอย่างแน่นอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เต่าก็มาถึง มันหดขาและหัวอยู่ในกระดองตลอดเวลา ตัวมันใหญ่พอ ๆ กับจานข้าว
กระดองหลังโค้งสูงราวกับฝาชีครอบอาหารบนโต๊ะ สีดำหม่นไม่สวยเลย ผิวหนังหยาบเป็นเกล็ด
และเนื้อตัวสกปรก
ปอล : เต่าอะไรกันนี่ น่าเกลียดจัง!
โซฟี : (หงุดหงิด) น้องว่ามันก็ดูสวยใช้ได้นะ
ปอล : (ทำท่าเยาะเย้ย) หน้าก็สวยแถมยังยิ้มเก่งด้วยนะ
โซฟี : ไม่ต้องพูดอีกแล้ว พี่แกล้งพูดล้อน้องอยู่ใช่ไหมล่ะ
ปอล : (ยังคงล้อเล่นต่อ) ที่พี่ชอบมากที่สุดคือ มันมีรูปงามและท่าเดินก็สง่าน่าเกรงขาม
โซฟี : (โกรธ) ขืนพูดล้อเล่นมันอีก น้องจะเอาเต่าไปที่อื่นนะ
ปอล : ช่วยเอาไปให้พ้นหน้าพี่ได้เลย พี่ไม่ชอบหน้ามันหรอก
โปรดติดตามตอนที่ ( 16 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
@บทที่ 9. เต่า
โซฟีเป็นเด็กรักสัตว์ เธอเคยมีความสุขกับไก่ แมว ลูกปลา ด้วง แมวและนก อย่างไรก็ตาม
แม่ไม่อยากให้เธอเลี้ยงสุนัขเพราะกลัวว่า มันอาจติดเชื้อเป็นสุนัขบ้าได้ และต่อมาวันหนึ่ง
โซฟีก็ถามแม่ว่า “หนูจะเลี้ยงตัวอะไรดีนะ มันต้องไม่ดุร้าย และก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วแบบแมว
หรือบินหนีไปได้อย่างนก แล้วก็ต้องเลี้ยงง่ายด้วย
แม่ : แม่คิดว่าน่าจะเป็น “เต่า”นะลูก
โซฟี : จริงด้วยค่ะแม่! เต่าเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน แล้วก็วิ่งหนีไปไหนไม่ได้เพราะมันเดินช้า
แม่ : (หัวเราะ) ถ้ามันคิดจะหนี ลูกก็สามารถตามเอากลับมาได้ง่าย
โซฟี : ตกลงซื้อเต่าให้หนูนะคะ, แม่
แม่ : อย่าบ้าไปหน่อยเลย แม่แค่พูดเล่นเท่านั้นแหละ มันเป็นสัตว์ที่หน้าตาน่าเกลียดจะตายไป
ทั้งตัวก็หนักและมีท่าทางน่าเบื่อหน่ายด้วย แม่ไม่คิดว่าลูกจะชอบมันหรอก
โซฟี : ได้โปรดเถอะค่ะแม่ หนูไม่มีวันจะเบื่อเต่าอย่างแน่นอน หนูจะทำตัวเป็นลูกที่ดีนะคะแม่
แม่ : เมื่อลูกอยากเลี้ยงสัตว์ที่น่าตาน่าเกลียดก็ตามใจ แต่ลูกต้องยอมรับเงื่อนไข 2 ข้อก่อนนะ
ข้อแรกคือ ลูกจะปล่อยให้เต่าอดตายไม่ได้ และข้อสองคือ ถ้าลูกก่อเรื่องใหญ่ขึ้นเมื่อไร
แม่จะยึดเต่าคืนทันที
โซฟี : ตกลงค่ะแม่ แล้วเมื่อไหร่หนูจะได้เต่าล่ะคะ
แม่ : วันมะรืนนี้ลูกจะได้เต่า เช้าวันนี้อีกสักประเดี๋ยวแม่จะเขียนจดหมายส่งถึงพ่อที่ปารีส ให้พ่อ
ช่วยซื้อเต่าตัวหนึ่งที่นั่นให้ พรุ่งนี้เย็นพ่อน่าจะฝากส่งเต่าที่ซื้อกับไปรษณีย์รถม้า และลูกก็คงจะ
ได้เต่าเช้าวันมะรืนนี้
โซฟี : ขอบคุณแม่มากค่ะ พรุ่งนี้พี่ปอลก็จะมาพักอยู่กับเราตั้ง 2 อาทิตย์พอดี เราคงจะได้สนุก
กับเต่าอย่างเต็มที่เลย
วันรุ่งขึ้น โซฟีดีใจมากเมื่อป้าพาพี่ปอลมาพักที่บ้าน หลังจากโซฟีบอกพี่ปอลว่าเธอกำลัง
รอรับเต่าตัวหนึ่งที่พ่อซื้อและจะมาถึงในวันรุ่งขึ้น พี่ปอลก็พูดล้อเล่นน้องโซฟีว่า “แล้วน้องจะเอา
เต่าไปเล่นให้สนุกได้ยังไงกัน เต่ามันหน้าตาน่าเกลียดจะตายไป”
โซฟี : เราจะใช้ฟางข้าวทำเป็นที่นอนให้มัน เอาผักสลัดให้กินแล้วก็อุ้มไปวางบนพื้นหญ้าที่สนาม
ดูมันคลานไปคลานมา เราต้องสนุกกับมันอย่างแน่นอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เต่าก็มาถึง มันหดขาและหัวอยู่ในกระดองตลอดเวลา ตัวมันใหญ่พอ ๆ กับจานข้าว
กระดองหลังโค้งสูงราวกับฝาชีครอบอาหารบนโต๊ะ สีดำหม่นไม่สวยเลย ผิวหนังหยาบเป็นเกล็ด
และเนื้อตัวสกปรก
ปอล : เต่าอะไรกันนี่ น่าเกลียดจัง!
โซฟี : (หงุดหงิด) น้องว่ามันก็ดูสวยใช้ได้นะ
ปอล : (ทำท่าเยาะเย้ย) หน้าก็สวยแถมยังยิ้มเก่งด้วยนะ
โซฟี : ไม่ต้องพูดอีกแล้ว พี่แกล้งพูดล้อน้องอยู่ใช่ไหมล่ะ
ปอล : (ยังคงล้อเล่นต่อ) ที่พี่ชอบมากที่สุดคือ มันมีรูปงามและท่าเดินก็สง่าน่าเกรงขาม
โซฟี : (โกรธ) ขืนพูดล้อเล่นมันอีก น้องจะเอาเต่าไปที่อื่นนะ
ปอล : ช่วยเอาไปให้พ้นหน้าพี่ได้เลย พี่ไม่ชอบหน้ามันหรอก
โปรดติดตามตอนที่ ( 16 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 16 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
โซฟีโมโหมากและทำท่ายกมือขึ้นจะตีพี่ปอล แต่ก็นึกได้พอดีถึงเงื่อนไขที่ได้สัญญาไว้กับ
แม่ว่าจะไม่ก่อเรื่องใหญ่อีก มิฉะนั้นแม่จะเอาเต่าคืน โซฟีจึงได้แต่ทำท่าหัวฟัดหัวเหวี่ยง
เท่านั้น หลังจากนั้นโซฟีก็อยากจะเอาเต่าไปวางบนพื้นหญ้าที่สนาม โซฟีจึงพยายามยก
เต่าขึ้น แต่ยกขึ้นได้เพียงนิดเดียว เต่าก็หลุดมือตกลงไปที่พื้นอีก
ปอลเริ่มสำนึกได้ว่าตนแกล้งหยอกล้อน้องมากเกินไปจึงรีบเข้ามาช่วย และทั้งสองก็ช่วยกัน
ยกเต่ามาวางไว้บนพื้นหญ้าจนสำเร็จ หลังจากวางเต่าบนพื้นหญ้าได้ไม่นาน เต่าเมื่อได้กลิ่นหญ้า
ก็ค่อย ๆ โผล่หัว ยืดขาออกและเริ่มกินหญ้าขณะที่ทั้งสองดูเต่ากินหญ้าด้วยความประหลาดใจ
โซฟี : พี่เห็นไหม มันไม่ใช่เต่าโง่เง่า และก็ไม่ใช่สัตว์ที่น่าเบื่อ
ปอล : ก็จริงนะ แต่รูปร่างมันดูยังไงก็ไม่สวย
โซฟี : สำหรับเรื่องความสวยนั้น น้องยอมรับว่าหน้าตาของมันไม่สวยเท่าไรนัก
ปอล : แล้วขาของมันก็น่าเกลียดด้วยนะ
ทั้งสองช่วยกันเลี้ยงดูเต่าได้ 10 วันโดยไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ทุกวันมันได้กินหญ้าและ
ผักสลัด ทั้งสองช่วยกันเอาหญ้าแห้งมากองทำเป็นที่นอนให้เต่าที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ และทุกเย็น
ก่อนถึงเวลาอาหารก็ช่วยกันยกเต่ามาวางบนกองหญ้านี้ เต่าก็ดูมีความสุขดี
วันต่อมาอากาศค่อนข้างร้อนโดยเฉพาะในตอนบ่าย โซฟีจึงคิดว่าน่าจะให้เต่าได้อาบน้ำให้สดชื่น
ขึ้นบ้าง โซฟีจึงคิดจะเอาเต่าไปอาบน้ำในบ่อน้ำข้างสวนผัก จากนั้นก็เรียกพี่ปอลมาช่วยยกเต่า
โซฟี : พี่ปอลค่ะ เราช่วยกันเอาเต่าไปอาบน้ำในบ่อตรงนั้นกันหน่อย น้ำในบ่อทั้งสะอาดและเย็นดี
ปอล : พี่กลัวจะทำมันไม่สบายนะ
โซฟี : น้องว่า เต่าทุกตัวชอบอาบน้ำ มันคงจะว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกแน่นอน
ปอล : น้องรู้ได้ยังไงว่าเต่าทุกตัวชอบน้ำ พี่ว่ามันไม่ชอบน้ำหรอก
โซฟี : น้องแน่ใจว่าเต่าทุกตัวชอบน้ำมาก คิดดูสิ มีกุ้งตัวไหนบ้างที่ไม่ชอบน้ำ มีหอยตัวไหนบ้างที่ไม่ชอบน้ำ
ทั้งกุ้งและหอยก็คล้ายกับเต่านั่นแหละ สัตว์พวกนี้ชอบน้ำทั้งนั้นเหมือนกันหมด
โปรดติดตามตอนที่ (. 17 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
โซฟีโมโหมากและทำท่ายกมือขึ้นจะตีพี่ปอล แต่ก็นึกได้พอดีถึงเงื่อนไขที่ได้สัญญาไว้กับ
แม่ว่าจะไม่ก่อเรื่องใหญ่อีก มิฉะนั้นแม่จะเอาเต่าคืน โซฟีจึงได้แต่ทำท่าหัวฟัดหัวเหวี่ยง
เท่านั้น หลังจากนั้นโซฟีก็อยากจะเอาเต่าไปวางบนพื้นหญ้าที่สนาม โซฟีจึงพยายามยก
เต่าขึ้น แต่ยกขึ้นได้เพียงนิดเดียว เต่าก็หลุดมือตกลงไปที่พื้นอีก
ปอลเริ่มสำนึกได้ว่าตนแกล้งหยอกล้อน้องมากเกินไปจึงรีบเข้ามาช่วย และทั้งสองก็ช่วยกัน
ยกเต่ามาวางไว้บนพื้นหญ้าจนสำเร็จ หลังจากวางเต่าบนพื้นหญ้าได้ไม่นาน เต่าเมื่อได้กลิ่นหญ้า
ก็ค่อย ๆ โผล่หัว ยืดขาออกและเริ่มกินหญ้าขณะที่ทั้งสองดูเต่ากินหญ้าด้วยความประหลาดใจ
โซฟี : พี่เห็นไหม มันไม่ใช่เต่าโง่เง่า และก็ไม่ใช่สัตว์ที่น่าเบื่อ
ปอล : ก็จริงนะ แต่รูปร่างมันดูยังไงก็ไม่สวย
โซฟี : สำหรับเรื่องความสวยนั้น น้องยอมรับว่าหน้าตาของมันไม่สวยเท่าไรนัก
ปอล : แล้วขาของมันก็น่าเกลียดด้วยนะ
ทั้งสองช่วยกันเลี้ยงดูเต่าได้ 10 วันโดยไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ทุกวันมันได้กินหญ้าและ
ผักสลัด ทั้งสองช่วยกันเอาหญ้าแห้งมากองทำเป็นที่นอนให้เต่าที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ และทุกเย็น
ก่อนถึงเวลาอาหารก็ช่วยกันยกเต่ามาวางบนกองหญ้านี้ เต่าก็ดูมีความสุขดี
วันต่อมาอากาศค่อนข้างร้อนโดยเฉพาะในตอนบ่าย โซฟีจึงคิดว่าน่าจะให้เต่าได้อาบน้ำให้สดชื่น
ขึ้นบ้าง โซฟีจึงคิดจะเอาเต่าไปอาบน้ำในบ่อน้ำข้างสวนผัก จากนั้นก็เรียกพี่ปอลมาช่วยยกเต่า
โซฟี : พี่ปอลค่ะ เราช่วยกันเอาเต่าไปอาบน้ำในบ่อตรงนั้นกันหน่อย น้ำในบ่อทั้งสะอาดและเย็นดี
ปอล : พี่กลัวจะทำมันไม่สบายนะ
โซฟี : น้องว่า เต่าทุกตัวชอบอาบน้ำ มันคงจะว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกแน่นอน
ปอล : น้องรู้ได้ยังไงว่าเต่าทุกตัวชอบน้ำ พี่ว่ามันไม่ชอบน้ำหรอก
โซฟี : น้องแน่ใจว่าเต่าทุกตัวชอบน้ำมาก คิดดูสิ มีกุ้งตัวไหนบ้างที่ไม่ชอบน้ำ มีหอยตัวไหนบ้างที่ไม่ชอบน้ำ
ทั้งกุ้งและหอยก็คล้ายกับเต่านั่นแหละ สัตว์พวกนี้ชอบน้ำทั้งนั้นเหมือนกันหมด
โปรดติดตามตอนที่ (. 17 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 17 )
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
หลังจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยกเต่าที่กำลังตากแดดอยู่อย่างสงบบนพื้นหญ้าในสนาม
พอยกเต่าไปถึงขอบบ่อ ทั้งสองก็ค่อย ๆ วางเต่าลงน้ำ และทันทีที่เต่ารู้สึกว่าตัวมันเริ่มอยู่ในน้ำ
มันก็กางขาทั้งสี่ตะกุยไปมาพร้อมกับยกหัวขึ้นสูงชันทันที แล้วเต่าที่ตัวหนักมากก็หลุดมือเด็ก
ทั้งสองจมดิ่งลงไปที่ก้นบ่ออย่างรวดเร็ว เด็กทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวและรีบวิ่งไปที่บ้านพัก
ของคนทำสวนทันที
คนทำสวนทราบดีว่าเต่าที่เด็กเลี้ยงอยู่เป็นเต่าบก (tortoise) มิใช่เต่าน้ำ (turtle) ดังนั้น
เต่าบกจะจมน้ำตายเพราะมันมีหลังโค้งสูงไม่เพรียวและขาคู่หลังก็สูงเดินคล้ายขาช้าง ไม่มีพังผืด
ว่ายน้ำไม่ได้ คนทำสวนรีบวิ่งมาที่บ่อและกระโดดลงไปในบ่อพร้อมกับลากเต่าที่ดิ้นอยู่ที่ก้นบ่อ
ได้สำเร็จซึ่งกว่าจะเรียบร้อยก็ใช้เวลาอยู่นานพอควร
คนทำสวนเอาเต่าไปวางข้างเตาไฟให้ตัวแห้งขณะที่เต่าหดทั้งหัวและขาอยู่ในกระดองและ
ไม่กระดุกกระดิกตัวเลย เมื่อเห็นว่าเต่าอยู่ข้างเตาไฟจนแห้งดีแล้ว ทั้งสองก็ทำท่าจะยกเต่าขึ้นมา
เพื่อนำมาวางตากแดดบนพื้นหญ้าอีกครั้งหนึ่ง แต่คนทำสวนพูดขึ้นว่า “รอก่อนครับ เดี๋ยวผมจะ
ยกเต่าไปวางที่พื้นหญ้าให้เอง แต่ผมสงสัยว่ามันคงจะไม่กินอะไรอีกแล้ว”
โซฟี : คุณลุงว่าการอาบน้ำเต่าทำให้มันไม่สบายได้หรือคะ
คนทำสวน : มันต้องแย่แน่ครับ เพราะมันไม่ชอบน้ำ
ปอล : มันจะป่วยไหมนี่ครับ
คนทำสวน : ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันจะป่วยหรือเปล่า แต่ผมกลัวว่ามันจะตายมากกว่า
โซฟี่ : โธ่! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! อีกแล้วหรือนี่!
ปอล : (กระซิบกับน้องโซฟี) อย่ากลัวไปเลย คนทำสวนไม่รู้อะไรหรอก เขาคิดว่าเต่าก็เป็น
เหมือนพวกแมวที่ไม่ชอบน้ำ
หลังจากนั้น ทุกคนก็มาที่สนามหญ้า คนทำสวนอุ้มเต่ามาวางลงบนพื้นหญ้าอย่างเบามือ
และกลับไปที่สวนผักที่ตนดูแลอยู่ เด็กทั้งสองมองไปที่เต่าเป็นครั้งคราวแต่เต่ายังคงหดหัวหด
ขานิ่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยไม่ขยับตัวเลย โซฟีเดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวล ปอลจึงปลอบใจ
น้องว่า “ปล่อยมันไว้อย่างนี้ไปก่อน พรุ่งนี้มันคงจะเดินได้และกินได้เองแหละ
ก่อนไปกินอาหารมื้อเย็น ทั้งสองช่วยกันยกเต่าไปวางบนกองหญ้าแห้งในห้องน้ำตามเดิม
และเอาผักสลัดสดมาวางไว้ข้างเต่า เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองตื่นแต่เช้าและรีบมาดูเต่า ทั้งสองพบว่า
ทั้งเต่าและผักสลัดสดยังคงอยู่อย่างเดิม
โซฟี : แปลกนะ ปกติทุกเช้ามันกินผักสลัดที่วางให้มันตอนเย็นข้างกองหญ้าแห้งจนหมดเกลี้ยง
ปอล : ช่วยกันยกไปวางไว้บนพื้นหญ้ากันอีกที ตอนนี้มันอาจไม่ชอบกินผักสลัดสดแล้วก็ได้นะ
ปอลเริ่มเป็นกังวลแต่ไม่กล้าบอกน้องโซฟี ได้แต่พิจารณามองดูเต่าโดยรอบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “ปล่อยไว้กลางแดดอย่างนี้แหละ อีกสักพักมันคงจะรู้สึกดีขึ้นเอง”
โซฟี : พี่ว่ามันไม่สบายหรือเปล่าคะ
ปอล : พี่ว่ามันคงไม่สบายนั่นแหละ
ปอลไม่อยากพูดต่ออีกว่า “สงสัยมันตายแล้ว”
โปรดติดตามตอนที่ ( 18 )ในวันพรุ่งนี้
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
หลังจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันยกเต่าที่กำลังตากแดดอยู่อย่างสงบบนพื้นหญ้าในสนาม
พอยกเต่าไปถึงขอบบ่อ ทั้งสองก็ค่อย ๆ วางเต่าลงน้ำ และทันทีที่เต่ารู้สึกว่าตัวมันเริ่มอยู่ในน้ำ
มันก็กางขาทั้งสี่ตะกุยไปมาพร้อมกับยกหัวขึ้นสูงชันทันที แล้วเต่าที่ตัวหนักมากก็หลุดมือเด็ก
ทั้งสองจมดิ่งลงไปที่ก้นบ่ออย่างรวดเร็ว เด็กทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวและรีบวิ่งไปที่บ้านพัก
ของคนทำสวนทันที
คนทำสวนทราบดีว่าเต่าที่เด็กเลี้ยงอยู่เป็นเต่าบก (tortoise) มิใช่เต่าน้ำ (turtle) ดังนั้น
เต่าบกจะจมน้ำตายเพราะมันมีหลังโค้งสูงไม่เพรียวและขาคู่หลังก็สูงเดินคล้ายขาช้าง ไม่มีพังผืด
ว่ายน้ำไม่ได้ คนทำสวนรีบวิ่งมาที่บ่อและกระโดดลงไปในบ่อพร้อมกับลากเต่าที่ดิ้นอยู่ที่ก้นบ่อ
ได้สำเร็จซึ่งกว่าจะเรียบร้อยก็ใช้เวลาอยู่นานพอควร
คนทำสวนเอาเต่าไปวางข้างเตาไฟให้ตัวแห้งขณะที่เต่าหดทั้งหัวและขาอยู่ในกระดองและ
ไม่กระดุกกระดิกตัวเลย เมื่อเห็นว่าเต่าอยู่ข้างเตาไฟจนแห้งดีแล้ว ทั้งสองก็ทำท่าจะยกเต่าขึ้นมา
เพื่อนำมาวางตากแดดบนพื้นหญ้าอีกครั้งหนึ่ง แต่คนทำสวนพูดขึ้นว่า “รอก่อนครับ เดี๋ยวผมจะ
ยกเต่าไปวางที่พื้นหญ้าให้เอง แต่ผมสงสัยว่ามันคงจะไม่กินอะไรอีกแล้ว”
โซฟี : คุณลุงว่าการอาบน้ำเต่าทำให้มันไม่สบายได้หรือคะ
คนทำสวน : มันต้องแย่แน่ครับ เพราะมันไม่ชอบน้ำ
ปอล : มันจะป่วยไหมนี่ครับ
คนทำสวน : ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันจะป่วยหรือเปล่า แต่ผมกลัวว่ามันจะตายมากกว่า
โซฟี่ : โธ่! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! อีกแล้วหรือนี่!
ปอล : (กระซิบกับน้องโซฟี) อย่ากลัวไปเลย คนทำสวนไม่รู้อะไรหรอก เขาคิดว่าเต่าก็เป็น
เหมือนพวกแมวที่ไม่ชอบน้ำ
หลังจากนั้น ทุกคนก็มาที่สนามหญ้า คนทำสวนอุ้มเต่ามาวางลงบนพื้นหญ้าอย่างเบามือ
และกลับไปที่สวนผักที่ตนดูแลอยู่ เด็กทั้งสองมองไปที่เต่าเป็นครั้งคราวแต่เต่ายังคงหดหัวหด
ขานิ่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยไม่ขยับตัวเลย โซฟีเดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวล ปอลจึงปลอบใจ
น้องว่า “ปล่อยมันไว้อย่างนี้ไปก่อน พรุ่งนี้มันคงจะเดินได้และกินได้เองแหละ
ก่อนไปกินอาหารมื้อเย็น ทั้งสองช่วยกันยกเต่าไปวางบนกองหญ้าแห้งในห้องน้ำตามเดิม
และเอาผักสลัดสดมาวางไว้ข้างเต่า เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองตื่นแต่เช้าและรีบมาดูเต่า ทั้งสองพบว่า
ทั้งเต่าและผักสลัดสดยังคงอยู่อย่างเดิม
โซฟี : แปลกนะ ปกติทุกเช้ามันกินผักสลัดที่วางให้มันตอนเย็นข้างกองหญ้าแห้งจนหมดเกลี้ยง
ปอล : ช่วยกันยกไปวางไว้บนพื้นหญ้ากันอีกที ตอนนี้มันอาจไม่ชอบกินผักสลัดสดแล้วก็ได้นะ
ปอลเริ่มเป็นกังวลแต่ไม่กล้าบอกน้องโซฟี ได้แต่พิจารณามองดูเต่าโดยรอบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “ปล่อยไว้กลางแดดอย่างนี้แหละ อีกสักพักมันคงจะรู้สึกดีขึ้นเอง”
โซฟี : พี่ว่ามันไม่สบายหรือเปล่าคะ
ปอล : พี่ว่ามันคงไม่สบายนั่นแหละ
ปอลไม่อยากพูดต่ออีกว่า “สงสัยมันตายแล้ว”
โปรดติดตามตอนที่ ( 18 )ในวันพรุ่งนี้
จินตนาการสวยหรูของหนูโซฟี ตอนที่ ( 18 ) (ตอนจบ)
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง โซฟีและปอลยังคงยกเต่ามาวางยนพื้นหญ้าที่สนามและปล่อยให้เต่าตากแดด
เป็นวันที่สอง แต่เต่าก็ยังคงไม่กระดุกกระดิกใด ๆ ผักสลัดที่วางอยู่ทั้งสองคืนข้างกองหญ้าที่วางเต่าไว้
ยังคงอยู่ในสภาพเดิม และเมื่อทั้งสองยกเต่ามาวางที่พื้นหญ้าเช้าวันที่สาม ทั้งสองเริ่มได้กลิ่นเหม็น
เล็กน้อยจากตัวเต่า
ปอล : มันตายแล้วล่ะ ตัวมันเริ่มมีกลิ่นเน่าแล้ว
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ข้างเต่าอย่างเศร้า ๆ โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ครู่ต่อมา แม่ของโซฟีซึ่งมอง
เห็นเด็กทั้งสองยืนนิ่งอยู่ที่สนามเดินเข้ามาสังเกตดูสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเห็นเต่าที่หดตัวอยู่นิ่งในกระดอง
ได้สักพัก ก็ก้มลงพิจารณาดูที่ตัวเต่าและได้กลิ่นเน่าอ่อน ๆ จึงพูดขึ้นว่า “เต่าตายแล้วนี่”
ปอล : ใช่ครับ คุณป้า ผมก็ว่ามันตายแล้ว
แม่ : ทำไมมันถึงตายได้ล่ะ? มันไม่ได้อดอาหารตายนี่นา เพราะเห็นหนูทั้งสองให้มันกินหญ้ากิน
ผักสลัดสดทุกวัน แปลกจังเต่าตายได้อย่างไรโดยไม่มีสาเหตุ
โซฟี : แม่คะ สงสัยเต่ามันอาบน้ำไม่ได้
แม่ : อาบน้ำรึ! เป็นความคิดของใครหรือที่เอาเต่าไปอาบน้ำ
โซฟี : (ท่าทางเขินอาย) หนูเองค่ะ หนูคิดว่าเต่าชอบอาบน้ำเย็น หนูเลยเอามันไปอาบน้ำในบ่อน้ำ
ข้างสวนผักค่ะ แล้วมันก็ตกลงไปที่ก้นบ่อ เราเอามันขึ้นจากบ่อไม่ได้ เราจึงวิ่งไปขอให้คนทำสวน
ช่วยเอามันขึ้นจากบ่อซึ่งกว่าจะเอาขึ้นได้ มันก็จมอยู่ในน้ำนานเหมือนกันค่ะ
แม่ : ความคิดประหลาด ๆ ของลูกอีกเช่นเคย! ลูกหาเรื่องใส่ตัวเองนะ แม่จะไม่ว่าอะไรอีก แต่แม่
ขอบอกว่า ต่อไปลูกจะไม่ได้เลี้ยงตัวอะไรอีก ทั้งลูกและพี่ปอล หนูทั้งสองไม่ฆ่าสัตว์ที่เลี้ยงเองตาย
ก็ปล่อยให้มันถูกสัตว์อื่นฆ่าตาย ตอนนี้ต้องเอาเต่าไปจัดการได้แล้ว หลังจากนั้นแม่ก็เรียกคน
ทำสวนให้ช่วยเอาเต่าไปฝัง
อนิจจา เต่าที่น่าสงสารและ เป็นสัตว์เลี้ยงตัวสุดท้ายของโซฟี 2-3 วันต่อมา โซฟีไปเที่ยวฟาร์ม
เลี้ยงหนูตะเภากับแม่ในแวกบ้าน โซฟีขออนุญาตแม่เลี้ยงหนูตะเภา 2 ตัวที่น่ารักมากอีกครั้งหนึ่ง
แต่แม่ปฏิเสธ ครั้งนี้โซฟีไม่เซ้าซี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โซฟีเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังคุณแม่แต่โดยดี
นับแต่นั้นมา โซฟีได้แต่อยู่บ้านเงียบ ๆ คนเดียว ยกเว้นวันที่พี่ปอลมาค้างที่บ้านจึงได้เล่นสนุก
ด้วยกันบ้าง และก็ยังถือว่าโชคดีเพราะป้าพาพี่ปอลมาค้างที่บ้านอยู่บ่อย ๆ
จบบริบูรณ์
---------------------------
จากเรื่อง “Les Malheurs de Sophie”
โดย Comtesse de Ségur พิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1864
แปลและปรับเรื่องตามเค้าโครงเดิมโดย กอบกิจ ครุวรรณ
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง โซฟีและปอลยังคงยกเต่ามาวางยนพื้นหญ้าที่สนามและปล่อยให้เต่าตากแดด
เป็นวันที่สอง แต่เต่าก็ยังคงไม่กระดุกกระดิกใด ๆ ผักสลัดที่วางอยู่ทั้งสองคืนข้างกองหญ้าที่วางเต่าไว้
ยังคงอยู่ในสภาพเดิม และเมื่อทั้งสองยกเต่ามาวางที่พื้นหญ้าเช้าวันที่สาม ทั้งสองเริ่มได้กลิ่นเหม็น
เล็กน้อยจากตัวเต่า
ปอล : มันตายแล้วล่ะ ตัวมันเริ่มมีกลิ่นเน่าแล้ว
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ข้างเต่าอย่างเศร้า ๆ โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ครู่ต่อมา แม่ของโซฟีซึ่งมอง
เห็นเด็กทั้งสองยืนนิ่งอยู่ที่สนามเดินเข้ามาสังเกตดูสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากเห็นเต่าที่หดตัวอยู่นิ่งในกระดอง
ได้สักพัก ก็ก้มลงพิจารณาดูที่ตัวเต่าและได้กลิ่นเน่าอ่อน ๆ จึงพูดขึ้นว่า “เต่าตายแล้วนี่”
ปอล : ใช่ครับ คุณป้า ผมก็ว่ามันตายแล้ว
แม่ : ทำไมมันถึงตายได้ล่ะ? มันไม่ได้อดอาหารตายนี่นา เพราะเห็นหนูทั้งสองให้มันกินหญ้ากิน
ผักสลัดสดทุกวัน แปลกจังเต่าตายได้อย่างไรโดยไม่มีสาเหตุ
โซฟี : แม่คะ สงสัยเต่ามันอาบน้ำไม่ได้
แม่ : อาบน้ำรึ! เป็นความคิดของใครหรือที่เอาเต่าไปอาบน้ำ
โซฟี : (ท่าทางเขินอาย) หนูเองค่ะ หนูคิดว่าเต่าชอบอาบน้ำเย็น หนูเลยเอามันไปอาบน้ำในบ่อน้ำ
ข้างสวนผักค่ะ แล้วมันก็ตกลงไปที่ก้นบ่อ เราเอามันขึ้นจากบ่อไม่ได้ เราจึงวิ่งไปขอให้คนทำสวน
ช่วยเอามันขึ้นจากบ่อซึ่งกว่าจะเอาขึ้นได้ มันก็จมอยู่ในน้ำนานเหมือนกันค่ะ
แม่ : ความคิดประหลาด ๆ ของลูกอีกเช่นเคย! ลูกหาเรื่องใส่ตัวเองนะ แม่จะไม่ว่าอะไรอีก แต่แม่
ขอบอกว่า ต่อไปลูกจะไม่ได้เลี้ยงตัวอะไรอีก ทั้งลูกและพี่ปอล หนูทั้งสองไม่ฆ่าสัตว์ที่เลี้ยงเองตาย
ก็ปล่อยให้มันถูกสัตว์อื่นฆ่าตาย ตอนนี้ต้องเอาเต่าไปจัดการได้แล้ว หลังจากนั้นแม่ก็เรียกคน
ทำสวนให้ช่วยเอาเต่าไปฝัง
อนิจจา เต่าที่น่าสงสารและ เป็นสัตว์เลี้ยงตัวสุดท้ายของโซฟี 2-3 วันต่อมา โซฟีไปเที่ยวฟาร์ม
เลี้ยงหนูตะเภากับแม่ในแวกบ้าน โซฟีขออนุญาตแม่เลี้ยงหนูตะเภา 2 ตัวที่น่ารักมากอีกครั้งหนึ่ง
แต่แม่ปฏิเสธ ครั้งนี้โซฟีไม่เซ้าซี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โซฟีเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังคุณแม่แต่โดยดี
นับแต่นั้นมา โซฟีได้แต่อยู่บ้านเงียบ ๆ คนเดียว ยกเว้นวันที่พี่ปอลมาค้างที่บ้านจึงได้เล่นสนุก
ด้วยกันบ้าง และก็ยังถือว่าโชคดีเพราะป้าพาพี่ปอลมาค้างที่บ้านอยู่บ่อย ๆ
จบบริบูรณ์
---------------------------


