พระเมตตาแด่เราทุกคน ( 1 - 20 )

ใครมาใหม่เชิญทางนี้ก่อน ทักทาย ทดลองโพส
ตอบกลับโพส
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ม.ค. 27, 2026 12:19 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓
เนื้อหาทั้งหมด​ ( 71 )ตอน
…………………………………………………………………………………………………………

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 1 ))
พระเมตตาคืออะไร?

“มนุษยชาติจะไม่มีสันติสุขจนกว่าจะหันกลับมาหาความเมตตาของเรา” (บันทึกวิญญาณฯ, 300)

สิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนี้ คือ “การทำความเข้าใจต่อพระเมตตา”​ ดูเหมือนจะเป็นสมมติฐาน
ตั้งแต่แรกแล้วที่เราเข้าใจในสิ่งที่พระเยซู​เจ้าทรงเผยแก่นักบุญโฟสตินาว่า “พระเจ้าทรงมีสารัตถะ
เป็นเช่นไรนั้น​ไม่มีใครสามารถชั่งตวงวัดดวงจิตของพระองค์ได้ ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือมนุษย์”
(บันทึกวิญญาณของนักบุญมาเรีย โฟสตินา โควัลสกา, 30)
อย่างไรก็ดีเราต้องอ่านประโยคถัดไปถึงพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ประทานไว้ให้แก่เราในย่อหน้า
เดียวกัน อันเป็นหนทางเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น “เพื่อจะเข้าใจองค์พระเจ้าอาศัยการรำพึงไตร่ตรอง
ถึงพระคุณลักษณะของพระองค์”​ และจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ก็เพื่อจะทำดังว่านี้แหละ โดยการ
รำพึงไตร่ตรองพระเมตตาของพระเจ้าว่าเป็นหนึ่งในพระคุณลักษณะของพระเจ้าที่เราสามารถเข้ามา
เพื่อจะรู้จักพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระเมตตา ในฐานะที่เป็นพระบุคคล ที่เรามีความสัมพันธ์กับพระองค์
ได้ เรื่องนี้สำคัญเพราะนักบุญโทมัส อาไควนัส กล่าวว่า​ เราต้องรู้จักผู้นั้นก่อน จึงจะสามารถรักเขาได้
และ ดังนั้นเราจึงสามารถรักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นและสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตลอดนิรันดร

หนทางดีที่สุดสำหรับเราที่จะเดินทางเข้าไปไตร่ตรองเรื่อง “ความเมตตา” อันเป็นพระคุณลักษณะที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ดังที่นักบุญออกัสติน กล่าวว่า​ พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์ในฐานะทรงเป็น
“พระพักตร์แห่งความเมตตาของพระบิดาเจ้า” (ดูพระสมณโองการ 'Misericordia Vultus') ในรูปแบบ
การเผยแสดงเรื่องพระเมตตาที่ประทานมาแก่ชาวโลกผ่านทางนักบุญ​โฟสตินา การประกาศเผยแผ่รูป
พระเมตตาอย่างกว้างไกล รวมทั้งการสวดสายประคำพระเมตตา และวันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา ทำให้
คุณพ่อเซราฟิม​ มิคาเลนโก, MIC อธิบายว่า​ “ข่าวสารและความศรัทธาเรื่องพระเมตตาเป็น​กลุ่มศรัทธาชน​
(movement) ที่หยั่งรากลึกกว้างไกลที่สุดในประวัติศาสตร์​พระศาสนจักร” ... ท่านพูดถูก แต่เพราะเหตุ
ใดเล่า? เรื่องพระเมตตาของพระเจ้าจึงกลายเป็นกลุ่มศรัทธาชน ที่แผ่หยั่งรากออกไปกว้างไกลที่สุดของ
พระศาสนจักร ก็เพราะว่าพระเมตตาเป็นสายสัมพันธ์หนึ่งเดียวที่ร้อยรัดความไร้ระเบียบยุ่งเหยิง
ในยุคสมัยของเราให้กลับคืนเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวได้ดังเดิม

พระสงฆ์คณะพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล (MIC) (ต่อไปนี้ ในหนังสือนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า คณะแมเรียนฯ​
​...ผู้แปล) และสมาคมผู้ช่วยเหลือแห่งพระนางมารีย์ (The Association of Marian Healpers) ได้เริ่มทำ
งานด้วยหัวใจแห่งผู้รับใช้อย่างยากลำบากตั้งแต่ปี​ค.​ศ. 1941 เป็นเวลา 3 ปีหลังมรณภาพ​ของนักบุญ
โฟสตินา โควัลสกา “เลขานุการเรื่องพระเมตตาของพระสวามีเจ้า” พวกเราเป็นคณะนักบวชที่ได้รับ
มอบหมายเป็นพิเศษจากพระเจ้าและพระศาสนจักรให้เทศน์สอนเรื่องพระเมตตาแก่โลก

ในปีค.ศ. 2001 ครบรอบ 60 ปีที่คณะสงฆ์แมเรียนฯ ได้ประกาศเผยแผ่เรื่องพระเมตตา ซึ่งนักบุญยอห์น
ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา ได้ทรงมอบพระพรพิเศษจากสันตะสำนักย้ำเตือนอีกครั้งแก่พระสงฆ์คณะแมเรียนฯ​
ว่า​ “จงเป็นอัครสาวกแห่งพระเมตตาภายใต้การดูแลแบบแม่และชี้นำด้วยความรักจากพระมารดามารีย์”
แรงบันดาลใจจาก “พระสันตะปาปาผู้เมตตายิ่ง”​ นี้​ พระองค์ทรงรู้ดีว่า โลกต้องการประจักษ์พยานแบบ
คริสตชนเที่ยงแท้ พวกเราจึงเริ่มต้นงานขึ้นอีกครั้งในสหัสวรรษที่สามเพื่อทำให้โลกรู้ว่าพระวาจาของพระ
เยซูเจ้าต่อนักบุญโฟสตินาที่ว่า “มนุษยชาติ จะไม่มีสันติสุขจนกว่าจะหันกลับมาหาความเมตตาของเรา”
(บันทึกฯ 300) เราเชื่อว่าไม่มีงานสำคัญอื่นใดในโลกที่พระสงฆ์คณะแมเรียนฯ​ จะทำได้​ ณ​ บัดนี้ที่เป็น
ประเด็นสำคัญมากไปกว่าหัวข้อที่เรากำลังจะอ่านต่อไปนี้
นักบวชในคณะของพ่อและตัวพ่อเองไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่จะเผยแผ่ข่าวสารและความศรัทธาภักดีสำคัญนี้
และงานของพวกเรามักเริ่มต้นกันที่พื้นชั้นล่างของสักการสถานพระเมตตาแห่งชาติ ในเมืองสต๊อค​บริดจ์
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ (พวกท่านคงจำได้ว่าสักการสถานแห่งนี้มีการสวดสายประคำพระเมตตาประจำวัน
ถ่ายทอดสดทางช่องสถานี EWTN) เป็นสถานที่งดงามสมบูรณ์แบบสำหรับต้อนรับผู้มาแสวงบุญ และนี่จึง
นำมาซึ่งคำถามว่า ทำไมผู้คนเดินทางมายังสักการสถาน หรือไปยังโบสถ์ต่างๆ เพื่ออะไร? ก็เพราะว่าสถานที่
เหล่านี้​เป็นสถานที่พิเศษและจำลองหนทางที่เราจะเข้าไปพบพระเยซูเจ้าผ่านทางคำภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นแล้ว พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ ทรงเป็นใครเล่า? นี่เป็นคำถามพื้นฐานทั่วไปสำหรับบางคน แต่ก็สำหรับ
อีกหลายคนมากเกินกว่าที่คุณจะคิดได้ สำหรับคริสตชนคงเห็นด้วยว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุคคลที่สอง
ในพระตรีเอกภาพ​ (พระเจ้าหนึ่งเดียวแต่มีสามพระบุคคล) อย่างไรก็ตาม​ หากข้าพเจ้าจะขอให้คุณให้คำ
จำกัดความสักคำหนึ่งเพื่ออธิบายพระเจ้าอย่างเหมาะสม คำนั้นน่าจะเป็นว่าอะไร? คำนั้นก็น่าจะเป็นคำว่า
“ความรัก” (1ยน 4:16)

ทำไมจึงเป็น “ความรัก”​ มีพระคุณธรรมหรือพระคุณลักษณะของพระเจ้ามากมายที่เราจะคิดถึงพระเจ้า
เราอาจจะบอกว่า พระเจ้าทรงสรรพานุภาพ​ (Omnipotent) เพราะพระองค์ทรงอำนาจและทรงฤทธิ์ทุก
ประการ เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงรู้แจ้งสรรพศาสตร์​(Omniscient) เพราะพระองค์ล่วงรู้ทุกสิ่งทุก
ประการ แต่ทำไมเราจึงคิดถึงพระเจ้าทรงเป็นความรักเป็นประการแรก คำตอบซ่อนอยู่ในฤทธิ์กุศลที่บ่งชี้
ตัวตนของชีวิตคริสตชนและให้คำจำกัดความบุคลิกของคริสตังนอกเหนือจากความยุติธรรม ความรอบ-
คอบ​ ความเข้มแข็ง ความอดทน​ ความเชื่อในพระเจ้า ความหวัง ฯลฯ​ แต่ความรักยิ่งใหญ่สำคัญที่สุด
ในบรรดาฤทธิ์กุศลทุกประการ (ดู 1คร13:13)

ภาษากรีก สอนเราว่าไม่ใช่ความรักทุกรูปแบบมีค่าเท่ากัน เช่น มีความรักประสาหนุ่มสาว (eros)
มีความรักแบบพ่อกับลูก (flial love) และมีรูปแบบความรักระดับสูงกว่าคือ agape เป็นความรักที่ยอม
เสียสละมอบชีวิตตนเองออกไปแก่ผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข ความรักแต่ละรูปแบบนี้มีลักษณะเฉพาะแตก
ต่างกัน เพื่อจะเห็นภาพลักษณ์ พ่อจบปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ​ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และ
พ่อก็รักทีมฟุตบอลวิทยาลัยมิชิแกนอย่างมาก​ แต่พ่อจะรักทีมฟุตบอลวิทยาลัยมิชิแกนแบบเดียวกันกับ
พี่พ่อรักแม่ของตนใช่หรือไม่? คุณแม่ของพ่ออาจจะตอบแบบหยอกล้อว่าใช่ (ฮา)
แต่โนความเป็​นจริงไม่ใช่แน่นอน

เรามีรูปแบบการแสดงความรักหลากหลายแต่ รูปแบบการแสดงความรักที่สำคัญที่สุดคือ ความเมตตา
ความเมตตาคือรูปแบบสูงสุดของฤทธิ์กุศลหรือคุณธรรม (virtue) คุณไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้หาก
คุณต้องการไปสวรรค์ หนทางแน่นอนและดีที่สุดคือการมีใจเมตตากรุณา​ (ดู ลก 6:36) รับความเมตตาจาก
พระเจ้าและแสดงความเมตตาต่อเพื่อนบ้าน จงรักพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้อง นี่เป็นบัญญัติใหญ่ที่สุดที่มอบ
แก่เราโดยพระคริสตเจ้าพระองค์เอง

ขยายความมากกว่านั้น ความเมตตาเป็นรูปแบบความรักพิเศษเฉพาะตัวที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติ​ ตัวอย่างเ
ช่น เมื่อความรักในรูปแบบนี้ไปเกี่ยวข้องกับความทุกข์ทรมาน​ จำเป็นที่จะต้องหาทางบรรเทาความทุกข์ทนนั้น
ข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไร? เมื่อเราทุกคนได้เห็นภาพเด็กๆ อดอยาก ขาดแคลน​ ไม่ได้รับประทานอาหาร
เป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ​ ขาดแคลนอาหาร ที่นำเสนอในโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ และเราจะพูดกับตนเองว่า
“โอ้ แย่มาก มันต้องมีใครทำอะไรบางอย่างในเรื่องนี้” แล้วเราก็กดปุ่มรีโมทเปลี่ยนคลื่นโทรทัศน์ไปช่องอื่น
เรื่อยๆ ดังนี้ เราก็พลาดโอกาสที่จะแสดงความเมตตา​ อันพูดได้ว่าการตระหนักถึงความทุกข์ยากที่มีในจิตใจ
ต้องนำเราไปสู่ภาคปฏิบัติลงมือช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อน เราควรดำเนินชีวิตด้วยจิตเมตตาในการทำอะไรบางอย่าง
ฝ่ายกายภาพลงไปยังพื้นที่ที่มีภัยพิบัติไม่ยิ่งหย่อนเท่าจิตใจที่รู้สึก หรือไม่อย่างนั้นเราก็สามารถดำเนินชีวิตจิต
เมตตาเรียบง่ายด้วยการสวดภาวนาสั้นๆ เสมอ​ๆ​ ให้แก่ผู้ทุกข์ร้อนในทุกๆ เวลาเมื่อมีโอกาส

ทั้งสองทาง เรากำลังแสดงกิจเมตตา ในขณะที่มีหนทางมากมายที่เราจะฝึกฝนแสดงความเมตตา​ พระเยซูเจ้า
ตรัสกับนักบุญโฟสตินา โดยมอบ 3 หนทางพิเศษในการแสดงความเมตตา โดยแสดงออกในคำพูด การกระทำ
และในคำภาวนา (ดู บันทึกฯ 742) เราไม่มีข้อแก้ตัวที่จะไม่แสดงความเมตตา​ เพราะว่า พระคริสต์เจ้าทรง
ตรัสสั่งและเพราะเราสามารถทำได้อย่างน้อยก็หนึ่งหนทางที่ทรงมอบให้เราในสถานการณ์ต่างๆ

ครูคนสำคัญท่านหนึ่งในเรื่องพระเมตตา และเป็นเพื่อนของบรรดาพระสงฆ์คณะแมเรียนฯ คุณพ่อจอร์จ
โคซิกสกี, CSB กล่าวว่า “ความเมตตาก่อความเจ็บปวดในดวงใจของคุณเนื่องเพราะความเจ็บปวดในดวงใจ
ของผู้อื่น และรับเอาความเจ็บปวดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างต่อความเจ็บปวดของผู้อื่นเหล่านั้น” ขณะนี้มีความ
เจ็บปวดมากมายแต่เราก็ได้เรียนรู้มีประสบการณ์ความเจ็บปวดและเราแบ่งปันความเจ็บปวดกับเพื่อนของเรา
และรักเขาด้วยวิธีรูปแบบแตกต่างกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พูดอีกอย่างหนึ่ง เราทุกคนล้วนต่างก็มีความทุกข์ทน

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
แก้ไขล่าสุดโดย rosa-lee เมื่อ ศุกร์ ก.พ. 20, 2026 7:25 pm, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 1:22 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม.

ตอนที่ ( 2 )
พระ​เจ้า​ทรง​สร้าง​ความ​ชั่วร้าย​ด้วย​หรือ?

ชัดเจนว่า มีความทุกข์ยากสาหัสอยู่มากมาย และความชั่วร้ายในโลกของเรา แค่ดูข่าวในแต่
ละวันเพียงห้านาที คุณจะเห็นเรื่องเลวร้ายเต็มไปหมด​ ตัวอย่างหนึ่งคือ การกราดยิงปืนในโรงเรียน
ดูเหมือนจะครองพื้นที่สื่อฯ อยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ ขณะที่ดูเหมือนสายธารแห่งโศกนาฏกรรมอันไม่
จบสิ้นแม้ไม่ส่งผลอะไรมาถึงพ่อโดยตรง แต่พ่อก็เห็นผลร้ายอันมหึมาตกยังผู้คนมากมายนานนับปี

มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อพ่อไปพูดแพร่ธรรรมที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองทัสโคลา มลรัฐอิลลินอยส์
ในปีค.ศ. 2019 หลังจากพูดจบชายคนหนึ่งตรงเข้ามายังพ่อและกล่าวว่า​“คุณพ่อครับ หลานสาว
ผมเป็นนักเรียนในโรงเรียน​มัธยมปาร์คแลนด์ ที่ซึ่งเกิดเหตุการณ์กราดยิงกันโรงเรียนนี้เมื่อปีกลาย
คุณพ่อรู้ไหมครับ เธอต้องกระเสือกกระสนต่อสู้ทางจิตใจนานนับปี​ เมื่อเธอต้องสูญเสียเพื่อนของเธอ
ไป 17 คนในวันเกิดเหตุ”​ หลังจากเงียบอยู่พักใหญ่ พ่อเอ่ยขึ้นว่า “พ่อเสียใจจริงๆ ที่ได้ยินเรื่องนี้”
ด้วยความเห็นใจ พ่อยังไม่ทันพร้อมจะฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เขาพูดต่อว่า “คุณพ่อครับ เมื่อวันจันทร์เธอฆ่าตัวตาย”​ ณ เวลานั้นพ่อรู้สึก
ถึงพลังที่อยู่ภายในจะทะลุทะลวงออกมาทั้งหมด ที่พ่อทำได้คือหวนคืนสายตาแห่งความเห็นอกเห็นใจ
มองไปยังชายคนนั้นและวางมือของพ่อลงบนไหล่ของเขา เขาพูดอย่างแผ่วเบาต่ออีกว่า “พ่อครับ​ แล้ว
สองวันหลังจากที่เธอปลิดชีวิตตัวเองนักเรียนอีกคนหนึ่งก็ปลิดชีวิตตัวเองตามไป”​ พ่อรู้สึกหมดเรี่ยวแรง
ที่รู้ว่า​ ณ บัดนี้ยังมีเด็กอีกสองคนสิ้นชีวิตเพิ่มจากเหตุการณ์นั้นอย่างไม่จำเป็นเลยเพราะยังคงตระหนก
กับหายนะครั้งนี้ มันเป็นโศกนาฏกรรมจากเรื่องราวที่สำคัญ เขาได้ระบายความสับสนออกมาเหมือน
หนึ่งว่าทำไมพระเจ้าทรงให้เกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้

เพื่อตอบคำถามแต่โบราณกาลมาแล้วนี้ พ่อขอถามคุณสักสอง​ข้อ​ ข้อแรก​ ความชั่วร้ายมีอยู่จริงๆ
ในฐานะที่เป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าหรือ​ ข้อที่สอง​ พระเจ้าทรงสร้างสิ่งชั่วร้ายด้วยหรือ? คำตอบต่อทั้ง
สองคำถามคือ​ “ไม่ใช่” ​แต่ใครบางคนก็อาจจะอ้างถึงการกราดยิงที่ฟลอริดาและพูดว่า “นี่ไง​ ความชั่ว
ร้ายมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง​ พระองค์​ต้องสร้างตัวความชั่วร้าย
และพวกเราต้องรับมือกับมัน”​

แท้จริงแล้ว ความชั่วร้ายมิใช่อะไรบางอย่าง แต่เป็นการสูญหายไปของบางสิ่งบางอย่าง ความชั่วร้าย
คือการพร่องขาดหายไปของความดี​ หรือขาดแคลนซึ่งความดี โดยพระธรรมชาติเที่ยงแท้ของพระเจ้า​
พระองค์ทรงเป็นองค์ความดีในพระองค์เอง ดังนั้น เมื่อเราเอาพระเจ้าออกไปจากโรงเรียนของเรา ออก
ไปจากศาลสถิตยุติธรรม ออกไปจากครอบครัว ออกไปจากสังคมทั้งมวล เรากำลังผลักไสความดีงาม
ออกไปนั่นเอง และเหลืออะไร​ทิ้งไว้? ก็คือการขาดแคลนความดี นี่คือคำจำกัดความของความชั่วร้าย
“การขาดแคลนความดี”​ และเพราะพระธรรมชาติของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์​ความ​ดี​ พร​ะองค์
ไม่ทรงสามารถกระทำสิ่งใดขัดแย้งกับความดีได้ ดังนั้นพระองค์​ไม่ทรงสามารถสร้างความชั่วร้ายได้
ความชั่วร้ายอธิบายได้โดยการตระหนัก​ว่าเราได้ขับไล่ความดีงามออกไปจากสังคมของเรา
อันเป็นผลตามมาที่ก่อให้เกิดความชั่วร้าย

พ่อสังเกตเห็นคนหนึ่งสวมเสื้อทีเชิร์ตที่สนามบินสองสามปีมาแล้ว มีข้อความบนเสื้ออ้างถึงการ
กราดยิงในโรงเรียนอื่นๆ เขียนด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า​ “โคลัมเบียน*, แซนดี้ ฮุค*... พระเจ้าข้า ทำไม
พระองค์ทรงโปรดให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน?”​ และบรรทัดต่อมาเขียนเหมือนเป็นคำตอบจากพระเจ้าว่า
​ “เ​รามิได้รับอนุญาตให้อยู่ในโรงเรียนของลูกด้วยซ้ำไป!” เพราะการเอาพระเจ้า (ซึ่งเป็นองค์ความดี)
ออกไปจากชีวิตเรานี่เอง เป็นผลให้เราต้องโอบกอดแนวคิดโลกียวิสัยและความบาป เราเหมือนถูก
ลงโทษซ้ำเติมความทุกข์ทนบนตัวเราเอง และก่อเกิดผลร้ายเห็นได้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เมื่อเราทำบ
าปเราไม่เพียงก่อเกิดผลร้ายต่อชีวิตและชะตากรรมของวิญญาณของเราเท่านั้น​ เราพ่นพิษร้ายต่อโลก
(ที่จะได้พูดถึงต่อไป) ทำลายความดีงามแห่งสิ่งสร้างของพระเจ้า​ นี่เป็นคำตอบที่ว่าทำไมเราจึงประสบ
พายุเฮอริเคนมากมายหลายลูก​ แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ เพราะทุกครั้งที่เราทำบาปเราได้ทำลาย
ความรอดรับผสานกลมกลืนหนึ่งเดียวแห่งจักรวาลของพระเจ้าทิ้งไป
-------------------------
(* โรงเรียน​ โคลัมเบีย​นไฮสกูล​ เกิดเหตุ​ใช้​ปืน​ยิง​นักเรียน​เสีย​ชีวิต​ใน​ ปีค.ศ.1999 และเป็น
จุดเริ่มต้น ที่มีการใช้ปืนยิง​นักเรียน​ต่อมาทั่ว​ประเทศ​สหรัฐอเมริกา​อีก​ 143​ โรงเรียน​
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์​วอชิงตัน​โพสต์​
“แซนดี้​ ฮุค” เป็น​โรงเรียน​ประถม​ ก็​เกิด​เหตุการยิงนักเรียนประถม​เสีย​ชีวิต​เช่น​กัน​)
-------------------------
🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 1:27 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( (3 ))
ผลร้ายของบาปและการตอบสนองของพระเจ้า

เมื่อการยั่วยวนของบาปปรากฏตัวของมันขึ้นต่อเรา เราควรวอนขอพระเมตตาจากพระเจ้าและ
เลี่ยงอันตรายจากการทำเล่นๆ โดยพูดกับตนเองว่า “ฉันสามารถรับมือการประจญนี้ได้ เพราะมัน
ไม่ได้ไปทำร้ายใคร และฉันก็สามารถไปรับศีลอภัยบาปในวันพรุ่งนี้ได้”​ เป็นความจริงที่ว่าบาปของ
เราได้รับการอภัยในที่แก้บาป (ตราบเท่าที่เป็นการแก้บาปอย่างถูกต้อง) นอกเสียจากว่าเราจะเป็น
ทุกข์ถึงบาปอย่างสมบูรณ์ คือเสียใจที่ได้ทำผิดต่อความรักของพระเจ้า มิใช่เสียใจเพราะเราจะถูก
ลงโทษในนรกแล้วเท่านั้น แต่การสารภาพบาปของเรามิใช่จะลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบอัตโนมัติ
ยังมีผลร้ายของบาปตามมาแม้ว่าเราจะได้รับการอภัยบาป ณ ที่รับศีลอภัยบาปแล้วก็ตาม

เหนืออื่นโด เมื่อเราทำบาปเราไม่ได้ทำร้ายเพียงตัวเราเท่านั้น เราได้ทิ้งบาดแผลไว้บนพระวรกาย
ของพระคริสตเจ้า และอย่างที่เราอ่านในตอนต้น​ รอยแผลนี้จะยังคงอยู่แม้รอยบาดแผลของบาปจะได้รับ
การอภัยเมื่อไปสารภาพบาปแล้วก็ตาม​ นอกเสียจากว่าบาปที่ได้รับการอภัยจะได้รับการชดเชย
​ (เช่น กิจการใช้โทษบาป อดอาหาร สวดภาวนา​ เป็นต้น)

ดังนั้นโทษบาปชั่วคราวอันเนื่องมาจากบาปยังคงอยู่ในวิญญาณ นี่เพราะว่า พระยุติธรรมของพระเจ้า
ยังคงเรียกร้อง อย่างไรก็ดี “การลงโทษ”​ นี้ควรเข้าใจว่าเป็นความรักของพระเจ้าและระเบียบกฎเกณฑ์
ของผู้เป็นบิดาเรียกร้องว่าเราจะต้องสู้ทนต่อความยากลำบาก ทั้งในโลกนี้หรือในไฟชำระภายหลัง
จากชีวิตนี้ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวัง พระเจ้าทรงรู้ว่าเราต้องทุกข์ทนเนื่องมาจากบาปของเรา และพระองค์
ทรงปรารถนาจะช่วยเหลือ พระองค์ทรงรู้ว่าเราไม่เหลืออะไร พระองค์ทรงต้องการทำอะไรบางสิ่งในเรื่องนี้
นี่คือคำจำกัดความของความเมตตา (ความรักเข้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ทนและทำอะไรบางอย่างในการนี้)
แต่ความเมตตานี้ออกมาจากพระเจ้า จึงเป็น “พระเมตตา” พระเจ้าทรงรักเราและพระองค์ทรงต้องการ
ให้อภัยเรา พระองค์ทรงต้องการประทานความเมตตาต่อเรา

คุณพ่อเซราฟิม ให้คำจำกัดความ “ความเมตตา” ด้วยคำอธิบายในแนวคิดที่ว่า “เป็นความรักต่อ
สิ่งที่ไม่คู่ควรที่จะรัก และให้อภัยต่อสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย”​ เราเป็นผู้ไม่คู่ควรที่จะได้รับความรักใช่หรือไม่?
ถ้าเราพิจารณาบาปของเราในระเบียบธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ใช่เลย เราไม่สมควรได้รับการอภัยไหม?​
เมื่อพูดกันตามเนื้อผ้า ใช่เลย เพราะเราทำอะไร เราได้ทำบาป ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดเพราะ
เป็นอาชญากรรมที่ทำร้ายต่อความรักสูงส่งประมาณค่ามิได้ของพระเจ้า ซึ่งนักบุญเปาโลบอกว่าเราสมควร
ได้รับการลงโทษที่หนักที่สุด ท่านบอกว่า “ค่าของบาปคือความตาย”​ (รม 6:23) ดังนั้น หากบาปไม่นำเรา
ไปสู่สิ่งใดนอกจากความทุกข์ยากลำบากและความตาย​ เราจะหาทางออกมาจากสถานการณ์ยุ่งเหยิงที่เรา
ถลำเข้าไปนี้ได้อย่างไร อะไรจะเป็น “ยา” ในกรณีนี้ อะไรจะเยียวยาความทุกข์ยากของเรา?

คำตอบพบได้ใน “พระเมตตา” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของคำอธิบายความรักของพระเจ้าต่อผู้ที่ไม่คู่ควรจะรัก
และอภัยต่อผู้ที่ไม่น่าให้อภัย ด้วยบาปของเรา​ เราได้กระทำให้ตัวเราเป็นทั้งผู้ที่ไม่คู่ควรจะรักและเป็นผู้ไม่
ควรได้รับการอภัย​ ส่งผลให้เราทุกข์ทรมาน เป็นพระเมตตาประทานมาให้เราจากพระเจ้าผ่านทาง
พระศาสนจักร (ธรรมล้ำลึกแห่งพระวรกายของพระคริสตเจ้า) ที่เราพบคำตอบ

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 1:36 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 4 )
การเยียวยา​รัก​ษาบรรเทาประเสริฐ​ที่สุด​ : พิธีมิสซาขอบพระคุณ​ (1)

พระเจ้าประทานการเยียวยารักษาความทุกข์ทรมานของเราในพระศาสนจักรของพระองค์และ
อย่างพิเศษที่สุดในพิธีมิสซาขอบพระคุณ​ พิธีกรรมที่ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโตในชีวิตฝ่ายจิต
ของเรา ถึงกระนั้นน้อยคนที่จะเข้าใจหรือแย่กว่านั้น ปฏิเสธพิธีมิสซาเสียเลย เรารู้จักบางคนที่พูดว่า
“ฉันได้อยู่ในศาสนาที่มีองค์กรบริหารจัดการ ฉันไม่ต้องการกำแพงทั้งสี่ด้านของพระศาสนจักร
ฉันไม่ต้องการพิธีมิสซาเพราะฉันสวดส่วนตัวในห้องของฉันได้”

นี่เป็นการเข้าใจได้จากพระคัมภีร์ที่ว่า “จงเข้าในห้อง ปิดประตูและสวดภาวนา" (มธ 6:6) ในขณะที่
ไม่ต้องพึ่งพาใคร การสวดภาวนาเช่นนั้นคล้ายกับการหัดเดิน คำภาวนาส่วนตัวของเราไม่สมบูรณ์ ทำไม?
เพราะเราต่างแตกสลาย เป็นคนบาปและบาปเหล่านั้นเป็นดั่งเงามืดบดบังหน้าต่างห้องที่เราใช้สวด
ภาวนาส่วนตัว พระหรรษทานของพระเจ้าเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอยู่เสมอ แสงนี้พยายามส่องผ่าน
เงามืดที่บดบังหน้าต่างแห่งวิญญาณ อย่างไรก็ตาม แม้แสงจะส่องมามากมายเพียงใดกลับถูกบดบังด้วย
เงามืดตรงหน้าต่างของเรา พระหรรษทานมากมายของพระเจ้าถูกบังขวางกั้นโดยเรามืดดำแห่งบาปของเรา
คำภาวนาส่วนตัวของเรายิ่งใหญ่แต่เพราะเราเป็นคนบาป (แม้ว่าเราคงอยู่ในสถานะพระหรรษทาน)
สภาพมนุษย์ที่แตกสลายของเราทำให้คำภาวนาของเราไม่อาจสมบูรณ์ได้

ดังนั้น แม้คำภาวนาส่วนตัวของเราเป็นไปอย่างร้อนรนและต้องการความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถ
สัมฤทธิ์ผลได้ในตัวมันเอง แล้วคำภาวนาที่สมบูรณ์แบบ พบได้ที่ไหน? พบได้ในพระศาสนาที่พระเยซูเจ้า
ทรงตั้งขึ้นมาที่เราเรียกว่า พระศาสนจักรคาทอลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พบได้ในพิธีมิสซาขอบพระคุณ
ทำไม? ดังที่คุณพ่อเอ็ดมูล​ แม็กคัฟฟเรย์ อดีตเจ้าอธิการอารามเบลมอนท์ ตั้งอยู่ที่เมืองชาร์ลอทท์​
มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา เคยไว้ว่า “พิธีมิสซาเป็นการถวายบูชาของพระเจ้าแด่พระเจ้า”​ อะไรที่พระเจ้า
ทรงถวายบูชาเป็นสิ่งประเสริฐ สมบูรณ์แบบ​ และในพิธีมิสซาเราได้เห็นการถวายบูชาแค่พระบิดาเจ้า
ที่ประเสริฐสมบูรณ์แบบ กระทำ โดยองค์พระบุตรอาศัยพระจิตเจ้า

ในพิธีมิสซาที่เราได้เห็นเป็นพยานถึงประวัติศาสตร์แห่งแผนการไถ่กู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าด้วยตา
ของเรา เราได้เป็นพยานถึงรูปแบบของ​exitus et reditus การออกไปและหวนกลับมา พ่อจะพูดถึงเรื่องนี้
ให้ละเอียดในอีกสองสามตอนจากนี้ แต่ตอนนี้สามารถพูดว่าคำภาษาลาตินนี้แปลอย่างคร่าวๆ ว่า
​ “ทุกสิ่งมาจากพระเจ้าและจะหวนกลับไปสู่พระเจ้า”​ พระบุตรพระเจ้าเสด็จมาจากพระตรีเอกภาพครั้งแรก
ผ่านทางพระสัญญา พระองค์ประทับอยู่กับมวลมนุษย์​ และอาศัยการรับเอาเนื้อหนังมาบังเกิดเป็นมนุษย์
(exitus) และจากนั้นพระองค์​เสด็จกลับสู่บ้านพระบิดาในฐานะที่เป็นลูกแกะที่ถูกฆ่าถวายบูชา (reditus)

อย่างไรก็ดี มีความแตกต่างมหาศาลเมื่อพระองค์เสด็จกลับคืน​ พระเยซูเจ้าทรงแบกแกะหลงหายไว้
บนบ่าของพระองค์กลับบ้านมาด้วยอย่างปลอดภัย และขณะนี้พระองค์ทรงนำสภาพมนุษย์ของเราที่ได้
รับการไถ่กู้ให้รอดพ้นกลับมากับพระองค์ เราแตกสลายหลังจากล้มลงเนื่องจากบาปของอาดัมและเอวา
แต่บัดนี้เราได้รับการรักษาและทำให้ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า ที่ทรงกระทำบนไม้
กางเขน พระองค์ทรงดึงเราทุกคนกลับมาหาพระองค์อาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์ มอบพระวรกายและพระโลหิต
ของพระองค์หลั่งออกเพื่อรับโทษชำระบาปของเรา

อย่าลืม เราได้เรียนรู้จากนักบุญเปาโลว่าค่าของบาปคือความตาย​ พระเยซูเจ้าทรงจ่ายการลงโทษนี้
และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพเพื่อชนะความตาย​ เพื่อว่าบัดนี้เรามีชีวิตในพระองค์ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลใหญ่
อันหนึ่งที่พระเยซูเจ้าต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงจ่ายหนี้สูงสุดเพื่อเราจะได้เป็นหนึ่งเดียว
กับพระองค์ ซึ่งเราไม่มีปัญญาจ่าย ไม่เพียงแต่พระคริสตเจ้าไถ่กู้เราจากชะตากรรมที่ต้องตายตลอดนิรันดร
ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนี้เท่านั้น พระองค์ยังเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพพิชิตความตายทางกาย
ภาพเพื่อมันจะไม่มีอำนาจสามารถเหนี่ยวรั้งเราไว้ได้อีกต่อไป พระองค์เสด็จกลับสู่พระบิดาเป็นดั่งเครื่อง
บูชาสำหรับเรา เพื่อรวมพระเทวภาพของพระองค์​เข้ากับสภาพมนุษย์ของเรา​พระองค์ทรงยกเราขึ้นให้เข้า
มีส่วนร่วมกับพระเทวภาพของพระองค์ มีชีวิตในพระตรีเอกภาพ​ ระหว่างพิธีมิสซาอาศัยอำนาจของ
พระจิตเจ้า เรากลายเป็นของที่ถูกนำมาถวายเมื่อพระคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์เองให้เป็นเครื่องบูชา
อันรวมเราเข้าไว้ กลับคืนไปสู่พระบิดา เพื่อลบล้างบาปของเราและของโลก

ถ้าคุณมาร่วมพิธีมิสชาและร่วมอย่างตั้งใจ เป็นใครกันที่พิธีมิสซาภาวนาวอนขอ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า
“พระเยซูเจ้า”​ แต่คำตอบที่แท้จริงคือ “พระบิดาเจ้า”​ ใครเป็นผู้สวดภาวนาต่อพระบิดา “พระเยซูเจ้า”​
แล้วพระเยซูเจ้าทรงกล่าวคำภาวนานั้นหรือเปล่า เป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์กำลังสวดภาวนาในนามของ
พระเยซูเจ้า (in persona Christi) ในพระบุคลแห่งพระคริสตเจ้า ท่านเป็นพระคริสต์เจ้าอีกองค์หนึ่ง
(alter Christus) ด้วยการสับเปลี่ยนเช่นนี้เท่านั้นการถวายบูชาที่แท้จริงจึงบังเกิดขึ้น

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 1:46 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 5 )
การเยียวยา​รัก​ษ​าบรรเทา​ประเสริฐ​ที่สุด​ : พิธี​มิสซา​ขอบพระคุณ​ (2)

หลายคนถามว่า ตอนไหนคือ “จุดสำคัญสูงสุด” ของพิธีมิสซา​ หลายคนอาจจะตอบว่า “ตอนเสก
แผ่นปังเป็นศีลมหาสนิท” แต่คนอื่นเช่นนักบุญ​แม็กซีมิเลียน คอลบี อาจจะตอบว่าจุดสำคัญสูงสุด
ของพิธีมิสซาคือ “ตอนรับศีลมหาสนิท”​ แต่หากคุณได้อ่านงานเขียนของ ไมเกิ้ล กิตลีย์​
“หนึ่งเดียวคือสาม” ​(ซึ่งนักเทววิทยาหลายคนเห็นด้วยกับเขา) จุดสูงสุดของพิธีมิสซาคือ “ช่วงเวลา
สำคัญกว่าภาคส่วนใด” (supercharged moment) เป็นตอนที่พระศาสนจักรเรียกว่า “คำปิดท้าย
สรรเสริญพระเจ้าผู้อำนวยพร” (บางทีเรียกว่า คำปิดท้าย​ บทยอพระเกียรติ)​ (concluding doxology)
“Through Him, with Him and in Him, in the unity of the Holy Spirit, all glory and honor
is yours, almighty Father, for ever and ever.”

“คำปิดท้ายสรรเสริญพระเจ้าผู้อำนวยพร” (concluding doxology) เป็นคำกาวนาที่พระสงฆ์ใน
ฐานะบุคคลในองค์พระคริสตเจ้ายกจานรองที่วางแผ่นปังศีลมหาสนิทและถ้วยกาลิสก์ที่บรรจุพระโลหิต
ขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง กล่าวประกาศว่า​ “อาศัยพระคริสตเจ้า พร้อมกับพระคริสตเจ้า และในพระคริสตเจ้า
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ พระองค์ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ร่วมกับพระจิตเจ้า​ ตลอดนิรันดร อาแมน”​
มีอะไรเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้ พระบุตร ผู้ทรงเป็นพระเจ้ากำลังเป็นเครื่องบูชาอาศัยอำนาจของพระจิตเจ้า
ถวายแด่พระเจ้า พระบิดาในการเสียสละตนเองด้วยความรักจนสิ้นเชิง

ควรบันทึกด้วยว่า พระคริสตเจ้ามิใช่เครื่องบูชาแบบถูกถวาย​ พระองค์ทรงเป็นผู้ถวายและผู้ถูกถวาย
ในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งพระจิตเจ้า ทำไมเครื่องบูชานี้จำต้องถวาย? เราย้ำ
อีกครั้งว่าค่าของบาปคือความตาย แต่บัดนี้พระคริสตเจ้าทรงชำระหนี้อันนี้ แท้จริงเพราะพระเจ้าทรงอยู่
เหนือกาลเวลา (ไม่มีอดีตหรืออนาคตสำหรับพระเจ้า) และตามที่นักบุญโทมัส อาไควนัส สอน สำหรับ
พระเจ้ามีเพียง “ช่วงขณะแห่งนิรันดรเท่านั้น”​ คุณกำลังอยู่ ณ เนินกัลวารีโอ ในหนทางแห่งธรรมล้ำลึก
ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงกำลังจ่าย “โทษของความตาย”​ เพื่อบาปของคุณ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุก
พิธีมิสซาของคาทอลิกจึงต้องมีไม้กางเขนที่แขวนตรึงองค์​พระเยซูเจ้าตั้งวางอยู่บนพระแท่น

คุณไม่ได้กำลังอยู่ในบทละครหรือการแสดงเรื่องทางประวัติศาสตร์ประสามนุษย์ แต่คุณอยู่ใน
เหตุการณ์แท้จริงแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์​ คุณอยู่ตรงเชิงไม้กางเขนที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์
แทนคุณ เพื่อจ่ายหนี้บาปที่คุณไม่มีปัญญาจ่ายได้ เพื่อให้คุณเป็นป็นอิสระและมีชีวิตนิรันดร พิธีมิสซา
มิใช่เครื่อง หมายแสดงถึงการถวายบูชาของพระคริสตเจ้า แต่เป็นการถวายเครื่องบูชาอีกครั้งหนึ่งและ
เราเข้าไปมีส่วนร่วมในเครื่องบูชาประเสริฐสูงสุดนี้ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมเราต้องปฏิบัติมากยิ่งกว่า
เป็นแค่ “ของถวาย” ในพิธีมิสซาเราต้องเป็นผู้ร่วมถวายที่กระตือรือร้นอย่างยิ่งด้วย

ในหนังสือ “จิตวิญญาณแห่งพิธีกรรม” (Spirit of The Liturgy) พระคาร์ดินัล โจเซฟ รัตซิงเกอร์
(ต่อมาพระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16) กล่าวว่า “ในพิธีมิสซา สวรรค์และแผ่นดินผูก
สัมพันธ์เชื่อมต่อกันโดยไม่มีกาลเวลา เทวดาและนักบุญขึ้นลง และ 'ช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์' (เวลาของพระเจ้า)
ก็ร่วมกันกับ 'เวลาทางกายภาพ' (เวลาของเรา) ในพิธีมิสซาคุณกลายเป็นคนฝ่ายจิตที่อยู่ ณ เนินกัลวารีโอ
เมื่อเครื่องบูชาหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้าสำหรับความรอดพ้นของมนุษยชาติบังเกิดขึ้น แม้ทางกายภาพ
คุณจะคุกเข่าอยู่ในแถวที่นั่งในโบสถ์ ณ ศตวรรษที่ 21 แต่ทางด้านวิญญาณคุณกำลังอยู่ในช่วงขณะ
ยิ่งใหญ่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่​2000 ปีที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่กาลเวลาเริ่มต้นขึ้น”​ พระคาร์ดินัล รัตซิงเกอร์อธิบาย

บัดนี้หากอดีตและปัจจุบันเจาะเวลาเข้าหากันเช่นนี้ และหากสารัตถะของอดีตเป็นสิ่งไม่ใช่เพียงแค่
ช่วงเวลาเหล่านั้นในอดีต แต่เป็นพลังอำนาจซึ่งติดตามไปในปัจจุบันและในอนาคต พลังอำนาจนี้ก็จะเป็น
ปัจจุบันที่กำลังเกิดในพิธีกรรม...อดีต ปัจจุบันและอนาคต ต่างเจาะเวลาเข้าหากัน สัมผัสกันเป็นนิรันดร

พิธีมิสซาเป็นผลของนิรันดรอันสำคัญซึ่งสิ่งสร้างทั้งปวงกลับมาเป็นปัจจุบันในชั่วขณะนั้น นี่เป็นเหตุผลว่า
ทำไมเทวดารักษาตัวของเรามีความชื่นชมยินดีเมื่อผู้ที่ท่านคุ้มครองรักษาทางกายภาพกำลังร่วมพิธีมิสซาอยู่
เพราะที่นั่นพวกท่านสามารถมีส่วนร่วมถวายบูชาอันสมบูรณ์แบบแด่พระเจ้าในสวรรค์ พวกญาณชน (mystic)
บอกเราว่าบรรดาเทวดารักษาตัวจะมาและคุกเข่ารอบพระแท่นในเวลาที่พระสงฆ์เสกปัง ทูนยกภาชนะและอะไร
บรรจุอยู่ในภาชนะ? ก็สิ่งที่คุณจะใส่ลงไป ความหวัง ความชื่นชมยินดี ความทุกข์ยากลำบากของคุณ
ความเจ็บปวด ฯลฯ นี่เป็นของถวายที่คุณจะถวายร่วมไปกับพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขนและถวายกลับสู่
พระบิดาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้าระหว่างประกาศ “คำปิดท้าย สรรเสริญพระเจ้าผู้อำนวยพร” (Doxology)
ทีนี้คุณก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคำภาวนาส่วนตัวเป็นสิ่งดี แต่คำภาวนาที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องบูชา
อันประเสริฐสมบูรณ์แบบของพระบุตรถวายแต่พระบิดาเจ้าเป็นคำภาวนาที่ประเสริฐสมบูรณ์ที่สุด

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 1:53 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 6 )
ฉลองแต่งงาน

ความจริงที่ไม่น่าเป็นไปได้กลับลงลึกไปยังความหมายของการสมรส​ ปิตาจารย์ของพระศาสนจักร
ยุคแรก ๆ อธิบายพิธีมิสซาว่าเป็นการแต่งงานของพระคริสตเจ้ากับเจ้าสาวของพระองค์ พระศาสนจักร
(พวกเราทุกคน)​ งานฉลองการแต่งงานในเมืองสวรรค์ของลูกแกะพระเจ้า คุณอาจจะถามว่า​ “คุณพ่อ
มันเป็นได้อย่างไร ดิฉันแต่งงานกับคู่ชีวิตของดิฉันแล้วตลอดนิรันดร​ เขาชื่อแฟรงค์” อย่าลืมว่าเมื่อ
คุณแต่งกับคู่ชีวิตของคุณ คุณแต่งงานในความหมายของโลกนี้แต่ยังจะมี “การแต่งงาน”​ ในรูปแบบ
นี้ตามเราไปในสวรรค์​อีกหรือ? ไม่ พระเยซูเจ้าตรัสว่าไม่มีการแต่งงานในเมืองสวรรค์ (มธ 22:30)
ในขณะที่เรื่องนี้ทำให้ใครบางคนรู้สึกเศร้า (แต่ก็ทำให้ใครบางคนมีความสุขด้วย) ​เรามาดูกันว่า
เรื่องนี้เป็นเช่นไร

หวังว่าคุณคงจะรู้ “จุดประสงค์” ของการแต่งงาน 3 ประการ หนึ่งเพื่อเป็นการสร้างโลกร่วมกับ
พระเจ้าซึ่งหมายถึงเปิดตนเองต่อชีวิตเพื่อมีลูก​ซึ่งเป็นผลจากความรักที่มอบให้แก่กันและกันของ
คู่ชีวิตทั้งสอง ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้กำเนิดสร้างสรรค์โลกแบบนี้ในสวรรค์ เพราะที่นั่นไม่มี
ความตายอีกต่อไป ทุกคนในสวรรค์มีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์

จุดประสงค์ที่สองของการแต่งงานคือ เพื่อการเป็นหนึ่งเดียวกัน คู่ชีวิตแบ่งปันของประทานความสุข
ของการร่วมชีวิตหลับนอนอันลึกซึ้งสุดจะเข้าใจได้ ซึ่งทำให้ทั้งสอง “เป็นเนื้อเดียวกัน”​ (มก 10:8) เป็น
การรื้อฟื้นพันธสัญญาของพระเจ้า บนโลกนี้ที่คุณผูกมัดตนเองกับคู่ชีวิตในรูปแบบพิเศษ แต่ในสวรรค์
คุณจะผูกพันกับองค์ความรักเองคือองค์พระเจ้า ในรูปแบบสนิทแน่นแฟ้นหนึ่งเดียวยิ่งขึ้น จะไม่ต้องมี
รูปแบบเพศสัมพันธ์ในสวรรค์ เพราะไม่มีความจำเป็นในการสรรค์สร้างโลกโดยให้กำเนิดมนุษย์แบบ
ในโลกและจะมีการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างที่สุด

จุดประสงค์การแต่งงานข้อที่สามที่เห็นว่าสำคัญที่สุด เพื่อคุณและคู่ชีวิตของคุณจะช่วยเหลือเกื้อกูล
ซึ่งกันและกันไปตลอดชีวิต เพื่อไปสู่สวรรค์ให้ได้นี่หมายความว่าจะต้องยอมรับทั้งความดีและความ
บกพร่องของกันและกันอันทำให้คุณสามารถมองดูคู่ชีวิตครั้งต่อไปและพบว่าต่างก็เป็น “ไม้กางเขน”
ที่ต่างต้องแบกไว้ หากมองดังนี้ได้ จงชื่นชมยินดี เพราะเราต่างเข้าสวรรค์ได้ก็ด้วยหนทางแห่งไม้กางเขน
และบางทีไม้กางเขนอันเป็นคนที่เรารักทำให้เราแบกหนทางการชำระล้างเราให้ศักดิ์สิทธิ์ และยกเราขึ้น
ในฤทธิ์กุศลที่ทำให้เราได้รับมรดกชีวิตนิรันดรโดยยอมละน้ำใจตนเอง เป็นหนทางทรงพลังแห่งการสละ
ตนเองเป็นเครื่องบูชา และเหมือนจุดประสงค์ทั้งสองประการแรก​ จุดประสงค์นี้ไม่จำเป็นเมื่ออยู่ในสวรรค์
แล้วเพราะคู่ชีวิตของคุณก็จะทั้งอยู่และไม่อยู่ตลอดชั่วนิรันดร

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องแต่งงานในสวรรค์ดังรูปแบบที่เรารู้จักในโลกนี้ เพราะเราจะมีรูปแบบ
การแต่งงานสมบูรณ์สูงสุดในสวรรค์กับคู่ชีวิตสมบูรณ์สูงสุด คือพระเจ้าพระองค์เอง ในหนทางเปี่ยมด้วย
พลัง พระเจ้าทรงให้เราได้ลิ้มรสของสิ่งนี้บนโลก งานเลี้ยงสมรสของลูกแกะพระเจ้า พิธีมิสซาขอบพระคุณ
ในพิธีมิสซาพระเจ้าทรงร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับเราในหนทางที่เป็นไปได้ในขณะที่ยังอยู่บนโลก

ในพระคัมภีร์พระคริสตเจ้ามักจะทรงเอ่ยถึงว่าพระองค์ทรงเป็น “เจ้าบ่าว” เช่นในอุปมาเรื่องหญิง
พรหมจารีทั้งสิบคน (มธ 25:1-13) ยังมีอื่นที่พระเยซู​เจ้าทรงถูกถามว่าพระองค์และลูกศิษย์ทำไมไม่อด
อาหาร และพระองค์ตรัสตอบว่าไง​ “บรรดาแขกจะโศกเศร้าได้หรือในงานแต่งงานตราบเท่าที่เจ้าบ่าวยัง
อยู่กับพวกเขา? แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าบ่าวถูกแยกไปจากพวกเขาและวันนั้นพวกเขาจะถือศีลอดอาหาร”
(มธ 9:15) ปิตาจารย์ของพระศาสนจักรหลายท่านอธิบายว่าความรักที่เหลือเชื่อแบ่งปันออกมา
จากพระคริสตเจ้า เจ้าบ่าวแก่เจ้าสาวของพระองค์คือ พระศาสนจักร

ในทุกมิสซา เมื่อคุณเดินออกจากแถวที่นั่งไปรับศีลมหาสนิท คุณสามารถคิดไปถึงได้เลยว่านี่เป็น
ขบวนงานแต่งงานของคุณ ในการแต่งงานแบบคาทอลิกทุกคู่ เมื่อเจ้าสาวเดินมาตามแถวที่นั่ง ใครยืน
คอยเธออยู่ที่พระแท่น? เจ้าบ่าวของเธอ เขาเห็นเจ้าสาวสวยงดงามเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ตรง
มาหาเขา ในศีลแต่งงานทั้งสองกลับเป็นเนื้อเดียวกัน มีการรวมเป็นหนึ่งเดียวทางชีวิตจิต ณ พระแท่น
พิธีแต่งงานจะสำเร็จสมบูรณ์เมื่อเจ้าบ่าวเข้าหาเจ้าสาวอย่างแท้จริงและกลับเป็น “เนื้อหนังหนึ่งเดียว”

ในหนทางลึกซึ้งกว่านั้น เมื่อคุณเดินเข้าไปแทบพระแท่นในพิธีมิสซา​ คุณได้พบคู่ชีวิตของคุณ
พระคริสตเจ้าผู้ซึ่งแท้จริงรอคอยคุณอยู่​ในเนื้อหนังร่างกาย ในการมหาสนิทเป็นหนึ่งเดียวเหนือ
ธรรมชาติ ดุจดังเจ้าบ่าวเข้าไปในตัวคุณผู้เป็นเจ้าสาว ในศีลมหาสนิท คุณกลับเป็นหนึ่งเดียว
กับพระคริสตเจ้า อย่างแท้จริง

นี่เป็นความหมายของพิธีมิสซา! เป็นการแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ พิธีมิสซาที่งดงามจึงมิใช่เพียงแค่ยืน
นั่ง และคุกเข่า พิธีมิสซาคือการผูกมัดตนเองเข้าสู่รหัสธรรมล้ำลึกอันเหลือเชื่อ อะไรที่ทำให้พระศาสนจักร
คาทอลิกแตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ คือศีลศักดิ์สิทธิ์ ศิลศักดิ์สิทธิ์มิใช่เพียงแค่เครื่องหมายแต่เป็นหนทาง
ที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายความรัก ความเมตตา พูดอีกอย่างหนึ่งศีลศักดิ์สิทธิ์กระทำอะไรบางอย่าง
ศีลศักดิ์สิทธิ์ “กระทำ” สิ่งที่ศีลนั้นบ่งถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ “ประสาทพระหรรษทานที่ศีลนั้นบ่งถึง”
(หนังสือคำสอนของพระศาสนจักร) ดังที่ข้อคำสอนบอกเรา ศีลศักดิ์สิทธิ์เป็น “เครื่องหมายภายนอก
ที่ประทานพระหรรษทานของพระเจ้าที่พระคริสตเจ้าทรงตั้งขึ้นและประทานแก่พระศาสนจักร อันเป็น
ชีวิตพระมอบให้แก่เรา”​ (คำสอนฯ, 1131) คุณไม่สามารถรับสิ่งใดเกินกว่าจินตนาการได้มากไปกว่านี้แล้ว

เรามีศีลมหาสนิทที่บรรจุพระกายและพระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูเจ้าที่เข้ามา
อยู่ในตัวเราอย่างสมบูรณ์และทรงพระชนม์ชีพในตัวเรา หากเราเปิดใจรับพระหรรษทานและรับไว้อย่างรู้
คุณค่า​ พระหรรษทานจะสามารถเปลี่ยนแปลงเราให้กลายเป็นพระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง นี่ทำให้เราแตก
ต่างไปจากพี่น้องโปรแตสแตนท์ ใครหลายๆ คนที่มีความเชื่อ พวกเราก็ได้รับการห่มคลุมหิมะเหนือ
“เนินมูลสัตว์” และพระหรรษทานของพระเจ้าก็เพียงปกคลุมเราเพราะดวงใจเราเน่าเสีย พูดได้อีกอย่าง
หนึ่งว่าเราคาทอลิกมีความเชื่อในพระหรรษทานของพระเจ้าที่ทรงเปลี่ยนแปลงเราได้อย่างแท้จริงและ
ทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? เราจะเห็นได้ดังเหตุผลต่อไปนี้

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

จันทร์ ก.พ. 02, 2026 2:08 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ (7)
ทรงประทานความเมตตาใหญ่​หลวง​ 3 ประการ

วิถีทางของเราที่จะหันกลับบ้านมาสู่พระเจ้า เป็นหนทางที่จัดวางไว้โดยพระเจ้าพระองค์เองผ่าน
ทางศีลศักดิ์สิทธิ์ในพระศาสนจักรคาทอลิก ความเชื่อทั้งหมดของเราสามารถสรุปลงในหนทางแห่ง
เครื่องหมายเป็นวงกลม ดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น วงกลมที่นักบุญโทมัส อาไควนัสเรียกว่า
“exitus et reditus” ในวลีที่ว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น วงจรแห่งความเชื่อของเราพัฒนา
ไปเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระเจ้า (งานสร้างสรรค์โลกจักรวาล) แต่พังพินาศไปในความพลาดพลั้ง
ณ สวนเอเดน พระคริสต์เจ้าทรงจำเป็นต้องซ่อมแซมขึ้นใหม่อาศัยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
(การไถ่บาปมนุษย์) และบัดนี้เราได้หวนกลับคืนสู่การปฏิสังขรณ์อย่างสมบูรณ์สูงสุดโดยองค์พระเจ้า
(ศักดิ์สิทธิกร)

ดังนั้นบัดนี้เราจึงสามารถสรุปพระกิจการเมตตาทั้งปวงของพระเจ้าว่าเป็น “กิจการแห่งความเมตตา
ยิ่งใหญ่ของพระองค์”​ ในหนทางนี้เราสามารถเรียกกิจการเหล่านั้นว่า “เป็นที่สุดอัลบั้มยอดฮิตของพระองค์”
(ถ้าพ่อจะอธิบายแนวคิดอย่างคร่าว ๆ ด้วยศัพท์แวดวงเพลงพ๊อพ)

ดังนั้นเรามาเริ่มกันที่งานความเมตตายิ่งใหญ่ประการแรกของพระพระเจ้า​ : การเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง
ทั้งปวง พ่อมาจากพระเจ้า คุณมาจากพระเจ้า​ เราทุกคนล้วนมาจากพระเจ้า รำพึงไตร่ตรองถึงความจริงน่าทึ่ง
ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น​ เราจะเห็นว่าเราสามารถยกถวายผลงานความเมตตายิ่งใหญ่ประการแรกนี้แด่
พระบุคคลแรกในพระตรีเอกภาพ : พระบิดาเจ้า

น่าเศร้าที่มนุษย์เป็นงานสร้างประเสริฐที่สุดของพระเจ้า ไม่น่าจะมีช่วงเวลาใดที่จะทำตนเองให้เข้าสู่
ปัญหาได้ ถึงกระนั้นอาดัมและเอวา พ่อแม่ของเราเหมือนกับลูกๆ ของคุณ เมื่อคุณให้ตุ๊กตาตัวใหม่กับ
พวกเขา หลายครั้งพวกเขาก็ทำตุ๊กตาแตกหักในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีทันทีที่ได้รับ และก็เป็นเช่นเดียวกัน
ในสวนเอเดนที่มนุษย์ตกในบาปกำเนิด

มนุษย์ที่อยู่ในสถานะพระหรรษทานได้สูญเสียสถานะทางวิญญาณ​(ชีวิตฝ่ายจิต) และหมดสิ้น
พระหรรษทาน กลายเป็นคน “สิ้นเนื้อประดาตัว” นำมาซึ่งความปรารถนาในราคะตัณหา (concupiscence)
ดำเนินอยู่ในความมืด​ ความโน้มเอียงที่จะขัดสู้ต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง บาปนี้เป็นผลจากมนุษย์หัน
สายตาของตนออกไปจากพระผู้สร้างของตนและมองเข้าไปในตัวตนเองโดยไม่มีความเชื่อไว้ใจในพระเจ้า
นอกจากเพียงแต่ตัวตนเอง (ดูคำสอน 397) ตอนนี้แทนที่จะมีความรักพระเจ้าและผู้อื่นอย่างสมบูรณ์
อา​ดัมและเอวา (และมนุษย์ทุกคนที่จะตามมา) จะต้องแบกรับความจริงของความไม่ไว้วางใจที่มีต่อ
พระเจ้า การเดินอยู่บนความมืดมน และสิ้นเนื้อประดาตัว มนุษยชาติขณะนี้ต้องการพระผู้ไถ่มาช่วย
กอบกู้เขาจากสภาพตกต่ำอันนี้

บาปแรกนำมาซึ่งความจำเป็นก่อเกิดกิจการพระเมตตตาประการที่สองของพระเจ้า : การไถ่บาป
มนุษย์ให้รอดพ้น ในกิจการพระเมตตานี้พระเจ้าทรงต้องแทรกเข้ามาเพื่อแก้ไขฟื้นฟูความไร้ระเบียบ
สับสนที่มนุษย์ได้ก่อขึ้น​ ความรักยิ่งใหญ่สูงส่งบัดนี้ได้บังเกิดขึ้นระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ที่ต้องการ
การปฏิสังขรณ์ แต่เราสามารถมองเห็นความไม่ค่อยมั่นใจว่าจะทำอย่างไร​ ข้อสำคัญ : เพราะมิตรภาพ
ที่แตกหักลงโดยการกระทำของมนุษย์นั้นจะต้องมีคนหนึ่งในหมู่มนุษย์มาแก้ไขสิ่งนี้ อย่างไรก็ดีจะต้อง
เป็นกิจการอันลึกล้ำจากองค์พระผู้เป็นเจ้าในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ การล่วงเกินพระเจ้าอย่างใหญ่
หลวงเกินความสามารถที่เราจะไปทำให้หวนกลับคืนมาได้ ในความเป็นจริงพระเจ้าเท่านั้นทรงซ่อมแซม
สิ่งนี้ได้ แต่พระเจ้ามิได้ทรงเป็นผู้ก่อเกิดบาดแผลนี้ แล้วนั้นจะทำอย่างไร? คำตอบ : พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็น
ทั้งพระเจ้าและมนุษย์แท้​ “พระเจ้า-มนุษย์”​ ที่จะทรงเป็นบทสรุปของเรื่องนี้ พระกิจการเมตตาของพระเจ้า
ประการแรกคือได้ทรงสร้างพวกเรามา แล้วเราก็ทำตนตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ดังนั้น
พระกิจการ ความเมตตาประการที่สอง คือทรงส่งพระบุตรของพระองค์ พระบุคคลที่สอง
ในพระตรีเอกภาพ มาซ่อมแซมบูรณะพวกเรา พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเสด็จมาไถ่กู้เราให้รอดพ้น

กุญแจไขเรื่องนี้สำหรับเราคือต้องทำตนเตรียมพร้อมเหมาะสมที่จะรับของขวัญพระหรรษทาน
การไถ่บาปมนุษย์เปลี่ยนแปลงเราให้กลับเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระบิดาเจ้าบนสวรรค์ทรงเป็นผู้
ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเราจึงสามารถมีส่วนร่วมในชีวิตแห่งพระเจ้า จึงมาถึงพระกิจการเมตตาของพระเจ้า
ประการที่สามลำดับสุดท้าย เป็นพระกิจการเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระบุคคลที่สาม
ในพระตรีเอกภาพ องค์พระจิตเจ้า​ เสด็จมาทำให้เราศักดิ์สิทธิ์เพื่อเราจะสามารถกลับไปยังพระบิดา
โดยไม่มีจุดด่างพร้อยหรือ ข้อตำหนิ เราเรียกพระกิจการเมตตาสูงส่งประการที่สามนี้ว่า
“การทรงทำให้เป็นเหมือนพระเจ้า”​ (divinization) หรือ “ศักดิ์สิทธิกร” (sanctification)

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 03, 2026 12:30 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ (8)
การอธิบาย​ถึง​พิธี​มิสซา​เพิ่ม​เติม​ (1)

แต่การทรงทำให้เป็นเหมือนพระเจ้านี้เกิดขึ้นในทุกๆ นาทีในแต่ละวันรอบโลกของเราได้อย่างไรเล่า?
คำตอบ : ในพิธีมิสซา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเสกศีลฯ ใน “คำปิดท้ายสรรเสริญพระเจ้าผู้อำนวยพร”
(concluding doxology) และตอนที่เราได้รับศีลมหาสนิท เป็นการทรงหยั่งเห็นอันงดงามของพระเจ้า
ก่อนแล้วที่จะทรงทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงอภิเษกเรา ผ่านทางกิจการงานไถ่กู้ของพระคริสต์เจ้า เราได้
กลับไปยังพระบิดา ผู้ซึ่งได้กำเนิดออกมาในสภาพที่ดีขึ้นอย่างมาก สภาพที่เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน
โอ้! การมีส่วนร่วมในการถวายบูชานิรันดรเป็นกิจการยิ่งใหญ่ที่สุดเกินที่คุณจะสามารถทำได้ชั่วชีวิต
ของคุณ! ถ้าเราคาทอลิกรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพิธีมิสซา​ เราจะไม่ยอมขาดการร่วมพิธีมิสซาเลย
เราจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายพิธีมิสซา เราจะโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นสำหรับโอกาสครั้งต่อไปที่จะได้
เข้าร่วมในพิธีมิสซา

สิ่งนี้ทำให้เราต้องระวังความสำคัญของพิธีมิสซา - เป็นการร่วมอยู่ที่เนินกัลวารีโอ ดุจดังเวลา
ที่พระคริสต์เจ้าทรงจ่ายชดใช้หนี้ของเราบนไม้กางเขน​ เพื่อเราจะได้รับการอภิเษกให้เป็นคนศักดิ์สิทธิ์
และเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตพระเจ้าร่วมกับพระผู้สร้างของเรา อาศัยพิธีมิสซาและศีลศักดิ์สิทธิ์ เราได้รับ
การทำให้เป็นเหมือนพระเจ้า และได้เข้าร่วมชีวิตพระเจ้าอย่างสมบูรณ์เท่าที่จะเป็นไปได้ในโลกนี้

มันทำให้พ่อสับสนเมื่อได้ยินคำบ่น “คุณพ่อ ผมไม่ไปร่วมพิธีมิสซาเพราะผมรู้สึกไม่ได้อะไรจาก
พิธีนั้นเลย” พ่อมักตอบกลับไปว่า “ลูกไม่ได้รับสิ่งใดเลยได้อย่างไร? นี่เป็นพระหรรษทานที่ลูกต้อง
การเพื่อมีชีวิตนิรันดร! แทนที่จะรู้สึกเบื่อในพิธีมิสซา จงถวายตัวลูกดังคำภาวนาลงบนจานรองแผ่นปัง
ถวายตัวเองร่วมไปกับของถวายคือพระเยซูเจ้า พระบุตรพระเจ้าพระบิดาโดยอาศัยฤทธิ์อำนาจของ
พระจิตเจ้า จงถวายตัวลูกร่วมใจกับไปไม้กางเขน แม้ว่าลูกจะเกาะได้เพียงแค่ปลาย​ของไม้กางเขนแทบ
พระบาทของพระคริสต์เจ้า​ ขณะที่พระองค์เสด็จกลับสู่พระบิดาในสวรค์ จงอย่าพลาดของขวัญยิ่งใหญ่
เหลือเชื่อที่พระเยซูเจ้าทรงหยิบยื่นให้ลูก!”

นี่คือความหมายของพิธีมิสซา พระศาสนจักร และศีลศักดิ์สิทธิ์ของท่าน​ เป็นหนทางธรรมดาของ
พระเมตตาที่ทำงานในโลกซึ่งตอบว่าทำไมปีศาจเกลียดพระศาสนจักรคาทอลิก มันเกลียดพระสงฆ์
คาทอลิกและทำงานของมันอย่างไม่มีวันพักผ่อนเพื่อนำความตายมาสู่มนุษย์ มันเกลียดศีลศักดิ์สิทธิ์​
โดยเฉพาะ พระเมตตา ทำไม? การกลับคืนดีกับพระเจ้า​ (ศีลอภัยบาป) และศีลมหาสนิท เราได้รับ
พระเมตตาจากพระเจ้าเต็มเปี่ยมและเป็นหลักประกันความรอดพ้นสูงสุด

เมื่อเราไปรับศีลอภัยบาปและได้รับการอภัยบาป ไม่มีอะไรน่ากังวลต้องถามว่า “ฉันได้รับอภัย
แล้วหรือ? บางทีฉันอาจจะได้รับการอภัย”​ ฉันหวังว่าจะได้รับการอภัยบาป “คุณได้รับการรับรองว่า
ได้รับการอภัยบาป หรือไม่เช่นนั้นก็แปลว่าพระเยซูเจ้าทรงโกหก! (ดู มธ 16:19 ; 18:18 ; ยน 20:23)
เช่นเดียวกัน เมื่อคุณออกไปรับศีลมหาสนิท ไม่มีความสงสัยกังวลเช่นกันว่า “นี่เป็นพระคริสต์เจ้าใน
ศีลมหาสนิทจริงหรือ? พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาประทับในตัวฉันหลังจากรับศีลมหาสนิทแล้วจริงหรือ?
อีกแล้ว ถ้าไม่ใช่ พระเยซูเจ้าก็ตรัสคำเท็จ (ดู ยน 6:32-58) และไม่มีใครที่จะกล้าพูดเช่นนั้นได้!

พ่ออธิบายบ่อยๆ ถึงความสำคัญของพิธีมิสซาให้แก่นักเรียนคำสอนชั้นเกรด 7 ผ่านทางวิธีเล่า
เรื่องราว พ่อบอกเด็กๆ ว่า “นักเรียน พวกเธอโตพอจะเข้าใจสิ่งนี้ และหวังว่าไม่มีใครในพวกเธอจะต้อง
มาอยู่ในจุดนี้ แต่พ่ออยากให้พวกเธอคิดถึงบางสิ่งสักสองสามนาที จะมีอะไรเกิดขึ้นหากพวกเธอก่อ
อาชญากรรมอันน่าหวาดกลัว”​ พวกเขาตอบว่า “คุณก็ต้องถูกจับ”​ พ่อจึงบอกต่อไปว่า “แล้วเกิดอะไร
ต่อไป?”​ พวกเขาก็มักจะตอบว่า “คุณต้องถูกจับขังคุก”​ ถูกต้องแต่พวกเขาลืมไปบางอย่าง คุณจะต้อง
ไปพบผู้พิพากษาก่อน

จินตนาการว่าคุณไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ตุลาการตัดสินคดี ณ เวลานี้ ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น
กับช่วงสุดท้ายในชีวิตของคุณ ในการตัดสินส่วนตัวของคุณ คุณไปยืนอยู่ต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า
และน่าสงสาร มีคุณเพียงคนเดียว คุณไม่มีคู่ชีวิต ไม่มีลูกชาย ลูกสาว แม่ หรือบิดา พี่ชายน้องชาย​ พี่สาว
น้องสาวอยู่กับคุณ คุณต้องยืนอยู่ด้วยตัวเอง จากนั้นจินตนาการว่าเขาสามารถดึงภาพต่างๆ ที่เล่าถึง
ความประพฤติในชีวิตของคุณที่บันทึกเอาไว้​ ทุกสิ่งไม่เว้นสิ่งเล็กน้อยใดไม่ว่าเป็นความดีหรือความชั่ว
ออกมาปรากฏให้เห็น

“ผู้พิพากษา” ท่านนี้ มีสิทธิ์ล่วงรู้ในบันทึก ทุกการล่วงละเมิด ทุกกิจการที่ไม่เชื่อฟัง ทุกโอกาสที่มี
แต่คุณล้มเหลวในโอกาสทำความดีเพื่อตนเองและสังคม ซึ่งหมายความว่าเป็นการกระทำบาปของคุณ
อะไรที่จะเกิดต่อไปยิ่งเข้มข้นยิ่งกว่าศาลใดหรือนวนิยายที่พบในโทรทัศน์

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ก.พ. 05, 2026 7:01 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ (9)
การอธิบาย​ถึง​พิธี​มิสซา​เพิ่ม​เติม​ (2)

หากคุณสารภาพบาปในศีลอภัยบาป ซาตาน (ทนายผู้กล่าวโทษ) ไม่สามารถนำบาปเหล่านั้น
มาปรักปรำคุณขณะพิพากษาได้ อย่างไรก็ตามการสิ้นพระชนม์ลบล้างบาปของพระคริสต์เจ้าไม่
ครอบคลุมถึงบาปที่คุณมิได้เป็นทุกข์เสียใจอย่างสมบูรณ์ หรือเสียใจอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงคุณ
ยังติดใจกับบาปเหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผลร้ายของบาปเหล่านั้นก่อบาดแผลบนพระวรกาย
ของพระคริสต์เจ้า คุณควรจะเป็นทุกข์เสียใจและทำกิจใช้โทษบาปโดยการอดอาหารหรือเสียสละ
ทำทานจากใจอิสระของคุณ ถ้าคุณยังไม่ทำการใช้โทษบาปเหล่านี้จะต้องไปกระทำในไฟชำระ
หลังความตาย

โชคไม่ดี คนมากมายต้องไปอยู่ต่อหน้าการพิพากษาพร้อมบาปที่ยังมิได้รับการอภัยในศีล
อภัยบาป นี่ก่อให้เกิดเรื่องยากลำบาก เมื่อเราเป็นคนบาป​ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงชอบธรรมดุจดังผู้
พิพากษาที่จะตรัสว่า​ “ขึ้นกับบันทึกชีวิตที่คุณได้กระทำอาชญากรรมเลวร้าย” ดังที่เราอธิบายว่า
อาชญากรรมเลวร้ายก็คือบาป เพราะเป็นอาชญากรรมที่เรากระทำต่อพระเจ้า ผู้พิพากษาท่านนั้น
มองมาที่คุณและกล่าวว่า “คุณได้กระทำความผิดใหญ่หลวง คำตัดสินคือคุณต้องตาย” ใช่เราทุกคน
ล้วนคู่ควรกับการรับ “โทษให้ถึงแก่ความตาย” อะไรคือความร้ายกาจที่สุดของความตาย ก็คือการ
ต้องแยกจากพระเจ้าไปสู่นรกตลอดนิรันดร

คุณ (และมวลมนุษยชาติ) สมควรตายจากอาชญากรรมที่กระทำตลอดนิรันดร แต่อีกครั้งหนึ่ง
ลองวาดภาพตนเองอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา คุณนั่งตรงนี้​ ว้าวุ่นใจ และทันใดผู้พิพากษาเดินลงมาจาก
บัลลังก์ศาล มายืนอยู่ต่อหน้าคุณ​ มองคุณด้วยดวงสายตาแห่งความรักอย่างที่สุด (อย่าลืมว่านี้เป็น
เรื่องเปรียบเทียบสำหรับเด็กนักเรียนเกรดเจ็ด มิใช่เทววิทยาของพระศาสนจักร) แล้วผู้พิพากษา​กล่าวว่า​
“มีสันติสุขเถิดลูก : เราจะรับโทษแทนลูก ลูกรับข้อเสนอนี้ของเราไหม?” ​นี่คือสิ่งที่พวกพี่น้องโปรแตสแตนท์​
ของเราจะได้รับ แต่คุณจะต้องกล่าวว่า “ลูกยอมรับพระองค์ พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าและเป็นพระผู้ไถ่
กู้ให้รอดพ้นของลู​ก” นี่เป็นของขวัญอันน่าเหลือเชื่อของพระเจ้าแต่เราต้องยอมรับโดยมีความเชื่อในพระองค์

คุณไม่อาจจะกล่าวแค่ว่า​ “ขอบใจนะเพื่อน เสียใจด้วยที่คุณต้องเดินเข้าไปในหนทางนั้น ส่วนฉันขออยู่
ที่นี่แหละ!" ไม่ใช่นะ คุณจะต้องยอมรับของขวัญนี้ด้วยสุดจิตใจและวิญญาณทั้งสิ้นของคุณ พวกโปรแตสแตนท์
จะยึดสิ่งนี้เอาไว้​ แต่ปัญหาก็คือพวกเขาไปหยุดลงตรงไหน (หลายคนในหมู่พวกเขาไม่ใช่ทั้งหมด) หลายคนใ
นหมู่พี่น้องผู้น่ารักที่มิใช่คาทอลิกประกาศว่า “นั่นไง นี่เป็นทั้งหมดที่คุณต้องทำ ก็แค่ประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรง
เป็นพระเจ้าและพระผู้ไถ่ของคุณและคุณก็จะได้รับการช่วยให้รอดพ้น”

อย่างไรก็ตาม เราคาทอลิกเชื่อแตกต่างออกไป ใช่ เราจำเป็นต้องยอมรับของประทานแห่งความเชื่อ
อาศัยความรักที่ช่วยให้รอดพ้นของพระคริสต์เจ้า​ แต่เราก็ต้องปฏิบัติสิ่งนี้ในชีวิตด้วย เราได้รับพระหรรษ
ทานศักดิ์สิทธิกร (ทำให้เราศักดิ์สิทธิ์) ในดวงใจของเราก็เพื่อจะทำงานความรักแล้วบังเกิดผลจากพระเจ้า
(authentic works of love) ซึ่งแน่นอนยิ่งก่อเกิดทวีความศักดิ์​สิทธิ์ให้แก่เรา! นักบุญเปาโลจึงเขียนว่า
“ไม่มีสิ่งใดที่เรากระทำสามารถนำเราไปสู่ความรอดพ้นในบั้นปลายชีวิตได้ ยกเว้นกิจการแห่งความรักที่
มาจากความเชื่อ”​ (กท 5:6)

นักบุญเปาโลเตือนเราว่า ความเชื่อที่ปราศจากความรัก (ตามความคิดของคาทอลิกก็คือกิจการความรัก
ที่แสดงออกมาต่อผู้อื่น) ก็ไม่เป็นอะไรและช่วยเราให้รอดไม่ได้ (1คร 13:2) จดหมายนักบุญยากอบ บทที่ 2 :
24-26 กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายเห็นแล้วว่า มนุษย์จะเป็นผู้ชอบธรรมได้ก็ด้วยการกระทำ​มิใช่ด้วยความเชื่อแต่
อย่างเดียว.... ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณย่อมตายแล้วฉันใด ความเชื่อที่ไม่มีการกระทำก็ย่อมตายแล้ว
ฉันนั้น”​ ณ ที่ตรงนี้ ท่านนักบุญยากอบหมายถึง “งานแห่งความรัก”​ มิใช่งานตามธรรมบัญญัติบังคับ

เพื่อจะกระทำกิจการงานความรัก สิ่งแรก เราต้องน้อมรับความรักจากพระเจ้า หลายคนไม่ยอมรับพระเยซูเจ้า
แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะเขามิได้เตรียมตัวอย่างดีที่จะรับพระเมตตาของพระองค์ เลยพลาดโอกาส
พิเศษแห่งพระหรรษทาน คุณตายไปในสภาพเดียวกับที่คุณดำเนินชีวิต ถ้าคุณปฏิเสธพระเจ้ามาตลอดชีวิต
คุณจะไม่สามารถตอบว่า “พร้อมครับ”​ ต่อพระเมตตาของพระเจ้าในช่วงขณะวิกฤตของชีวิตนั้นได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ถ้าคุณไม่อยู่ในสถานะพระหรรษทาน ความต้องการพระหรรษทานอันอื่นยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาแห่ง
ความตายจึงเป็นเหตุผลที่เราจำเป็นต้องสวดภาวนาให้แก่ผู้ล่วงลับที่ตายในสภาพบาป และสำคัญอย่างยิ่งยวด
ด้วยว่า อาศัยการรับศีลศักดิ์สิทธิ์​ในขณะมีชีวิตอยู่ จึงทำให้เราอยู่ในสถานะพระหรรษทานเมื่อเราตาย

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

พฤหัสฯ. ก.พ. 05, 2026 7:07 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ​ ( 10 )
การพิพากษา​ตัดสิน​ไม่​ได้​กำหน​ด​ชะตากรรม​ของ​เรา​ : เรากำหนดตัวตนเอง​

เอาละ เรากลับมายังสถานการณ์ของเรา คุณกำลังอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาและท่านถามคุณว่า
“คุณจะรับข้อเสนอแห่งพระเมตตานี้หรือไม่?”​ คุณตอบว่า “รับ”​ ใครจะไม่รับล่ะ และคุณก็เป็นอิสระ
พร้อมจะไปได้แล้วหรือ? ยังไม่ได้เสียทีเดียว ผู้พิพากษายังพูดต่อว่า “เพื่อจะปฏิบัติในรายละเอียดอื่น
เราจะพบกันอีกที เช้าวันอาทิตย์ 08.​00น.​/10.00น.​ /เที่ยง 12.00น. คุณรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร
พิธีมิสซา นั่นเอง! นี่เป็นหนทางที่เราจะปฏิบัติงานความรักยิ่งใหญ่ออกมา แสดงความรักของเรา
ต่อพระเจ้า พระผู้สร้างสรรพสิ่งด้วยการนมัสการพระองค์ด้วยหนทางสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เราจะ
ทำได้ แต่ก่อนอื่นเราต้องน้อมรับความรักเปี่ยมล้นสมบูรณ์ที่พระองค์ประทานมาให้แก่เราเสียก่อน

เป็นพิธีมิสซา ที่เราสามารถ​“แสดงออก”​ ว่าเราน้อมรับของประทานคือพระหรรษทานเที่ยงแท้
ที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เรา ไม่ใช่แค่คำพูดว่าเราน้อมรับเพียงเท่านั้น จำไว้ว่าพระเยซูเจ้าตรัสว่า
คนที่กล่าวแก่เราว่า “พระเจ้าข้า​ พระเจ้าข้า มิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติ
ตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์นั้นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้”​ (มธ7:21) นี่เป็น
คำสอนพื้นฐานของคาทอลิก คุณมีทางเลือกว่าคุณจะตายไปตลอดนิรันดรหรือคุณจะน้อมรับของ
ประทานจากพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ สิ่งไหนที่คุณต้องการ? พระเยซูเจ้าทรงจ่ายชดใช้
โทษบาปแก่เราทุกคน​ ดังนั้นเป็นเราที่สามารถเลือกจะรับของประทานนั้นได้เลย หากเราปรารถนา
ของประทานนั้น

โดยพื้นฐาน พระเยซูเจ้าทรงบอกหนทางแห่งความรอดพ้นแก่เราแล้วว่าผ่านทางพระองค์ ผ่าน
ทางการถวายบูชาของพระองค์ในพิธีมิสซา ทำไม?​ จงจำใส่ใจว่าพิธีมิสซาเป็นการฉลองงานสมรส
และเราจำเป็นต้องอยู่ในงานแต่งงานของเราเอง นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะตอบคำถามว่า
ทำไมเราต้องไปร่วมพิธีมิสซา

จงนึกถึงงานสมรสในพระวรสาร​นักบุญมัทธิว (มธ22:1-14) ในอุปมานี้พระมหากษัตริย์ทรงวางแผน
จัดงานเลี้ยงสมรสให้กับพระโอรส​ พระองค์ทรงส่งคนใช้ให้ไปเรียกผู้ที่ได้รับเชิญแต่พวกเขาไม่มา (
มธ22:1-3) กษัตริย์ทรงส่งออกไปมากกว่าเก่า ไปเชิญมอบโอกาสเป็นครั้งที่สอง ผู้รับเชิญดูแคลนคำเชื้อ
เชิญนั้นและแสวงหาแต่สิ่งที่ตนสนใจ “คนหนึ่งบอกว่าต้องไปทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ” (มธ22:4-5)

แล้วเกิดอะไรขึ้น? กษัตริย์ทรงคิดว่าผู้รับเชิญเหล่านี้ไม่คู่ควรกับพระทัยดีของพระองค์ พระองค์จึงทรงส่ง
ผู้รับใช้ไปตามถนนและเชิญผู้ใดไม่ว่า​ (มธ22:8-9) ผู้ได้รับเชิญพวกแรกเลือกที่จะปฏิเสธของประทานที่หยิบยื่น
มาให้และจบลงด้วยการถูกละทิ้งไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรได้

บทเรียนสำหรับเราก็คือ เราได้รับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิก เป็นดั่งแขกผู้ได้รับเชิญ และเมื่อเราเลือกเอา
การดูโทรทัศน์ ไปชอปปิ้ง ฝึกเล่นฟุตบอล หรือไปแข่งฟุตบอล มากกว่าเลือกจะไปร่วมพิธีมิสซาในวันอาทิตย์​
เราก็เหมือนคนเหล่านั้นในพระวรสาร ปฏิเสธของประทานยิ่งใหญ่เท่าที่เคยมีผู้หยิบยื่นแก่เรา ดังนั้นคนเหล่า
นั้นจึงมั่นหมายกับทุกกิจการที่เป็นของฝ่ายโลก​ คำเตือนที่ให้เราอย่าฝักใฝ่กับของชั่วคราวแต่ปักตาไปยังชีวิต
นิรันดรซึ่งพบได้ทั่วไปในพระคัมภีร์

เราได้รับการเชื้อเชิญให้มาสู่งานสมรสที่งดงามที่สุดในโลกใบนี้ สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เราเคยเลือกมาในชีวิต
ก็คือการเลือกปฏิเลยไม่ไปร่วมงานสมรสนั้น​ หากเราทำเช่นนั้น บั้นปลายชีวิตเราก็จะเป็นดั่งคนโชคร้ายที่
พระเยซูเจ้าตรัสถึงว่า​ “เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด”​ (มธ13:25) ประตูสวรรค์ปิดต่อเราในขณะที่บรรดา
ผู้น้อมรับคำเชิญของพระเจ้าได้เข้าสู่ชีวิตนิรันดรและมีความสุขยินดีกับพระเจ้าตลอดไป (ลก13:28)

จงระลึกว่า พระคัมภีร์บอกเราว่า “ผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ผู้นั้นก็จะถูกทวงกลับไปมากด้วย”​ (ลก12:48)
ดังนั้นจงอย่าละเลยของประทานล้ำค่าที่คุณได้รับอยู่เสมอ และอย่าตกหลุมพรางของคำพูดที่ว่า “ถ้าอย่างนั้น
ก็อย่ามามอบให้ฉันเลย ฉันไม่ต้องการการรับผิดชอบนี้! ปล่อยฉันให้เป็นเหมือนคนโง่งม ไม่ได้เรียนคำสอน
รู้จักพระเจ้า และสามารถได้รับความรอดพันดั่งคนดงที่อาศัยอยู่ในป่าทึบก็แล้วกัน”

โชคร้าย (หรืออาจโชคดีก็ได้) มันไม่เป็นดั่งที่คุณคิดแบบนี้ ในโลกสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะทางโลกตะวันตก
น้อยคนเหลือเกินที่จะพูดว่าไม่รู้จักพระเยซูเจ้า ดังนั้นเราไม่สามารถอ้างความไม่รู้ หรือหากเราจะอ้างเช่นนั้น
เราก็ควรกระหายใคร่ที่จะมารู้จักพระองค์ ผู้เป็นต้นธารความรักและพระเมตตา

ทำไมเราถึงต้องการจะปฏิเสธคำเชื้อเชิญนี้ล่ะ? จงไปร่วมในพิธีมิสซาเหมือนดั่งที่ผู้พิพากษากล่าว เพราะ
ในพิธีมิสซาคุณจะได้รับการลิ้มรสสวรรค์ล่วงหน้า แม้การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระคริสต์เจ้าผ่านมา
เกือบ​ 2000 ปีแล้ว คุณก็ยังอยู่ตรงนั้นในหนทางรหัสธรรม นี่เป็นความรอดพ้นของคุณ​ นี่เป็นตั๋วเข้าสวรรค์
ของคุณ พระเมตตาของพระเจ้ามองเห็นได้อย่างทรงพลังในพิธีมิสซา เราจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางที่จะเข้าร่วม
ทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ

เราทุกคนรู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงตั้งพิธีมิสซาในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย แล้ว
มนุษย์ทุกคนที่เคยมีชีวิตอยู่ก่อนหน้านั้นล่ะ พวกเขาได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าด้วยหรือเปล่า? ได้ พระเมตตา
ของพระเจ้าดำเนินอยู่ตลอดประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น แท้จริงพระเมตตาดำเนินอยู่ในประวัติศาสตร์​ย้อน
ไปถึง ณ จุดเริ่มต้นกาลเวลา และแผ่กระจายไปอย่างชัดแจ้งในสวนเอเดน

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ ก.พ. 06, 2026 11:19 am

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 11 )
ไม่ทำเหมือน​ อาดัม​ และ​ เอวา แต่เรียน​รู้​จาก​ อักษร​ เอ​ บี​ ซี​

เมื่อเรารำพึงไตร่ตรองว่าอาดัมและเอวาทำอะไรลงไปอันส่งผลวุ่นวายสับสนในอนาคตของชนรุ่น
ต่อมา ก็ชวนให้กล่าวอย่างตรงๆ ว่า​“พวกเขาทำบาป”​ ใช่ถูกต้องเลยแต่เท่าที่จะเลวร้ายได้นั้นก็ไม่ใช่ว่า
จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย​ มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากการตกในบาปของอาดัมและเอวาก่อปัญหาซับซ้อน
มากกว่าที่เป็นปัญหา

ประการแรก อาดัมและเอวาเคยร้องขอพระเมตตาจากพระเจ้าหรือไม่​ หลังจากไม่เชื่อฟังพระเจ้า
อย่างชัดแจ้งและกินผลไม้จากต้นที่พระเจ้าทรงห้าม?​ ไม่เลย ทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำขอโทษ หรือขอพระเจ้า
โปรดอภัยแก่เขาทั้งสอง​ จากนั้นเขาได้เลือกที่จะมีเมตตาต่อกันและกันหรือไม่? เปล่าเลย แท้จริงอาดัมปัด
ความผิดมาที่เอวาและแม้แต่พระเจ้า กล่าวอย่างเจื่อนๆ ว่า “หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กับข้าพเจ้าได้
ให้ผลจากต้นไม้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงกิน”​ (ปฐก3:12) ส่งผลให้สามีและภรรยากล่าวโทษกันและกัน
ตั้งแต่บัดนั้น ที่สุดแล้วเขาทั้งสองได้ไว้วางใจพระเจ้าหรือไม่? ไม่เลย ทั้งสองวิ่งหนีไปซ่อนตัวจากพระเจ้า
พระเจ้าทรงควรลงโทษอาดัมและเอวาอย่างชอบธรรมให้สิ้นสุดการดำรงอยู่ และทรงเลือกทำลายอนาคต
ทั้งสิ้นของมนุษย์ทั้งมวลเนื่องเพราะบาปกำเนิดนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขาดสำนึกที่จะขอโทษหลังจาก
เหตุการณ์นั้นกลับมีบทลงโทษเบาที่สุด พระเจ้าควรจะทรงลงโทษเขาโดยขับไล่ทั้งสองออกจากสวนเอเดน
และปล่อยเขาให้พบความตายด้วยตัวเขาเอง โดยไม่ต้องแยแสต่อชะตากรรมของทั้งสอง ใช่ พระเจ้าทรง
ควรจะกระทำเช่นนี้ แต่พระเจ้าไม่ทรงกระทำ ตรงกันข้าม พระเจ้าทรงสัญญากับเขาว่าจะมีพระผู้ไถ่กู้และของ
ประทานจากผู้เป็นแม่ (ปฐก3:15) ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าทรงสำแดงว่าจะได้รับพระเมตตาของพระองค์ได้อย่างไร
ซึ่งง่ายเหมือนท่องอักษร เอ บี ซี ขอบคุณคุณพ่อจอร์จ โคซิกสกี ผู้เขียนอักษรย่อเพื่ออธิบาย
ข่าวสารจากพระเมตตา

เอ (A) Ask for God's mercy (ขอความเมตตาจากพระเจ้า)

บี (B) Be merciful to each other (จงมีเมตตาต่อกันและกัน

ซี (C)​ Completely trust in God's mercy (จงไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม)

รู้จักและดำเนินชีวิตตามข่าวสารนี้นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งในแผนการของพระเจ้าทรงมีสำหรับมนุษย์และ
ความรอดพ้นของพวกเรา พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงขีดเส้นใต้ความสำคัญนี้โดยกล่าวว่า ข่าวสาร
เรื่องพระเมตตาเป็น “นิวเคลียสของพระ​วร​สาร” หากเราปฏิเสธเรื่องพระเมตตา โดยแก่นแท้​แล้วเรากำลัง
ปฏิเสธพระวรสาร นั่นเป็นประเด็นเที่ยงแท้เดียวกันกับอาดัมและเอวาไม่เพียงแต่พวกเขาตกในบาปแต่
พวกเขาไม่รู้จักเคล็ดลับ เอ บี ซี

ดังนั้นการศรัทธาต่อพระเมตตาจึงเป็นเรื่องความศรัทธาภักดี​(devotion) แต่มิใช่เพียงแค่กิจศรัทธา
ตัวเลือกในพระศาสนจักรคาทอลิกดอกหรือ? ใช่ ในความหมายหนึ่ง​ ความศรัทธาต่อพระเมตตาเป็นของ
ประทานมาจากพระเยซูเจ้าแก่นักบุญโฟสตินา พระเมตตาจึงมิใช่เพียงแค่ความศรัทธาเลื่อมใสเท่านั้น
พระเมตตาเป็นทั้งข่าวสารและความ
ศรัทธาภักดี ในขณะที่ความศรัทธาภักดีเป็นตัวเลือกในพระศาสนจักรคาทอลิก​ (ตัวอย่างเช่น คุณอาจ
ไม่มีความจำเป็นต้องสวดสายประคำอัครเทวดามีคาเอลเพื่อจะได้ไปสวรรค์ แม้ว่าจะมีการแนะนำให้สวด
อย่างยิ่ง) แต่ข่าวสารเผยแสดงมาจากพระเจ้า เช่น ข่าวสารเรื่องพระเมตตาในพระคัมภีร์ไม่ใช่ตัวเลือก

เวลานี้ให้เรามองดูอักษรย่อ เอ บี ซี ความเมตตาไนแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อสำรวจดูว่าพระวรสาร​
บอกเราอย่างไรว่าเรื่องนี้เป็นการ​บูรณาการ​ทำให้ชีวิตจิตของเราสมบูรณ์

เอ (A) Ask for God's mercy (ขอความเมตตาจากพระเจ้า) : เรารู้ว่าเราต้องวอนขอสิ่งนี้เพื่อจะมี
ชีวิตนิรันดรกับพระเจ้าในสวรรค์ตลอดไป พระคัมภีร์บอกเราว่านอกเสียจากว่าเราจะเป็นทุกข์ถึงบาป​
และขออภัยจากพระเจ้า เราจึงจะสามารถเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้ (ลก13:3,5 ; มธ18:3-4)

บี (B) Be merciful to each other (จงมีเมตตาต่อกันและกัน) : เรารู้ว่าเราต้องปฏิบัติสิ่งนี้เพื่อจะมี
ชีวิตนิรันดร ตัวอย่างในพระวรสาร​นักบุญมัทธิว 25:31-46 และตอนอื่น​ๆ มอบคำเตือนหนักแน่นแก่เรา
จากองค์พระเยซูเจ้าด้วยพระองค์เองถึงความเมตตาที่เราต้องมีต่อกันและกัน การแสดงความเมตตา
เป็นสิ่งจำเป็น แท้จริงความรอดพ้นของเราขึ้นกับคำสั่งสอนนี้

ซี​ (C) Completely trust in God's mercy (จงไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม)
: เราไม่สามารถไปสวรรค์ได้โดยปราศจากพระหรรษทานของพระเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญโฟสตินา
ว่า​ พระหรรษทานทั้งปวง ทุกประการประทานมาผ่านทางภาชนะหนึ่งเดียวคือ ความไว้วางใจ

ดังนั้นเป็นที่ชัดเจนว่า การดำเนินชีวิตตาม ข่าวสารเรื่องพระเมตตาไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อ
ช่วยให้เราเติบโตในฤทธิ์กุศลที่จำเป็นเพื่อเตรียมเราเข้าสู่ชีวิตนิรันดร ข่าวสารเรื่องพระเมตตา ก็คือ พระเจ้า
ทรงรักเรา​ เราทุกคนไม่ว่าบาปที่เรากระทำจะมากหรือหนักแค่ไหน พระองค์ทรงปรารถนาให้เราระลึกว่า
พระเมตตาของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าบาปของเราเพื่อเราจะได้เรียกหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ รับความ
เมตตาจากพระองค์ และให้ไหลผ่านเราไปสู่ผู้อื่น พระเจ้าทรงต้องการให้เราหันไปหาพระองค์ด้วยความไว้
วางใจและเป็นทุกข์เสียใจในขณะที่เรายังมีชีวิตในช่วงเวลาแห่งพระเมตตา​ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมา
ในฐานะพระตุลาการตัดสิน.

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อาทิตย์ ก.พ. 15, 2026 8:26 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ (. 12 )
พิจารณา​ อักษร​ย่อ​ เอ​ บี​ ซี​ ให้ลึกซึ้งยิ่ง​ขึ้น​
วอน​ขอ​พระเมตาจากพระเจ้า

พระเจ้าทรงต้องการให้เราเข้าหาพระองค์ เพื่อเป็นทุกข์เสียใจในบาปของตน และวอนขอพระเจ้า
ประทานพระเมตตาแก่เราและแก่ชาวโลกทั้งมวล​ พระเยซูเจ้าตรัสกับเราผ่านทางอัครสาวกแห่ง
พระเมตตา นักบุญโฟสตินา​ ว่า​ “เราไม่สามารถลงโทษแม้แต่คนที่มีบาปหนักที่สุดได้ ถ้าเขาร้องขอ
ความเวทนาสงสารจากเรา แต่ตรงกันข้าม เราทำให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมในพระเมตตาสุดประมาณ
และไม่อาจหยั่งถึงได้ของเรา” (บันทึกฯ 1146) พระเยซูเจ้ายังทรงเสริมว่า “เราไม่ประสงค์จะลงโทษ
มนุษยชาติที่น่าเวทนา แต่เราปรารถนาจะเยียวยารักษาเขา แนบพวกเขาไว้กับหัวใจที่เปี่ยมด้วย
ความเมตตาของเรา” (บันทึกฯ 1588) พระสวามีเจ้าทรงทำให้สิ่งนี้ชัดแจ้งเมื่อการเยียวยานี้เริ่มขึ้น
ณ ที่ฟังแก้บาป อาศัยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี​ การสารภาพบาปเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการวอนขอ
พระเมตตาจากพระเจ้า!​ พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญโฟส​ตินา

“จงบอกให้ทุกคนรู้ว่าควรแสวงหาความบรรเทาทุกข์จากที่ใด ที่นั่นคือบัลลังก์แห่งความเมตตา
(ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี) อัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นที่นั่น... เพียงพอแล้วที่จะเข้าไปยังแทบเท้า
ของเรา (พระสงฆ์) และเปิดเผยความน่าสังเวชของตน และอัศจรย์แห่งพระเมตตาก็จะสำแดงให้เห็น
เต็มเปี่ยม แม้วิญญาณเป็นเหมือนซากศพที่เน่าสลายไปจนหมดหนทางคืนรูปสู่สภาพเดิมได้ในมุมมอง
ของมนุษย์ไม่มีหวังจะฟื้นฟู และทุกสิ่งดูเหมือนสูญสิ้น แต่สำหรับพระเจ้าแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่​ อัศจรรย์
แห่งพระเมตตาฟื้นฟูวิญญาณนั้นทั้งครบ (บันทึกฯ 1448)

ยิ่งกว่านั้น เราอย่ากลัวที่จะวอนขอพระเมตตาจากพระองค์ เวลาลูกเข้าไปสารภาพบาป จะรู้ไว้เถิดว่า
เป็นเราเองที่รอคอยลูกอยู่ที่นั่น เราเพียงแต่ถูกพระสงฆ์บดบังไว้ แต่เป็นเราเองที่ฟังลูกสารภาพบาป
ความน่าเวทนาของวิญญาณพบพระเจ้าแห่งความเมตตาที่นี่ (บันทึกฯ 1602)

เหนืออื่นใด พระวรสารเผยแสดงว่าพระเยซูเจ้ามิได้เสด็จมาเพื่อยินดีกับคนที่รุ่งเรืองในชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์
พระองค์เสด็จมาเพื่อคนบาป​ พระองค์ทรงบอกเราผ่านทางนักบุญโฟสตินาว่า “คนบาปที่ทำบาปหนักที่สุด
ยิ่งมีสิทธิ์มากที่สุดที่จะได้รับพระเมตตาจากเรา”​ (บันทึกฯ 723) ดังนั้นเราผู้ซึ่งเป็นคนบาป เราผู้ซึ่งแสวงหา
การให้อภัยและเยียวยารักษา มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำ : วอนขอพระเมตตาจากพระองค์

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อาทิตย์ ก.พ. 15, 2026 8:37 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ( 13 )
พิจารณา​ อักษร​ย่อ​ เอ​ บี​ ซี​ ให้ลึกซึ้งยิ่ง​ขึ้น​
จงมีเมตตา​ต่อ​ผู้​อื่น​

พระเจ้าทรงต้องการให้เรารับพระเมตตาจากพระองค์ และในทางกลับกันจงมีเมตตาต่อผู้อื่นผ่าน
ทางกิจการ คำพูด และคำภาวนา พระองค์ทรงต้องการแผ่ความรักและการให้อภัยไปยังผู้อื่นดังที่
พระองค์ทรงแผ่ความรักและการให้อภัยมายังเรา ที่จริงสิ่งนี้มิใช่เพียงสิ่งที่พระองค์ทรง “ต้องการ”​
เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรง “เรียกร้อง”​ ความเมตตา คือความรักที่แสวงหาการช่วยบรรเทา
ความทุกข์ยากในชีวิตผู้อื่น เป็นกิจการความรักที่ไหลรินสู่ผู้อื่นเพื่อเยียวยา บรรเทา ปลอบใจและ
ให้อภัย ความเมตตาคือความรักที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นมาให้แก่เรา​ และแท้จริงเป็นความรักที่พระเจ้า
ทรงเรียกร้องจากเราให้มอบแก่กันและกัน “บัญญัติใหม่ที่เรามอบให้แก่ท่าน ท่านจงรักกันและกัน
เหมือนดั่งที่เรารักท่าน ท่านทั้งหลายจงรักกันและกัน” (ยน13:34)
“ท่านจงมีเมตตาดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงเมตตากรุณา” (ลก6:36)

ดังที่เราพูดไปแล้ว พระคัมภีร์เตือนเราว่าแม้ความเชื่อมากมายแค่ไหนก็ไม่มีค่า หากปราศจาก
กิจการงานความรัก มาตรการที่เราใช้กับผู้อื่นคือมาตรการที่พระเจ้าทรงใช้กับเรา (ลก6:38) เพราะ
พระองค์จะทรง​ “ยกหนี้ให้แก่เราเหมือนที่เราได้ยกหนี้ให้กับลูกหนี้ของเรา”​ เช่นกัน (มธ6:12) นิทาน
เปรียบเทียบเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี เรื่องเศรษฐีกับลาซารัส เรื่องการกลับมาของลูกล้างผลาญ เรื่อง
คนใช้ไร้เมตตา ทั้งหมดบ่งชี้แก่นแท้ความจริงว่าเพื่อเราจะได้รับพระเมตตา เราต้องแบ่งปันความรัก
เมตตาออกไปแก่ผู้อื่นเช่นกัน

ดังอุปมาเรื่องแยกแพะและแกะออกจากกัน ในพระวรสารนักบุญมัทธิว​ บทที่ 25 บอกเราว่าเราจะ
ได้รับการตัดสินจากกิจเมตตาต่อผู้อื่นเป็นมาตรการพื้นฐาน (มธ25:31-46) อุปมานี้ให้ภาพเหตุสุดท้าย
เราจะเป็นเช่นไรเมื่อเวลาชีวิตในโลกนี้จบลง เมื่อพระมหากษัตริย์ (พระเยซูเจ้า) จะตัดสินโลกแยกผู้ชอบ
ธรรมออกจากคนอธรรม “ดังคนเลี้ยงแกะ แยกแพะออกจากแกะ” (มธ25:32)

ทางด้านขวา พระองค์ทรงแยกแกะและตรัสว่า “เชิญมาเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดา
ของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่าน
ให้เรากิน​ เรากระหาย​ ท่าน​ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้าท่านก็ให้เสื้อผ้า
แก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา”​ (มธ25:34-36) “และบรรดาผู้ชอบธรรมจะ
ทูลถามว่า เมื่อใดเล่าที่ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิวแล้วถวายพระกระยาหาร หรือทรงกระหาย
แล้วถวายให้ทรงดื่ม​ เมื่อใดเล่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าแล้วต้อนรับ​ หรือทรง
ไม่มีเสื้อผ้าแล้วถวายให้ เมื่อใดเล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ประชวรหรือทรงอยู่ในคุกแล้วไปเยี่ยม”​
มธ25:37-39) “พระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใด
ต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่งท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา”​ (มธ25:40)

เสียใจด้วยบรรดาแพะทางด้านซ้าย เรารู้ว่าพระเยซูเจ้าจะไม่ตรัสว่า​ “เอาละ ไม่เป็นไร เรารู้ว่าพวกท่าน
มีธุรกิจรัดตัว ไม่ว่างเลย”​ แต่พระองค์จะแยกท่านออกไปทางด้านซ้าย และตรัสกับพวกท่านว่า “ท่านทั้ง
หลายที่ถูกสาปแช่งจงไปให้พ้น ลงไปในไฟนิรันดรที่เตรียมไว้ให้กับปีศาจและบริวารของมัน​ เพราะว่า
เมื่อเราหิว ท่านไม่ให้อะไรเรากิน เรากระหาย ท่านไม่ให้อะไรเราดื่ม​ เราเป็นแขกแปลกหน้าท่านก็ไม่ต้อน
รับ เราไม่มีเสื้อผ้า เราเจ็บป่วยและอยู่ในคุกท่านก็ไม่มาเยี่ยม”​ (มธ25:41-43) และคุณคงถามกลับมาว่า
“พระเจ้าข้า เมื่อใดเล่าที่ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นพระองค์ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเป็นแขกแปลกหน้าหรือ
ไม่มีเสื้อผ้า​ เจ็บป่วยหรืออยู่ในคุกและไม่ได้ช่วยเหลือ”​ พระองค์จะตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่าน
ทั้งหลายว่า ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดต่อผู้ต่ำต้อยของเราคนหนึ่ง ท่านก็ไม่ได้ทำสิ่งนั้นต่อเรา”​ (มธ25:45)
หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้ไปสวรรค์ เราต้องมีความเมตตาต่อกันและกัน ไม่มีทางเลือกอื่นในกรณีนี้

พระสวามีเจ้าของเราตรัสแก่นักบุญโฟสตินาเกี่ยวกับความสำคัญของกิจเมตตาว่า “ลูกรัก เมื่อเราเรียกร้อง
ผ่านลูกให้คนทั้งหลายสักการะความเมตตาของเรานั้น ลูกควรเป็นคนแรกที่แสดงความวางใจในเมตตา
ของเราให้เด่นชัด เราเรียกร้องให้ลูกทำกิจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทุกเวลาและทุกสถานที่ ลูกไม่ควรหลีกเ
ลี่ยงหรือพยายามหาข้อแก้ตัวที่จะไม่ทำกิจเมตตา​นี้”​

“เราขอบอกสามวิธีที่ลูกจะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ได้ วิธีแรกด้วยกิจการ วิธีที่สอง คือด้วยคำพูด
วิธีที่สาม คือด้วยคำภาวนา ในความเมตตาทั้งสามระดับนี้ มีความเมตตาอย่างครบถ้วนและเป็นการพิสูจน์
ความรักต่อเราอย่างไม่มีข้อสงสัย วิญญาณสรรเสริญและแสดงความเคารพบูชาความเมตตาของเราด้วย
วิธีนี้ ถูกแล้ววันอาทิตย์แรกหลังปัสกาคือวันฉลองพระเมตตา แต่ควรประกอบกิจเมตตาด้วยและเราเรียกร้อง
ให้มีการสักการะความเมตตาของเราด้วยวิธีสมโภขอย่างสง่า ด้วยการแสดงความเคารพต่อพระรูปพระเมตตา
ที่วาดขึ้นมานี้ เราจะมอบพระหรรษทานมากมายแก่วิญญาณทั้งหลายด้วยภาพนี้ ภาพนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจ
ให้ระลึกถึงที่ความเมตตาของเราปรารถนาเพราะแม้แต่ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไร้ประโยชน์
หากปราศจากกิจการ”​ (บันทึกฯ 742)

“ถ้าวิญญาณไม่ปฏิบัติกิจเมตตาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเขาจะไม่ได้รับความเมตตาจากเราในวันพิพากษา
” (บันทึกฯ 1317)

ดังนั้นหากคุณไม่อาจทำกิจการดีให้ใครบางคนเพียงเพราะคุณไม่อาจแม้แต่จะอยู่ในห้องเดียวกัน
กับเขาได้ คุณก็สามารถพูดดีถึงเขาได้ คุณอาจจะโต้แย้งว่า “ไม่ครับคุณพ่อ ผมไม่สามารถพูดดีถึง
ป้าเอมมาได้เลย”​ เอาละถ้าอย่างนั้นอย่างน้อยลูกก็สามารถสวดภาวมาให้กับป้าเอมมา ไม่ว่าจะด้วย
คำพูด การกระทำหรือคำภาวนา พระคริสต์เจ้าตรัสว่าเราต้องมีความเมตตาต่อกันและกันไม่เช่นนั้น
เราจะไม่สามารถเข้าไปยังพระอาณาจักรของพระเจ้าได้

สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงเกี่ยวกับความเมตตานั้นเรียกร้องให้คุณใส่ความรักลงในกิจการที่กระทำ
นักบุญยอห์น ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปา ตรัสว่า​ ความเมตตาเป็น “ชื่อที่สองของความรัก” นักบุญโฟสตินา
บันทึกว่า “ความรักของพระเจ้าคือดอกไม้ พระเมตตาคือผล” (บันทึกฯ 949) ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่พ่อจะแบ่งปัน
หนทางยิ่งใหญ่ที่จะใส่ความรักลงในกิจการผ่านทางสิ่งที่พระศาสนจักรเรียกว่า กิจเมตตาฝ่ายกาย
และกิจเมตตาฝ่ายวิญญาณ

กิจเมตตาฝ่ายกาย
1. ให้อาหารแก่ผู้หิวโหย
2. ให้น้ำดื่มแก่ผู้กระหาย
3. ให้เสื้อผ้าแก่ผู้เปลือยเปล่า
4. ให้ที่พักแก่ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย
5. เยี่ยมผู้ป่วย
6. ฝังศพผู้ตาย

กิจเมตตาฝ่ายวิญญาณ
1. สอนผู้ไม่รู้
2. สวดภาวนาให้ผู้เป็นและผู้ตาย
3. ช่วยตักเตือนคนบาป
4. ให้คำปรึกษาแก่ผู้สงสัย
5. ปลอบใจผู้มีความทุกข์
6. อดทนผู้อื่นที่ทำผิด
7. ให้อภัยแก่ผู้ทำผิดด้วยยินดี

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อาทิตย์ ก.พ. 15, 2026 8:41 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 14 )
พิจารณา​ อักษร​ย่อ​ เอ​ บี​ ซี​ ให้ลึกซึ้งยิ่ง​ขึ้น​
จงไว้วางใจ​ใน​พระ​เยซู​เจ้า​อย่าง​เต็ม​เปี่ยม​

อย่างที่พ่อได้เกริ่นแล้ว พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญโฟสตินาว่ามนุษยชาติจะไม่พบสันติจนกว่า
จะหันมาหาพระเมตตาของพระองค์ (บันทึกฯ 300) การต้องการความไว้วางใจเป็นแก่นเนื้อหาของ
เรื่องพระเมตตา และเป็นแนวคิดหลักของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งเล่ม และบันทึกของนักบุญโฟสตินา เนื้อ
หาทั้งหมดเป็นการยอมยกถวายน้ำใจของเราแด่พระเจ้า อุทิศชีวิตของเราแด่พระองค์​ และยอมมอบ
ความไว้วางใจของเราทั้งสิ้นไว้ในความดูแลของพระองค์ ทั้งในเวลาสบายและยามยากลำบาก เป็น
การยอมมอบตัวเราไว้ในความรักของพระผู้ทรงรักเราอย่างแท้จริงแม้ยามเมื่อเราทำบาป ในเวลา
เดียวกันเราจะต้องไว้วางใจว่าพระองค์ทรงต้องประทานสิ่งดีที่สุดให้แก่เรา เราแสดงออกว่า
เราไว้วางใจ​โดย​เชื่อ​ใน​ธรรม​บัญญัติ​ของ​พระองค์​

แต่ต้องพยายามที่จะไว้วางใจใช่ไหม? พระเยซูเจ้าทรงเข้าใจความสงสัยของเรา พระองค์ทรง
บอกนักบุญโฟสตินาว่า “จงต่อสู้เพื่อความรอดพ้นของวิญญาณทั้งหลาย จงชักชวนให้พวกเขาวางใจ
ในความเมตตาของเรา เพราะนี่คือการกิจของลูกในชีวิตนี้และชีวิตหน้า” (บันทึกฯ 1452) เพื่อช่วยเรา
ให้ทำเช่นนี้พระองค์ประทานหนทางแบบเดียวกับนักบุญใหญ่โฟสตินา แท้จริงพระองค์ทรงสั่งให้ท่าน
นักบุญคอยช่วยเหลือเรา ทุกวันนี้ในยุคสมัยแห่งความสงสัย​ เราสามารถหันไปหาท่านนักบุญในคำ
ภาวนาและขอท่านช่วยเราให้มีความไว้วางใจในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เพื่อจะไว้วางใจในพระเจ้าและ
เพื่อจะไว้วางใจว่าอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า เราสามารถเข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์ เรายิ่งไว้วางใจ
มากเท่าใด ภาชนะของเราที่จะใช้ใส่พระหรรษทานที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะประทานแก่เราก็จะมี
ขนาดใหญ่ขึ้นเพียงนั้น พระสวามีเจ้าของเราทรงบอกกับนักบุญโฟสตินาว่า :

“เราเปิดหัวใจของเราให้เป็นพุน้ำแห่งความเมตตาที่ไหลอยู่ตลอดเวลา​ ขอให้วิญญาณทั้งหลาย
จงเข้ามาตักตวงชีวิตจากต้นธารนี้ ให้พวกเขาเข้ามาหาทะเลแห่งความเมตตานี้ด้วยความไว้วางใจมากๆ”
(บันทึกฯ 1520)... “บนไม้กางเขนนั้น ท่อธารความเมตตาของเราเผยออกกว้างด้วยคมหอกเพื่อวิญญาณ
ทั้งมวล - เราไม่ได้ยกเว้นใครเลย!”​ (บันทึกฯ 1182)... “เราพอใจวิญญาณที่วางใจในความกรุณาปรานี
ของเราเป็นพิเศษ” (บันทึกฯ 1541)... “ความไว้วางใจคือภาชนะเดียวที่สามารถตักตวงพระหรรษทาน
ความเมตตาจากเราได้ ยิ่งวิญญาณวางใจมาก เขาก็ยิ่งได้รับมาก”​ (บันทึกฯ 1578)

ความไว้วางใจคือความเชื่อที่มีชีวิต เราตัดสินใจที่จะไม่จ่อมจมอยู่กับอดีตหรือหวาดกลัวต่ออนาคต
แต่กลับไว้วางใจการประทับอยู่ของพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า เหมือนนักเรียนเกรดเจ็ดคนหนึ่งที่พูดว่า​
“พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์”​ ซึ่งหมายความว่าคุณรู้ดีว่าพระเจ้าทรงเป็นพระแต่คุณไม่ใช่!

พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าการไว้วางใจในพระองค์เป็นกุญแจที่จะไขคำตอบแห่งคำภาวนาของเรา
“วิญญาณที่เชื่อในความกรุณาของเราอย่างแน่วแน่และวางใจในเราเต็มเปี่ยมคือผู้ที่เรารักมากที่สุด เรา
ไว้เนื้อเชื่อใจเขาและให้ทุกอย่างตามที่เอาขอ”​ (บันทึกฯ 0453) พระองค์ทรงต้องการให้เรารู้ว่า
พระหรรษทานแห่งพระเมตตาของพระองค์สามารถรับได้ก็ด้วยการไว้วางใจพระองค์เท่านั้น

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 17, 2026 6:46 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 15 )
ประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นคือประวัติศาสตร์แห่งพระเมตตา

ตอนนี้ให้พ่อได้ชี้ให้เห็นแก่นแท้ของทุกสิ่งที่เราได้อ่านกันมาตั้งแต่แรก​ หนทางที่ดีที่สุดคือ
การสรุป ย่อเรื่องราวทั้งหมดในพระคัมภีร์เป็นสามประการ

1. ) พระคัมภีร์เป็นเรื่องราวความรัก : เริ่มต้นเรื่องด้วยงานสมรสและจบลงด้วยงานสมรส
พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยพันธสัญญาแต่งงานของอาดัมและเอวา และเชื่อหรือไม่ว่าจบลงด้วยการ
เป็นหนึ่งเดียวของการสมรส (ในหนังสือพระคัมภีร์เล่มสุดท้าย วิวรณ์... ผู้แปล) ซึ่งตรงกันข้ามกับ
ความเชื่อ โดยทั่วไป หนังสือเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ หนังสือวิวรณ์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวก
ปฏิปักษ์พระคริสต์(antichist) หรือวันสิ้นพิภพ ไม่มีการเอ่ยคำว่า “ปฏิปักษ์พระคริสต์​ (antichrist)”
(แม้ว่าจะพูดถึง “สัตว์ร้าย” ในบทที่ 13) และเรื่องวันสิ้นโลกอันเป็นคำสอนไม่เที่ยงแท้ ที่เขียนขึ้น
โดย จอห์น ดาร์บี ในปีค.ศ. 1830
คำนี้ “การถูกรับขึ้นไป” (rapture) ไม่พบในหนังสือวิวรณ์ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาในทุกหน้ากระดาษ
(ในหนังสือวิวรณ์... ผู้แปล) คือพิธีมิสซา (สำหรับอรรถาธิบายว่าหนังสือวิวรณ์ เกี่ยวเนื่องกับพิธีมิสซา
ของชาวคาทอลิกสามารถอ่านได้ในงานเขียนของ ดอกเตอร์ สก็อต ฮาห์น ชื่อ “The Lamb's Supper”)
ดังที่ได้กล่าวมาตอนต้น พิธีมิสซาเป็นการอธิบายที่ดีที่สุดของงานสมรสของลูกแกะ
(พระชุมพาน้อย /ลูกแกะพระเจ้า...ผู้แปล)

พระคัมภีร์เป็นหนังสือเรื่องราวความรักของพระเจ้า (ผู้ทรงเป็นเจ้าบ่าว) ผู้ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้า
ที่จะเข้าหาเพื่อโน้มนำจิตใจเจ้าสาวผู้ไม่ซื่อสัตย์ของพระองค์ คือประชากรชาวอิสราเอล​ (ปัจจุบันคือ
พระศาสนจักร) ให้กลับมาหาพระองค์โดยให้พวกเขามีความไว้วางใจในพระองค์ เหตุผลที่เป็นเรื่อง
ยากสำหรับพวกเราที่จะไว้วางใจในพระเจ้านั่นคือหลังจากการพลาดพลั้งทำบาปกำเนิดครั้งแรกแล้ว
เราก็กลายเป็นสิ่งสร้างที่มีพยศหวาดระแวง​ เราหวาดกลัว เราสงสัย เราแตกสลาย

พระองค์ประทานพระแม่มารีย์ ในฐานะทรงเป็นสิ่งสร้างคนหนึ่งเหมือนอย่างเราเป็นผู้วอนขอแทน
ดังนั้นเราไม่ต้องกลัวที่จะเข้ามาใกล้พระองค์ พระเจ้ากลับกลายเป็นผู้น่าหวาดกลัวสำหรับหลายๆ คน
ทรงอยู่ห่างไกลบนสวรรค์ และเอื้อมไม่ถึง​ แต่พระนางมารีย์ทรงช่วยเติมเต็มช่องว่าง พระนางทรงเป็น
สิ่งสร้างของพระเจ้าเหมือนเรา ดังนั้นแม้เราไม่ไว้วางใจในพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม พระองค์ทรงรู้ว่าเรา
สามารถไว้วางใจในความเอาใจใส่ด้วยความรักของพระมารดาผู้เมตตา ถ้าเราไว้วางใจพระมารดาก็
จะนำเรากลับไปหาพระเจ้าซึ่งในแผนการของพระองค์ตั้งแต่ครั้งมนุษย์พลาดพลั้งทำบาปกำเนิด

มนุษย์ทั้งหลายเชื่อว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่เราจะได้ไปสวรรค์ก็คือความเชื่อ แต่ตามพระคัมภีร์ไม่ใช่
ความจริงทั้งหมด อับราฮัมมีความเชื่อในพระเจ้าแต่ถ้าเขาไม่มีความไว้วางใจในพระองค์เขาก็ไม่มีทาง
ถวายบูชาโดยการจะฆ่าอิสอัค พ่อสามารถมีความเชื่อในพระเจ้าแต่ถ้าพระองค์ขอให้พ่อถวายลูกชาย
เป็นเครื่องบูชาเผาถวาย พ่อคงบอกว่าไม่ได้เพราะพ่อไม่มีความไว้วางใจในพระองค์​ เมื่ออับราฮัมยินดี
นอบน้อมเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าให้ฆ่าถวายบูชาอิสอัค (ปฐก22:1-8) นี้ไม่ใช่ความนบนอบเชื่อฟัง
เท่านั้นแต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจด้วย

พระเจ้าทรงสัญญาแก่อับราฮัมว่าผ่านทางอิสอัคลูกชายของเขา​ เขาจะมีลูกหลานมากเท่าดาวบนฟ้า
(ปฐก15:15) อับราฮัมมีเหตุผลที่จะถามว่า “พระองค์ทรงสั่งให้ผมถวายอิสอัคถวายในวันนี้ แล้วในปฐพี​
พระองค์จะให้ผมมีประชาชาติ มีลูกหลานมากเท่าดาวบนท้องฟ้า เท่าเม็ดทรายบนชายทะเล ผมต้องฆ่า
บูชาอิสอัคในวันนี้แล้วสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ถึงกระนั้น อับราฮัมก็ยังยินดีทำตามพระดำรัส และความยินดีของเขาไม่ใช่เพียงความเชื่ออย่างมืด
บอดเท่านั้นแต่มาจากความไว้วางใจ คุณสามารถจินตนาการได้ว่าอับราฮัมสวดภาวนาว่า “พระเจ้าข้า
ลูกไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไรแต่พระองค์จะทรงกระทำได้แม้กระทั่งพระองค์ทรงสามารถปลุก


2. )พระบัญญัติสำคัญที่สุดสองประการ สามารถสรุปย่อลงเพียงหนึ่ง : ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระบัญญัติสำคัญที่สุดคือ จงรักพระเจ้า​ และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
(มธ22:36-40) ตามแบบพวกนักบุญ ทั้งสองประการนี้สามารถรวมเป็นหนึ่ง : พระบัญญัติข้อนั้นก็คือ
“จงปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า”​ ถ้าคุณดำเนินชีวิตตามอักษรย่อ เอ บี ซี แห่งความเมตตา คุณก็
รักพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้อง และคุณกำลังปฏิบัติตามพระ​ประสงค์ของพระองค์ คุณกำลังวอนขอต่อ
พระเมตตาซึ่งนั่นคือพระประสงค์​ คุณจะมีเมตตาต่อกันและกัน นั่นก็คือพระประสงค์ของพระองค์​ คุณได้รัก
อย่างสมบูรณ์และไว้วางใจในพระองค์ นั่นคือพระประสงค์ของพระองค์

3. )ดำเนินชีวิต อักษรย่อ เอ บี ซี และ ไปสวรรค์
หลายปีมาแล้ว พ่อได้ยินชื่อหนังสือขายดีติดอันดับชื่อ “อะไรที่ผมต้องการรู้จริงๆ ผมเรียนรู้มาจาก
ชั้นอนุบาล” (All I Really Need to Know I Learned in Kindergarten) ผู้เขียนชื่อ​ โรเบิร์ต​ ฟัลกัม ได้
เขียนกฎชีวิตอย่างง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงทุกสิ่งที่คุณต้องการรู้บรรจุอยู่ในกฎ เอ บี ซี แห่งความเมตตา
กุญแจสู่ชีวิตนิรันดรคือจงรักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้าน ไว้วางใจในพระองค์​ และวอนขอการให้อภัยเมื่อทำ
ผิดพลาดในหมู่เพื่อนพี่น้อง อันเป็นเรื่องพื้นฐานของกฎ เอ บี ซี แห่งความเมตตา หากคุณไม่ได้อ่าน
พระคัมภีร์จากปกหน้าจนถึงปกหลัง ทั้งหมดก็สรุปอยู่ในกฎ เอ บี ซี นี้เอง

นั่นจึงตอบว่าทำไมเราต้องฟังพระวาจาของพระเยซูเจ้าผู้ตรัสกับนักบุญโฟสตินาว่า พระเมตตาเป็น
“ความหวังสุดท้ายแห่งความรอดพ้น”​ ของมนุษยชาติ (บันทึกฯ 965, 998) นี่เป็นเรื่องสำคัญแท้จริงต่อชีวิต
และความตาย พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญโฟสตินา​ “ผู้ที่ไม่ยอมผ่านประตูแห่งความเมตตาของเรา ก็ต้อง
ผ่านประตูแห่งความยุติธรรมของเรา”​ (บันทึกฯ 1146) พ่อไม่รู้ว่าคุณเลือกอะไรแต่สำหรับพ่อไม่ขอเลือก
ประตูแห่งความยุติธรรมของพระเจ้า พ่อต้องการผ่านประตูแห่งพระเมตตา! เราทุกคนต้องการด้วยเช่นกัน
นี่จึงทำให้นักบุญยอห์น ปอล ที่สอง, พระสันตะปาปาปา​ ตรัสว่า “ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ต้องการมากไปกว่า
พระเมตตา”​ และพระองค์ทรงถวายโลกแด่พระเมตตาในปีค.ศ. 2002

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

อังคาร ก.พ. 17, 2026 6:55 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​

ตอนที่ ( 16 )
บรรดาประกาศก​ และเหล่านักบุญ​

ดังที่เราได้เรียนรู้จากบทที่หนึ่ง ตั้งแต่ยุคสมัยของอาดัมและเอวา​ พระเจ้าทรงพยายามมอบ
ข่าวสารแห่งพระเมตตาแก่เรา เราต้องจำไว้ว่า เราวอนขอพระเมตตาของพระองค์เราก็ต้องมีเมตตา
ต่อกันและกัน และเราต้องไว้วางใจในพระเมตตาของพระองค์

เราอธิบายกันว่าการน้อมรับข่าวสารเรื่องพระเมตตาทำไมไม่เป็นแค่ทางเลือก เพราะว่าเรื่องนี้เป็น
“แก่นกลางหลัก” ของพระวรสาร และการดำเนินชีวิตตามข่าวสารนี้จำเป็นเพื่อไปสวรรค์ นี่ทำให้พระเจ้า
ทรงเผยแสดงเรื่องนี้แก่มวลมนุษย์ พระเมตตา เป็นพิมพ์เขียวต้นแบบของชีวิตจิตที่เราจะสามารถเอาชนะ
ราคะตัณหา ซึ่งเป็นความบกพร่องภายในและความไร้ระเบียบ​ ซึ่งทุกวันนี้เราต้องรบสู้กับธรรมชาติที่
เสียไปจากการพลาดพลั้งทำบาปแรกของมนุษย์ นี่เป็นหนทางเพื่อจะมีชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์

จำไว้ว่า หนทางหนึ่งที่จะเข้าใจเรื่องพระเมตตา คือการรู้ว่าพระเมตตาเป็นรูปแบบพิเศษของความรัก
ซึ่งเมื่อเข้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากจะต้องลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือ ดังนั้นจึงไม่ต้อง
รอนานเพื่อพระเจ้า​ “จะทรงทำอะไรบางอย่าง” เกี่ยวกับทุกข์ยากลำบากของมนุษย์อันเป็นผลมาจากการ
พลาดพลั้งทำบาปกำเนิด พระองค์ทรงทำทันทีโดยประทานคำสัญญาถึงพระมหาไถ่และของประทานจาก
สตรีผู้หนึ่ง (ปฐก3:15) พระเยซูเจ้า​ และพระนางมารีย์เป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทั้งสองพระองค์เป็นของ
ประทานที่สุดจะพรรณนาเหลือเชื่อที่พระบิดาเจ้าแห่งความรักจะทรงสามารถประทานแก่เราลูกๆ โดยเฉพาะ
ลูก​ๆ ที่เอาแต่ใจตัวเอง นี่จึงเป็นความเมตตาแท้จริง

แต่พระเจ้ามิได้ทรงหยุดอยู่แค่พระเยซูเจ้าและพระนางมารีย์ ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ดังที่เรา
พูดมาแล้ว พระเจ้าทรงพยายามเรียกเจ้าสาวของพระองค์ (พระศาสนจักร - พวกเรา) กลับมาหาพระองค์
ท่ามกลางความไม่ซื่อสัตย์ของเราและความกลัวพระองค์ที่ฝังอยู่ภายในตัวเรา ทั้งหมดที่พระองค์ทรงต้อง
การจากเราคือความไว้วางใจในความดีและความเมตตาของพระองค์ ตลอดหลายศตวรรษที่ทรงส่งข่าว
สารแห่งความหวังนี้ พระองค์ไม่ทรงเคยหยุดตามหาเจ้าสาวของพระองค์โดยแสดงให้เธอรู้ว่าพระองค์
ทรงปรารถนาเป็นหนึ่งเดียวกับเธอมากสักเพียงใด

ความพยายามของพระสวามีเจ้าที่จะเสริมความไว้วางใจแห่งรักให้แก่สิ่งสร้างของพระองค์เพื่อตอบรับ
ความรักของพระองค์และเลือกที่จะเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ดำเนินในแนวคิดหลักของประวัติศาสตร์
แห่งความรอดพ้น แสดงออกเด่นชัดในวิธีต่างๆ นับไม่ถ้วน : ด้วยของประทานจากพระบุตรและพระมารดา
ขององค์พระบุตร จากของประทานในพระศาสนจักรและศีลศักดิ์สิทธิ์​ ; จากคำเตือน แบบอย่างของบรรดา
ประกาศกและเหล่านักบุญ ; ของประทานเหล่านี้ นำไปสู่ความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นในความรักของพระเจ้า
ของเรา ผู้เป็นบิดา อับบา พระองค์ทรงเผยแสดงพระองค์เพราะทรงห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม กลัวว่าท่าม
กลางธรรมชาติมนุษย์เรา เราไม่สามารถรักสิ่งที่เราไม่รู้จักได้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงปรารถนาให้เรา
ได้รู้จักพระองค์เพื่อเราจะได้รักพระองค์มากยิ่งขึ้นและไว้วางใจในพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมมากขึ้นอีก

ปัญหาคือบาปได้ทำให้สมรรถนะเราเสียไป ธรรมชาติของเรามนุษย์​ “แตกสลาย” เป็นเหตุให้เราไม่ใส่ใจ
สงสัยหรือแม้แต่ปฏิเสธรับความเมตตาจากพระเจ้า เพราะเราถูกสร้างมา เรายังคงล้มลงเรื่อยไป มีแต่พระเจ้า
เท่านั้นที่ยังทรงเรียกเรากลับมาหาพระองค์แต่เราก็ล้มลงห่างออกไป เราเป็นชนชาติหัวดื้อและรั้น (อพย32:9)
มีความไว้ใจก็เพียงในตัวตนเองแทนที่จะไว้วางใจในพระผู้สร้าง นี่เป็นเหตุให้ความหยิ่งจองหองเป็นรากเหง้า
ของบาปทุกประการ หัวโจกของบาปทุกประการ เป็นคนหยิ่งจองหองคือคนที่เอาตัวเองไปนี้นั่งบนบัลลังก์
อันเป็นพระที่นั่งของพระเจ้า พระมหากษัตริย์เที่ยงแท้ผู้ประทับบนพระบัลลังก์แห่งชีวิตของเรา

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ ก.พ. 20, 2026 7:31 pm

( 17 )

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 17 )
ความศรัทธาภักดีพิเศษมอบแก่นักบุญพิเศษ

ท่ามกลางที่พูดมาทั้งหมด พระเจ้าไม่ทรงล้มเลิกความพยายามที่จะรักเรา​ ยิ่งกว่านั้นความพยายาม
ของพระองค์มาถึงซึ่งระดับรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 20 หลังจากผ่านไปนับพันปีและหลังจากได้ทรงส่ง
บรรดาประกาศกและเหล่านักบุญนับพันองค์เพื่อมาเผยแสดงถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา กลับ
ถูกตอบสนองด้วยการปฏิเสธดังเช่นพวกมิจฉาทิฐิ ลัทธิ Jansenism (เป็นขบวนการทางเทววิทยา ซึ่งตั้ง
ชื่อตามผู้ก่อตั้ง Cornelius Jansen ซึ่งเน้นถึงอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า ชะตากรรม และพระคุณอันหาที่
สุดมิได้ของพระเจ้า เน้นบาปดั้งเดิมและความเลวทรามของมนุษย์ ลัทธิ​Jansenism ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง
ของลัทธิ Calvinism และคำสอนของศาสนานี้มักถูกเรียกว่า​ 'ลัทธิ Hyper-Calvinism') พวกนี้สอนว่า
พระเจ้าโดยแก่นแท้ของความเป็นพระเจ้าตรัสว่า “พอกันที เท่านี้นะ”​ แน่นอนพระองค์ไม่ได้ทรงใช้วาจา
เช่นนี้ และพระเจ้าก็ไม่ทรง “ทำให้จบสิ้นกันที”​ กับชีวิตพวกเรา ความรักของพระองค์ต่อเราไม่เคยสูญสิ้น
แต่โดยแก่นแท้ความเป็นพระเจ้าพระองค์ทรงประทานนักบุญองค์สำคัญนามว่า เฮเลนา โควัลสกา
(ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักท่านในนามนักบุญมาเรีย โฟสตินา โควัลสกา แห่งศีลมหาสนิท) และบอกเธอว่า
“ลูกจงเตรียมโลกให้พร้อมสำหรับการกลับมาครั้งสุดท้ายของเรา”​ (บันทึกฯ 429)

จงคิดถึงสาระสำคัญของความจริงประการนี้ : หลังจากทรงเพียรพยายามเผยแสดงพระองค์หลากหลาย
โอกาสผ่านข่าวสารมากมายหลายวิธี​ พระสวามีเจ้าทรงมอบความรับผิดชอบเกินจะคิดได้แก่ท่านนักบุญ
โฟสตินา​ พระคริสตเจ้าประทานหน้าที่แก่ภคินีผู้ “ไม่มีความสำคัญ” ที่นักบุญยอห์น​ ปอล ที่สอง,
พระสันตะปาปา ทรงเรียกว่า เด็กหญิงผู้น่าสงสาร เด็กหญิงไร้ที่พักพิง ดังนั้นใครกันนะ คือผู้ที่พระเจ้าทรง
มอบหมายงานประดุจอนุสรณ์​สถานสำคัญที่จะตั้งอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ?

จงจำไว้ว่า ข่าวสารเรื่องพระเมตตา (ที่ว่าพระเจ้าทรงรักเราและทรงต้องการโปรยปรายพระเมตตา
ของพระองค์มายังเราตราบที่เราวอนขอพระเมตตาต่อพระองค์ และปฏิบัติกิจเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องและ
ไว้วางใจในพระเมตตา) ไม่ใช่ของใหม่ ข่าวสารนี้อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ดีการดำเนินชีวิต
ตามข่าวสารพระเมตตานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เราได้ปฏิเสธออกไปตั้งแต่เริ่มต้นกาลเวลาแสดงให้เห็นว่าเรา
ต้องการ​พระหรรษทานอย่างมากในการปฏิบัติเรื่องนี้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยาก
ในการปฏิบัตินี่แหละเป็นจุดหมายเนื้อหาของเรา

เพื่อช่วยให้เราปฏิบัติได้สำเร็จ พระเยซูเจ้าประทานแนวทางใหม่ 5 ประการอันสุดจะหยั่งได้ให้แก่
นักบุญโฟสตินาที่จะทำให้เราได้รับพระหรรษทาน​ และช่วยเราดำเนินชีวิตตามข่าวสารเรื่องพระเมตตา
ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น​ และเราเรียกแนวทางใหม่ 5 ประการนี้ว่าเป็นการแสดงความศรัทธาภักดีต่อ
พระเมตตา เราอาจจะจำอักษรย่อขึ้นต้นแต่ละแนวทางในรูปคำว่า FINCH

F = The Feast (วันฉลองพระเมตตา)

I = The Image (พระรูปพระเมตตา)

N = The Notification of the Divine Mercy/The Novena (การเผยแผ่พระเมตตา/นพวารพระเมตตา)

C = The Chaplet (สายประคำพระเมตตา)

H = Hour (ชั่วโมงพระเมตตา, บ่ายสามโมง)

เราได้กล่าวแล้วว่า “ความศรัทธาภักดี” มิใช่บังคับแต่เป็นทางเลือกในศาสนาคาทอลิก เราไม่จำเป็น
ต้องปฏิบัติเพื่อจะได้เข้าสวรรค์​ แต่ความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตาจะสามารถช่วยคุณดำเนินชีวิต​
“ข่าวสารพระเมตตา”​ ได้ดีขึ้น ลืม “ข่าวสารพระเมตตา” หรือยัง (เอ​ บี​ ซี)​ อันเป็นเนื้อหาสำคัญแท้จริง
สำหรับการดำเนินชีวิตของคุณ และและเป็นหลักการพื้นฐานที่คุณจะได้รับการตัดสินจากพระเจ้าทีละคน
คล้ายกับนักกีฬาที่จะถูกกรรมการตัดสินว่าเขาเข้าแข่งขันอย่างไร - วิธีเล่นในเกมส์ก็หานั่นแหละที่สำคัญ

อย่างไรก็ดี ไม่มีนักกีฬาคนไหนที่เข้าแข่งขันโดยไม่ฝึกซ้อมก่อน เมื่อคิดถึงอักษรย่อห้าแนวทางการ
แสดงความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตา​(FINCH) นี่แหละคือการฝึกซ้อม การฝึกซ้อมที่มีพัฒนาการที่คุณ
แสดงออกในเกมส์กีฬาชีวิต​ การฝึกฝนความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตาจะช่วยให้คุณเข้มแข็งอย่างที่สุด
ในการดำเนินชีวิต ตามหลักการ “เอ บี ซี แห่งความเมตตา” ซึ่งทำให้คุณมุ่งสู่สวรรค์ การฝึกฝนความศรัทธา
ภักดีใดๆ จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์เจ้ามากยิ่งขึ้น ในเรื่องความรักและฤทธิ์กุศล
แต่ความศรัทธาภักดีพระเมตตานี้สำคัญยิ่งเป็นพิเศษ

อันกล่าวได้ว่ามีจุดสำคัญควรเข้าใจว่าไม่เหมือนความศรัทธาภักดีอื่นๆ​ ความศรัทธาภักดีต่อพระเมตตา
ไม่เหมือนความศรัทธาต่อบรรดานักบุญ เช่น​ ต่อนักบุญเทเรซา หรือ นักบุญอันตน แต่ความศรัทธาภักดีต่อ
พระเมตตาเป็นความศรัทธาต่อพระเจ้า พระองค์เอง และความศรัทธาต่อพระเจ้าไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่ง
ที่ทำให้จิตวิญญาณของเราสมบูรณ์ครบครัน

คล้ายจะขัดแย้ง เราสามารถอธิบายความศรัทธาต่อพระเมตตาอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวว่ามิใช่เป็นเพียง
ความศรัทธาที่เรามีต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นเรื่องจากพระเจ้าลงมาสู่เรา! ในรูปพระเมตตาที่ทรงเผยแก่เรา
ซึ่งเราจะกล่าวถึงรายละเอียดดังนี้ เราจะเห็นในรูปพระเมตตาว่าพระเยซูเจ้าทรงก้าวพระบาทข้างซ้ายเข้ามา
หาเรา พระองค์ทรงพ้นออกมาจากความมืดเข้ามาหา​ ทรงเชื้อเชิญเราให้ยอมรับพระองค์ นี่แสดงถึงความศรัทธา
ที่พระผู้สร้างทรงมีต่อสิ่งสร้าง (เราจะพูดเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้น)

ก่อนที่เราจะพิจารณารายละเอียด 5 แนวทางแห่งพระหรรษทานซึ่งเป็นการแสดงความศรัทธาภักดีต่อ
พระเมตตา ให้เรามาพิจารณาชีวิตและจิตวิญญาณของนักบุญโฟสตินา ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงวางใจ
ให้ท่านเป็นหนทางนำพระหรรษทานนี้มาสู่โลก

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

ศุกร์ ก.พ. 20, 2026 7:37 pm

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่ ( 18 )
นักบุญโฟสตินาคือใคร ?

เฮเสนา ใควัลสถา (1905 - 1936) โตขึ้นมาเป็นลูกคนที่สามในพี่น้อง​ 10 คนของครอบครัวเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ทำไร่ 12 เอเคอร์​ ในชนบทของประเทศโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1905
จากบิดาผู้เป็นชาวนาและช่างไม้ และแม่ผู้ทำงานหนัก ครอบครัวค่อนข้างยากจนแต่ใจศรัทธา​ ยังชีพ
ด้วยผลผลิตเล็กๆ น้อยๆ จากฟาร์มที่ทำกันในครอบครัว เมื่อวัยเด็กเธอมีหน้าที่ทุบก้อนดินเตรียมหน้า
ดินเพาะปลูก เธอรู้ค่าของงานหนัก เธอรู้รสชาติการต่อสู้ดิ้นรนที่มาจากความยากจน เช่น เธอกับพี่สาว
ต้องใช้เสื้อผ้าร่วมกัน หมายความว่าจะมีคนได้ไปวัดร่วมพิธีมิสซาเพียงคนเดียว อีกคนหนึ่งจะรอโอกาส
หน้าใส่เสื้อผ้าชุดที่เหมาะสมชุดเดียวกันนี้สลับกันไป​ ความจริงที่ว่าเฮเลนาไม่สามารถไปวัดได้เป็นประจำ
ทำให้รู้สึกเสียใจและสิ่งนี้แสดงว่าเธอมีความรักพระเจ้าโดยธรรมชาติเกินวัยปกติของเด็กหญิงโดยทั่วไป

เธอรู้สึกถึงเสียงเรียกเข้าสู่ชีวิตนักบวชเมื่ออายุเพียง 7 ปี ขณะที่กำลังร่วมในพิธีอวยพรศีลมหาสนิท
การรู้สึกสัมผัสถึงพระเจ้ายังคงดำเนินต่อมา​ ขณะที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ที่บ้าน เธอมีความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง
ในจิตใจต่อพิธีมิสซาแล้ว

ปี ค.ศ. 1924 เมื่ออายุได้ 19 ปี เธอกับพี่สาว นาตาเลีย ไปร่วมงานเต้นรำ ณ สวนหย่อนใจประจำหมู่บ้าน
ในประเทศโปแลนด์ ในงานนั้นเองเธอเห็นนิมิตถึงพระทรมานของพระเยซูเจ้า ทรงถามเธอว่า “เราต้องทน
ลูกไปอีกนานแค่ไหนแล้วลูกจะผัดเราไปอีกนานท่าใด”​ (บันทึกฯ 9) เธอเห็นพระองค์เป็นพระคริสต์เจ้าที่
ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน มีรอยแผลและเลือดไหลตามบาดแผลนั้น เธอถือเอานิมิตนี้ว่าเป็นการเรียกเธอ
ให้เข้าสู่ชีวิตนักบวช เธอจึงรีบไปยังวัดที่ใกล้ที่สุด และพระเยซูเจ้าทรงบอกให้เธอไปยังกรุงวอร์ซอทันที
เพื่อ เข้าอาราม ด้วยความนบนอบเธอเก็บข้าวของในกระเป๋าใบน้อยและจับรถไฟไปถึงยังกรุงวอร์ซอ
ระยะทาง 85 ไมล์ในเข้ารันรุ่งขึ้น เธอมิได้ขออนุญาตพ่อแม่เนื่องจากมีเวลาน้อยมากในคืนนั้น

ไม่รู้จักใครเลยในกรุงวอร์ซอ เมื่อมาถึงและไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป​ เธอจึงมอบความไว้วางใจ
ทั้งหมดไว้กับพระประสงค์ของพระเยซู​เจ้า​ที่เธอเชื่อว่าทรงมีสำหรับเธอ เธอเข้าไปในวัดแห่งแรกที่พบเจอ
คือวัดนักบุญยากอบอัครสาวก และร่วมพิธีมิสซา ที่นี่พระเยซูเจ้าตรัสกับเธอในจิตใจและทรงนำเธอให้ทำ
ตามที่พระองค์จะทรงนำทาง เป็นเสียงที่ยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าจะเข้าอารามและอุทิศตนเองแด่พระองค์ผ่าน
กระแสเรียกชีวิตการเป็นนักบวช​

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ภาพประจำตัวสมาชิก
rosa-lee
โพสต์: 7059
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ม.ค. 29, 2010 2:37 pm

เสาร์ ก.พ. 21, 2026 4:22 pm

( 19 )

🎊 พระเมตตาแด่เราทุกคน​ 🎊
🔥 แปลจาก​ : “Understanding Divine Mercy”​ 🔥
👉 เขียนโดย​ : คุณ​พ่อ​คริส​ อลาร์, MIC 👈
🍓 แปลโดย​ : คุณพ่อ​ ยอห์น​ บัปติสต์​ พงศ์​เทพ​ ประมวลพร้อม​ 🍓

ตอนที่​ ( 19 )
การเข้าสู่ชีวิตนักบวชของเฮเลนา

หลายสัปดาห์ต่อมา คุณแม่อธิการอารามพระมารดาแห่งความเมตตาให้โอกาสแก่เธอ
เฮเลนาไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับอารามและชีวิตหมู่คณะนักบวชที่เธอเข้าร่วม เธอรู้เพียงว่า
พระเยซูเจ้าทรงนำเธอมาที่นี่ บางคนอาจเรียกสิ่งนี้ว่าความเชื่อแบบตาบอด แต่นี่เป็นการปฏิบัติ
ความไว้วางใจอย่างแท้จริงเพราะเธอฟังเสียงในใจที่พระเยซู​เจ้าทรงนำทาง เธอได้รับรางวัล
กลับเป็นพระหรรษทานมากมายที่มาจากการเผยแสดงของพระคริสต์เจ้าพระองค์เองที่มีต่อเธอ
คุณแม่อธิการรับเธอเข้าคณะด้วยเงื่อนไขว่าเธอต้องเตรียมจัดหาชุดนักบวชและอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ
ของสมาชิกอารามผู้เข้าใหม่ ปี ค.ศ. 1925 เธอจึงต้องไปทำงานเป็นแม่บ้านเพื่อจะมีเงินซื้อชุด
นักบวชและของจำเป็นเหล่านั้น เหมือนอะไรกลั่นแกล้ง เมื่อเธอกลับไปที่อาราม คุณแม่อธิการ
บอกว่าจำเธอไม่ได้ แต่ด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าปัญหานี้ก็ผ่านพ้นไปได้ และเธอได้เข้าเป็น
นักบวชอารามพระมารดา แห่งความเมตตา รับสวมชุดนักบวช​เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1926 ที่นี่
เธอได้รับนามใหม่ว่า “มาเรีย โฟสตินา​ แห่งศีลมหาสนิท” โฟสตินา แปลว่า “โชคดี”​(fortunate)
หรือ “ผู้ได้รับพระพร” (blessed one) หลายคนเชื่อว่า คำนี้ในรูปศัพท์ที่เป็นเพศชาย
คือ Faustinus เป็นนามของมรณสักขียุคแรกๆ ของพระศาสนจักร

หลังจากเธอได้เข้าสู่อารามแล้ว ก็ได้รับหน้าที่ในห้องครัวทำอาหาร​ทำสวน​ และเป็นผู้เปิดประตู
อารามต้อนรับเวลาผู้มาเยือนสั่นกระดิ่งเรียก เธอถูกย้ายไปยังอารามต่างๆ ถึง 8 แห่งในประเทศ
โปแลนด์และลิทัวเนีย เธอต้องเรียนรู้​จักซิสเตอร์ในอารามเหล่านั้นทุกแห่งที่ไปอยู่ ซิสเตอร์บางคน
ซักถามเธอ บ้างถึงกับล้อเลียนเธอเพราะพวกเขาคิดว่าเธอไม่ออกแรงพยายามเต็มที่ในการดำเนิน
ชีวิตประจำวัน ซึ่งกลายเป็นเรื่องลำบากมากเพื่อรับมือกับสุขภาพที่ถดถอย บางคนเชื่อว่าเธอแกล้ง
ป่วยและถึงกับคิดว่าเธอพยายามหลบเลี่ยงงานประจำเพราะขี้เกียจ ซิส​เตอร์หลายคนจึงไม่ชื่นชอบ
โฟสตินา พระเยซู​เจ้า​ทรงให้กำลังใจให้เธอซื่อสัตย์ต่อศีลบน วันเวลาผ่านไปซิสเตอร์หลายคนกลับ
มายอมรับเธอและขอคำปรึกษาจากเธอ

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1931 ขณะที่เธออยู่ตามลำพังในห้องพักที่เมืองปลอช ประเทศโปแลนด์
พระเยซูเจ้าเสด็จมาหาเธอเยี่ยงกษัตริย์แห่งความเมตตา ทรงปรากฏแก่เธอดังในรูปภาพพระเมตตา
ทรงพระภูษาสีขาวและมีแสงสองสาย สายหนึ่งสีแดง อีกสายหนึ่งสีจาง พุ่งออกมาจากดวงพระทัย
น่าประหลาดใจมาก นี่เป็นการประจักษ์มาของพระเยซูเจ้าที่ซิสเตอร์​ โฟสตินาได้รับ ณ สถานที่ปัจจุบัน
คือประเทศโปแลนด์ เพียงครั้งเดียว แต่การประจักษ์ที่เหลือทั้งหมดเกิดในเมืองวิลนิอุส ซึ่งปัจจุบันเป็น
ส่วนหนึ่งของประเทศลิทัวเนีย ที่ซึ่งเธอได้รับมอบหมายจากคุณแม่อธิการให้ไปประจำอยู่ในบ้านของคณะ

ภายใต้ความรู้สึกไม่ชัดเจนต่อสิ่งที่เห็นเป็นอยู่ต่อนิมิตเรื่องพระเมตตาและการเยี่ยมเยียนจากสวรรค์
แต่ความรู้สึกกายในของนักบุญโฟสตินากลับท่วมท้นไปด้วยพระหรรษทานไหลมาอย่างลึกลับพิเศษ
พระคริสต์เจ้าทรงกลับประจักษ์มาบ่อยๆ ในนิมิต บางครั้งพระองค์ประจักษ์มาในรูปแบบพระหากษัตริย์
แห่งพระเมตตาโชติช่วงในแสงสว่างและสิริรุ่งโรจน์ บางครั้งในรูปแบบพระทรมานพระคริสต์เจ้า
ผู้ทรงถูกตรึงกับไม้กางเขน

🦊โปรดติดตามตอนต่อไป🦊
ตอบกลับโพส