เนื้อหาทั้งหมด ( 71 )ตอน
…………………………………………………………………………………………………………
ตอนที่ ( 1 ))
พระเมตตาคืออะไร?
“มนุษยชาติจะไม่มีสันติสุขจนกว่าจะหันกลับมาหาความเมตตาของเรา” (บันทึกวิญญาณฯ, 300)
สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนี้ คือ “การทำความเข้าใจต่อพระเมตตา” ดูเหมือนจะเป็นสมมติฐาน
ตั้งแต่แรกแล้วที่เราเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเผยแก่นักบุญโฟสตินาว่า “พระเจ้าทรงมีสารัตถะ
เป็นเช่นไรนั้นไม่มีใครสามารถชั่งตวงวัดดวงจิตของพระองค์ได้ ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือมนุษย์”
(บันทึกวิญญาณของนักบุญมาเรีย โฟสตินา โควัลสกา, 30)
อย่างไรก็ดีเราต้องอ่านประโยคถัดไปถึงพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ประทานไว้ให้แก่เราในย่อหน้า
เดียวกัน อันเป็นหนทางเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น “เพื่อจะเข้าใจองค์พระเจ้าอาศัยการรำพึงไตร่ตรอง
ถึงพระคุณลักษณะของพระองค์” และจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ก็เพื่อจะทำดังว่านี้แหละ โดยการ
รำพึงไตร่ตรองพระเมตตาของพระเจ้าว่าเป็นหนึ่งในพระคุณลักษณะของพระเจ้าที่เราสามารถเข้ามา
เพื่อจะรู้จักพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระเมตตา ในฐานะที่เป็นพระบุคคล ที่เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์
ได้ เรื่องนี้สำคัญเพราะนักบุญโทมัส อาไควนัส กล่าวว่า เราต้องรู้จักผู้นั้นก่อน จึงจะสามารถรักเขาได้
และ ดังนั้นเราจึงสามารถรักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นและสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตลอดนิรันดร
หนทางดีที่สุดสำหรับเราที่จะเดินทางเข้าไปไตร่ตรองเรื่อง “ความเมตตา” อันเป็นพระคุณลักษณะที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ดังที่นักบุญออกัสติน กล่าวว่า พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์ในฐานะทรงเป็น
“พระพักตร์แห่งความเมตตาของพระบิดาเจ้า” (ดูพระสมณโองการ 'Misericordia Vultus') ในรูปแบบ
การเผยแสดงเรื่องพระเมตตาที่ประทานมาแก่ชาวโลกผ่านทางนักบุญโฟสตินา การประกาศเผยแผ่รูป
พระเมตตาอย่างกว้างไกล รวมทั้งการสวดสายประคำพระเมตตา และวันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา ทำให้
คุณพ่อเซราฟิม มิคาเลนโก, MIC อธิบายว่า “ข่าวสารและความศรัทธาเรื่องพระเมตตาเป็นกลุ่มศรัทธาชน
(movement) ที่หยั่งรากลึกกว้างไกลที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร” ... ท่านพูดถูก แต่เพราะเหตุ
ใดเล่า? เรื่องพระเมตตาของพระเจ้าจึงกลายเป็นกลุ่มศรัทธาชน ที่แผ่หยั่งรากออกไปกว้างไกลที่สุดของ
พระศาสนจักร ก็เพราะว่าพระเมตตาเป็นสายสัมพันธ์หนึ่งเดียวที่ร้อยรัดความไร้ระเบียบยุ่งเหยิง
ในยุคสมัยของเราให้กลับคืนเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวได้ดังเดิม
พระสงฆ์คณะพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล (MIC) (ต่อไปนี้ ในหนังสือนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า คณะแมเรียนฯ
...ผู้แปล) และสมาคมผู้ช่วยเหลือแห่งพระนางมารีย์ (The Association of Marian Healpers) ได้เริ่มทำ
งานด้วยหัวใจแห่งผู้รับใช้อย่างยากลำบากตั้งแต่ปีค.ศ. 1941 เป็นเวลา 3 ปีหลังมรณภาพของนักบุญ
โฟสตินา โควัลสกา “เลขานุการเรื่องพระเมตตาของพระสวามีเจ้า” พวกเราเป็นคณะนักบวชที่ได้รับ
มอบหมายเป็นพิเศษจากพระเจ้าและพระศาสนจักรให้เทศน์สอนเรื่องพระเมตตาแก่โลก
ในปีค.ศ. 2001 ครบรอบ 60 ปีที่คณะสงฆ์แมเรียนฯ ได้ประกาศเผยแผ่เรื่องพระเมตตา ซึ่งนักบุญยอห์น
ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา ได้ทรงมอบพระพรพิเศษจากสันตะสำนักย้ำเตือนอีกครั้งแก่พระสงฆ์คณะแมเรียนฯ
ว่า “จงเป็นอัครสาวกแห่งพระเมตตาภายใต้การดูแลแบบแม่และชี้นำด้วยความรักจากพระมารดามารีย์”
แรงบันดาลใจจาก “พระสันตะปาปาผู้เมตตายิ่ง” นี้ พระองค์ทรงรู้ดีว่า โลกต้องการประจักษ์พยานแบบ
คริสตชนเที่ยงแท้ พวกเราจึงเริ่มต้นงานขึ้นอีกครั้งในสหัสวรรษที่สามเพื่อทำให้โลกรู้ว่าพระวาจาของพระ
เยซูเจ้าต่อนักบุญโฟสตินาที่ว่า “มนุษยชาติ จะไม่มีสันติสุขจนกว่าจะหันกลับมาหาความเมตตาของเรา”
(บันทึกฯ 300) เราเชื่อว่าไม่มีงานสำคัญอื่นใดในโลกที่พระสงฆ์คณะแมเรียนฯ จะทำได้ ณ บัดนี้ที่เป็น
ประเด็นสำคัญมากไปกว่าหัวข้อที่เรากำลังจะอ่านต่อไปนี้
นักบวชในคณะของพ่อและตัวพ่อเองไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะเผยแผ่ข่าวสารและความศรัทธาภักดีสำคัญนี้
และงานของพวกเรามักเริ่มต้นกันที่พื้นชั้นล่างของสักการสถานพระเมตตาแห่งชาติ ในเมืองสต๊อคบริดจ์
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ (พวกท่านคงจำได้ว่าสักการสถานแห่งนี้มีการสวดสายประคำพระเมตตาประจำวัน
ถ่ายทอดสดทางช่องสถานี EWTN) เป็นสถานที่งดงามสมบูรณ์แบบสำหรับต้อนรับผู้มาแสวงบุญ และนี่จึง
นำมาซึ่งคำถามว่า ทำไมผู้คนเดินทางมายังสักการสถาน หรือไปยังโบสถ์ต่างๆ เพื่ออะไร? ก็เพราะว่าสถานที่
เหล่านี้เป็นสถานที่พิเศษและจำลองหนทางที่เราจะเข้าไปพบพระเยซูเจ้าผ่านทางคำภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นแล้ว พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ ทรงเป็นใครเล่า? นี่เป็นคำถามพื้นฐานทั่วไปสำหรับบางคน แต่ก็สำหรับ
อีกหลายคนมากเกินกว่าที่คุณจะคิดได้ สำหรับคริสตชนคงเห็นด้วยว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุคคลที่สอง
ในพระตรีเอกภาพ (พระเจ้าหนึ่งเดียวแต่มีสามพระบุคคล) อย่างไรก็ตาม หากข้าพเจ้าจะขอให้คุณให้คำ
จำกัดความสักคำหนึ่งเพื่ออธิบายพระเจ้าอย่างเหมาะสม คำนั้นน่าจะเป็นว่าอะไร? คำนั้นก็น่าจะเป็นคำว่า
“ความรัก” (1ยน 4:16)
ทำไมจึงเป็น “ความรัก” มีพระคุณธรรมหรือพระคุณลักษณะของพระเจ้ามากมายที่เราจะคิดถึงพระเจ้า
เราอาจจะบอกว่า พระเจ้าทรงสรรพานุภาพ (Omnipotent) เพราะพระองค์ทรงอำนาจและทรงฤทธิ์ทุก
ประการ เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงรู้แจ้งสรรพศาสตร์(Omniscient) เพราะพระองค์ล่วงรู้ทุกสิ่งทุก
ประการ แต่ทำไมเราจึงคิดถึงพระเจ้าทรงเป็นความรักเป็นประการแรก คำตอบซ่อนอยู่ในฤทธิ์กุศลที่บ่งชี้
ตัวตนของชีวิตคริสตชนและให้คำจำกัดความบุคลิกของคริสตังนอกเหนือจากความยุติธรรม ความรอบ-
คอบ ความเข้มแข็ง ความอดทน ความเชื่อในพระเจ้า ความหวัง ฯลฯ แต่ความรักยิ่งใหญ่สำคัญที่สุด
ในบรรดาฤทธิ์กุศลทุกประการ (ดู 1คร13:13)
ภาษากรีก สอนเราว่าไม่ใช่ความรักทุกรูปแบบมีค่าเท่ากัน เช่น มีความรักประสาหนุ่มสาว (eros)
มีความรักแบบพ่อกับลูก (flial love) และมีรูปแบบความรักระดับสูงกว่าคือ agape เป็นความรักที่ยอม
เสียสละมอบชีวิตตนเองออกไปแก่ผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข ความรักแต่ละรูปแบบนี้มีลักษณะเฉพาะแตก
ต่างกัน เพื่อจะเห็นภาพลักษณ์ พ่อจบปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และ
พ่อก็รักทีมฟุตบอลวิทยาลัยมิชิแกนอย่างมาก แต่พ่อจะรักทีมฟุตบอลวิทยาลัยมิชิแกนแบบเดียวกันกับ
พี่พ่อรักแม่ของตนใช่หรือไม่? คุณแม่ของพ่ออาจจะตอบแบบหยอกล้อว่าใช่ (ฮา)
แต่โนความเป็นจริงไม่ใช่แน่นอน
เรามีรูปแบบการแสดงความรักหลากหลายแต่ รูปแบบการแสดงความรักที่สำคัญที่สุดคือ ความเมตตา
ความเมตตาคือรูปแบบสูงสุดของฤทธิ์กุศลหรือคุณธรรม (virtue) คุณไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้หาก
คุณต้องการไปสวรรค์ หนทางแน่นอนและดีที่สุดคือการมีใจเมตตากรุณา (ดู ลก 6:36) รับความเมตตาจาก
พระเจ้าและแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน จงรักพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้อง นี่เป็นบัญญัติใหญ่ที่สุดที่มอบ
แก่เราโดยพระคริสตเจ้าพระองค์เอง
ขยายความมากกว่านั้น ความเมตตาเป็นรูปแบบความรักพิเศษเฉพาะตัวที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติ ตัวอย่างเ
ช่น เมื่อความรักในรูปแบบนี้ไปเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมาน จำเป็นที่จะต้องหาทางบรรเทาความทุกข์ทนนั้น
ข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไร? เมื่อเราทุกคนได้เห็นภาพเด็กๆ อดอยาก ขาดแคลน ไม่ได้รับประทานอาหาร
เป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ ขาดแคลนอาหาร ที่นำเสนอในโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ และเราจะพูดกับตนเองว่า
“โอ้ แย่มาก มันต้องมีใครทำอะไรบางอย่างในเรื่องนี้” แล้วเราก็กดปุ่มรีโมทเปลี่ยนคลื่นโทรทัศน์ไปช่องอื่น
เรื่อยๆ ดังนี้ เราก็พลาดโอกาสที่จะแสดงความเมตตา อันพูดได้ว่าการตระหนักถึงความทุกข์ยากที่มีในจิตใจ
ต้องนำเราไปสู่ภาคปฏิบัติลงมือช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อน เราควรดำเนินชีวิตด้วยจิตเมตตาในการทำอะไรบางอย่าง
ฝ่ายกายภาพลงไปยังพื้นที่ที่มีภัยพิบัติไม่ยิ่งหย่อนเท่าจิตใจที่รู้สึก หรือไม่อย่างนั้นเราก็สามารถดำเนินชีวิตจิต
เมตตาเรียบง่ายด้วยการสวดภาวนาสั้นๆ เสมอๆ ให้แก่ผู้ทุกข์ร้อนในทุกๆ เวลาเมื่อมีโอกาส
ทั้งสองทาง เรากำลังแสดงกิจเมตตา ในขณะที่มีหนทางมากมายที่เราจะฝึกฝนแสดงความเมตตา พระเยซูเจ้า
ตรัสกับนักบุญโฟสตินา โดยมอบ 3 หนทางพิเศษในการแสดงความเมตตา โดยแสดงออกในคำพูด การกระทำ
และในคำภาวนา (ดู บันทึกฯ 742) เราไม่มีข้อแก้ตัวที่จะไม่แสดงความเมตตา เพราะว่า พระคริสต์เจ้าทรง
ตรัสสั่งและเพราะเราสามารถทำได้อย่างน้อยก็หนึ่งหนทางที่ทรงมอบให้เราในสถานการณ์ต่างๆ
ครูคนสำคัญท่านหนึ่งในเรื่องพระเมตตา และเป็นเพื่อนของบรรดาพระสงฆ์คณะแมเรียนฯ คุณพ่อจอร์จ
โคซิกสกี, CSB กล่าวว่า “ความเมตตาก่อความเจ็บปวดในดวงใจของคุณเนื่องเพราะความเจ็บปวดในดวงใจ
ของผู้อื่น และรับเอาความเจ็บปวดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างต่อความเจ็บปวดของผู้อื่นเหล่านั้น” ขณะนี้มีความ
เจ็บปวดมากมายแต่เราก็ได้เรียนรู้มีประสบการณ์ความเจ็บปวดและเราแบ่งปันความเจ็บปวดกับเพื่อนของเรา
และรักเขาด้วยวิธีรูปแบบแตกต่างกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พูดอีกอย่างหนึ่ง เราทุกคนล้วนต่างก็มีความทุกข์ทน


